กฎ ก
กฎ ก.พ.
ว่าด้วยการสั่งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ประจำส่วนราชการเป็นการชั่วคราว
พ.ศ. ๒๕๕๔
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ (๕) และมาตรา ๖๙
แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑
อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๓ มาตรา ๔๓ และมาตรา ๖๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ก.พ.
โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี จึงออกกฎ ก.พ. ไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑[๑]
กฎ ก.พ.
นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๒ ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา
๕๗ มีอำนาจสั่งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ประจำกระทรวง ประจำกรม หรือประจำจังหวัด
แล้วแต่กรณี เป็นการชั่วคราว
โดยให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่เดิมได้ในกรณีที่มีเหตุผลความจำเป็น ดังต่อไปนี้
(๑)
เมื่อข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดมีกรณีถูกกล่าวหาหรือมีกรณีเป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
หรือถูกฟ้องคดีอาญา หรือต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา
เว้นแต่เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
หรือกรณีที่ถูกฟ้องนั้นพนักงานอัยการรับเป็นทนายแก้ต่างให้และถ้าให้ผู้นั้นคงอยู่ในตำแหน่งหน้าที่เดิมต่อไปจะเป็นอุปสรรคต่อการสืบสวน
สอบสวน หรืออาจเกิดความเสียหายแก่ราชการ
(๒)
เมื่อข้าราชการพลเรือนสามัญกระทำหรือละเว้นกระทำการใดจนต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิดอาญา
และผู้มีอำนาจดังกล่าวพิจารณาเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำพิพากษาถึงที่สุดนั้นได้ความประจักษ์ชัดอยู่แล้วว่าการกระทำหรือละเว้นกระทำการนั้นเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
(๓) เมื่อข้าราชการพลเรือนสามัญละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการ
และผู้บังคับบัญชาได้ดำเนินการสืบสวนแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุผลอันสมควร
และการละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการนั้นเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
(๔) เมื่อข้าราชการพลเรือนสามัญกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
และได้รับสารภาพเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชา
หรือให้ถ้อยคำรับสารภาพต่อผู้มีหน้าที่สืบสวนหรือคณะกรรมการสอบสวนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน
และได้มีการบันทึกถ้อยคำรับสารภาพเป็นหนังสือ
(๕)
เมื่อข้าราชการพลเรือนสามัญมีกรณีถูกสอบสวนเพราะหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ
บกพร่องในหน้าที่ราชการ
หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการถ้าให้ผู้นั้นอยู่ในราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการตามมาตรา
๑๑๐ (๖)
(๖)
เมื่อข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ดำรงตำแหน่งใดมีกรณีถูกกล่าวหาหรือมีกรณีเป็นที่สงสัยว่ามีพฤติการณ์ไม่เหมาะสมที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งนั้น
ซึ่งผู้บังคับบัญชาได้สืบสวนแล้วเห็นว่ากรณีมีมูล และถ้าให้ผู้นั้นคงอยู่ในตำแหน่งเดิมต่อไป
อาจเกิดความเสียหายแก่ราชการ
(๗)
กรณีอื่นที่มีเหตุผลความจำเป็นพิเศษเพื่อประโยชน์แก่ราชการโดยได้รับอนุมัติจาก
ก.พ.
ข้อ ๓ การขอให้ ก.พ.
พิจารณาอนุมัติกรณีตามข้อ ๒ (๗) ให้แสดงรายละเอียด ดังต่อไปนี้
(๑) คำชี้แจงเหตุผลความจำเป็นพิเศษเพื่อประโยชน์แก่ราชการ
และระยะเวลาที่จะสั่งให้ประจำกระทรวง ประจำกรม หรือประจำจังหวัด แล้วแต่กรณี
(๒)
หน้าที่และความรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการที่จะมอบหมายแก่ผู้ถูกสั่งให้ประจำกระทรวง
ประจำกรม หรือประจำจังหวัด แล้วแต่กรณี
ข้อ ๔ การสั่งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ประจำกระทรวง
ประจำกรม หรือประจำจังหวัด แล้วแต่กรณี ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗
สั่งได้เป็นเวลาไม่เกินหกเดือนนับแต่วันที่ผู้นั้นถูกสั่ง เว้นแต่การสั่งตามข้อ ๒
(๗) ให้สั่งได้ไม่เกินกำหนดเวลาที่ได้รับอนุมัติจาก ก.พ. แต่ต้องไม่เกินหกเดือนนับแต่วันที่ผู้นั้นถูกสั่ง
เมื่อมีการสั่งข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดให้ประจำกระทรวง ประจำกรม
หรือประจำจังหวัดแล้วและผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗
เห็นว่ายังมีเหตุผลความจำเป็นเป็นพิเศษที่จะต้องให้ผู้นั้นประจำกระทรวง ประจำกรม
หรือประจำจังหวัด แล้วแต่กรณี ต่อไปเกินกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งให้ขออนุมัติขยายเวลาต่อ
อ.ก.พ. กระทรวง หรือ ก.พ. แล้วแต่กรณีได้อีก
แต่กำหนดเวลาที่ขอขยายนั้นเมื่อรวมกับกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งแล้วต้องไม่เกินหนึ่งปีหกเดือนนับแต่วันที่ผู้นั้นถูกสั่งให้ประจำกระทรวง
ประจำกรม หรือประจำจังหวัด แล้วแต่กรณี ทั้งนี้
ให้ขอขยายเวลาก่อนวันครบกำหนดเวลาเดิมไม่น้อยกว่าสามสิบวัน
การขออนุมัติขยายเวลาตามวรