พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
กองอาสารักษาดินแดน
พ.ศ. ๒๔๙๗
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๐
กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๗
เป็นปีที่ ๙
ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยกองอาสารักษาดินแดน
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดั่งต่อไปนี้
มาตรา ๑
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน
พ.ศ. ๒๔๙๗
มาตรา ๒[๑]
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
และจะใช้บังคับในท้องที่ใด ให้ประกาศโดยพระราชกฤษฎีกา
มาตรา ๓
เมื่อได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัตินี้บังคับในท้องที่ใด
บรรดากฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่น ๆ ซึ่งมีข้อความแย้งหรือขัดต่อพระราชบัญญัตินี้
มิให้ใช้บังคับในท้องที่นั้น
การจัดตั้งกองอาสารักษาดินแดน
มาตรา ๔
ให้จัดตั้งกองอาสารักษาดินแดนเป็นองค์การขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทย มีฐานะเป็นนิติบุคคล
เรียกว่า กองอาสารักษาดินแดน
มาตรา ๕
กองอาสารักษาดินแดนแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ
(๑)
ส่วนกลาง
(๒)
ส่วนภูมิภาค
มาตรา ๖[๒]
ให้มีกรรมการคณะหนึ่งจำนวนไม่น้อยกว่าสิบคน และไม่เกินยี่สิบคน เรียกว่า คณะกรรมการกลางกองอาสารักษาดินแดน ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นรองประธานโดยตำแหน่ง ส่วนกรรมการอื่น
เลขาธิการและรองเลขาธิการนั้น
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี
มาตรา ๗[๓] คณะกรรมการกลางกองอาสารักษาดินแดน
มีอำนาจและหน้าที่จัดและดำเนินงานกองอาสารักษาดินแดนโดยทั่วไปตามนโยบายและวิชาทางเทคนิคของสภาความมั่นคงแห่งชาติ
และวางระเบียบและข้อบังคับสำหรับกองอาสารักษาดินแดน ดังต่อไปนี้
(๑)
กำหนดวิธีรับสมัคร วิธีคัดเลือก และการให้ออกจากสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน
(๒)
กำหนดยศ ชั้น ของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน
(๓)
กำหนดเหล่าของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน
(๔)
กำหนดหลักสูตร การอบรม และการฝึก
(๕)
กำหนดการใช้จ่ายและงบประมาณของกองอาสารักษาดินแดน
(๖)
กำหนดการเก็บ รักษา และการใช้อาวุธ
มาตรา ๘
กองอาสารักษาดินแดนส่วนภูมิภาค ประกอบด้วยกองอาสารักษาดินแดนจังหวัด
และกองอาสารักษาดินแดนอำเภอ ตามชื่อท้องที่ที่ได้ประกาศตั้งขึ้น
มาตรา ๙
ตำแหน่งผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่
ตลอดจนอำนาจการปกครองบังคับบัญชารวมทั้งการกำหนดอัตรากำลังของแต่ละหน่วยในกองอาสารักษาดินแดน
ให้กำหนดโดยกฎกระทรวง
มาตรา ๑๐
วินัยและการลงโทษผู้กระทำผิดวินัยของเจ้าหน้าที่และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน
ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยกองอาสารักษาดินแดน
มาตรา ๑๑
การเข้าเป็นสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนให้กระทำโดยวิธีรับสมัครผู้อาสา
แต่ถ้าในท้องที่ใดไม่มีบุคคลสมัคร หรือมีบุคคลสมัครไม่เพียงพอตามความต้องการ
จะกำหนดให้ท้องที่นั้นมีการเรียกบุคคลให้สมัครเพื่อคัดเลือกเข้าเป็นสมาชิกโดยพระราชกฤษฎีกาก็ได้
และให้ถือว่าผู้ที่ได้รับสมัครหรือได้รับการคัดเลือกเป็นสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนมีสิทธิและหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้
นับแต่วันได้รับสมัครหรือได้รับการคัดเลือก
มาตรา ๑๒
สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนต้องมีคุณสมบัติและลักษณะ ดั่งนี้
(๑)
มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในท้องที่ที่เข้าเป็นสมาชิก
(๒)
มีสัญชาติไทย
(๓)
มีอายุตั้งแต่ ๑๗ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป แต่ไม่เกิน ๖๐ ปีบริบูรณ์
(๔)
มีร่างกายสมบูรณ์ และสมควรแก่การเป็นสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน
(๕)
ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ
(๖)
ไม่เป็นพระภิกษุ สามเณร หรือนักบวชแห่งศาสนาใด
(๗)
ไม่เป็นสมาชิกกองอาสากาชาด
(๘)
ไม่เป็นทหารหรือตำรวจประจำการตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร
(๙)
ไม่เป็นผู้มีพฤติการณ์อันเป็นที่รังเกียจ เช่น เป็นคนเสเพลอันธพาล
หรือเป็นผู้ติดยาเสพติดให้โทษ หรือเป็นผู้มีสันดานเป็นผู้ร้าย เป็นต้น
มาตรา ๑๓
ข้าราชการที่เป็นสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนจะปฏิบัติหน้าที่ของกองอาสารักษาดินแดนได้ในเมื่อไม่ติดราชการจำเป็น
มาตรา ๑๔
สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนมี ๓ ประเภท คือ
(๑)
ประเภทสำรอง คือสมาชิกที่ยังไม่ได้เข้ารับการฝึกหัดและอบรม
(๒)
ประเภทประจำกอง คือสมาชิกที่ได้รับการฝึกหัดและอบรม และบรรจุอยู่ในอัตรากำลัง
(๓)
ประเภทกองหนุน คือสมาชิกที่ได้ปลดออกจากประจำกอง
มาตรา ๑๕
การรับบุคคลเข้าเป็นสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน
ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อรับสมัครหรือคัดเลือก
หน้าที่ของกองอาสารักษาดินแดน
มาตรา ๑๖[๔] กองอาสารักษาดินแดนมีหน้าที่
(๑)
บรรเทาภัยที่เกิดจากธรรมชาติและการกระทำของข้าศึก
(๒)
ทำหน้าที่ตำรวจรักษาความสงบภายในท้องที่ร่วมกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ
(๓)
รักษาสถานที่สำคัญและการคมนาคม
(๔)
ป้องกันจารกรรม สดับตรับฟัง และรายงานข่าว
(๕)
ทำการช่วยให้ความสะดวกแก่ฝ่ายทหารตามที่ทหารต้องการ และตัดทอนกำลังข้าศึก
(๖)
เป็นกำลังสำรองส่วนหนึ่งที่พร้อมจะเพิ่มเติมและสนับสนุนกำลังทหารได้เมื่อจำเป็น
มาตรา ๑๗
เจ้าหน้าที่และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนมีหน้าที่
(๑)
กระทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่สั่งการโดยชอบ
(๒)
ปฏิบัติตามหน้าที่ ระเบียบ ข้อบังคับ และวินัยของกองอาสารักษาดินแดน
มาตรา ๑๘
ผู้บังคับบัญชามีอำนาจที่จะสั่งใช้กำลังของกองอาสารักษาดินแดนให้ทำการตามอำนาจหน้าที่ได้
ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๑๙
เมื่อประกาศใช้กฎอัยการศึกในท้องที่ใด
ให้เจ้าหน้าที่และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอยู่ในบังคับบัญชาเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร
ธงประจำกอง เครื่องหมาย
และเครื่องแบบ
มาตรา ๒๐
ให้มีธงประจำกอง และเครื่องหมายสำหรับกองอาสารักษาดินแดน
กับเครื่องแบบสำหรับสมาชิก ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
การอบรมและการฝึก
มาตรา ๒๑
สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนต้องเข้ารับการอบรม การฝึกหัด และการฝึกซ้อม
ตามหลักสูตรและระยะเวลาที่คณะกรรมการกลางกองอาสารักษาดินแดนกำหนด
มาตรา ๒๒
สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนที่ถูกเรียกเข้ารับการอบรม การฝึกหัด
และการฝึกซ้อม ตามหลักสูตรของกองอาสารักษาดินแดนก็ดี หรือในเวลาปฏิบัติหน้าที่ก็ดี
ให้ผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้างให้ความสะดวกแก่สมาชิกไม่ตัดเงินรายเดือนหรือค่าจ้างภายในกำหนดเวลาไม่เกินสองเดือน
และไม่ตัดรอนสิทธิอันควรได้ของสมาชิกเหล่านั้น
สิทธิของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน
มาตรา ๒๓
สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนประเภทประจำกองอาจได้รับสิทธิบางประการตลอดระยะเวลาที่ยังประจำกองอยู่
ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกลางกองอาสารักษาดินแดนกำหนด
มาตรา ๒๔
เมื่อสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนเจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่
จะได้รับการรักษาพยาบาลตามที่คณะกรรมการกลางกองอาสารักษาดินแดนกำหนด
มาตรา ๒๕
เมื่อสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนประสพอันตรายถึงชีวิตหรือพิการทุพพลภาพ
เนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ ให้ได้รับบำนาญพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญโดยอนุโลม
บทกำหนดโทษ
มาตรา ๒๖
ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา
๑๑ แห่งพระราชบัญญัตินี้ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๒๗
ผู้ใดแต่งเครื่องแบบ หรือประดับ
หรือใช้ธงหรือเครื่องหมายที่กำหนดขึ้นตามบทบัญญัติในมาตรา ๒๐ โดยไม่มีสิทธิที่จะแต่ง
ประดับ หรือใช้ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
มาตรา ๒๘
ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติในมาตรา ๒๒ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
เบ็ดเตล็ด
มาตรา ๒๙
เจ้าหน้าที่หรือสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนในระหว่างทำการตามหน้าที่
ให้ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายลักษณะอาญา
มาตรา ๓๐[๕]
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
และให้มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าหน้าที่
วางระเบียบและออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น
เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ป. พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การป้องกันประเทศชาติในสถานการณ์สงครามปัจจุบันเป็นหน้าที่ของประชาชนพลเมืองทุกคนที่จะต้องร่วมมือช่วยเหลือ
และจะต้องได้รับการศึกษาอบรมเพื่อให้มีความรู้ในการที่จะป้องกันตนเองและประเทศชาติ
จึงจำเป็นต้องมีการฝึกอบรมและจัดหน่วยการบังคับบัญชาเตรียมไว้แต่เวลาปกติ
พระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๔[๖]
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
เนื่องจากพระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๗
บัญญัติให้คณะกรรมการกลางกองอาสารักษาดินแดน มีอำนาจหน้าที่จัดและดำเนินงานกองอาสารักษาดินแดนตามนโยบายและวิชาการทางเทคนิคของสภาป้องกันราชอาณาจักร
แต่บัดนี้
สภาป้องกันราชอาณาจักรต้องถูกยกเลิกไปโดยพระราชบัญญัติสภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ.
๒๕๐๒ แล้ว สมควรแก้ไขพระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ. ๒๔๙๗
ให้สอดคล้องกันด้วย นอกจากนี้สมควรให้กองอาสารักษาดินแดนขึ้นอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงกลาโหมร่วมกัน
และเพิ่มอำนาจและหน้าที่ให้แก่คณะกรรมการกลางกองอาสารักษาดินแดนในการกำหนดเหล่าของกองอาสารักษาดินแดน
และกำหนดหน้าที่กองอาสารักษาดินแดนเพิ่มขึ้น
กฤษดายุทธ/จัดทำ
๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
ปณตภร/ตรวจ
๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๗๑/ตอนที่ ๑๔/หน้า ๒๘๕/๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๗
[๒] มาตรา ๖
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๔
[๓] มาตรา ๗
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๔
[๔] มาตรา ๑๖
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๔
[๕] มาตรา ๓๐
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๔
[๖] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๗๘/ตอนที่ ๑๙/หน้า ๒๔๕/๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๔
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).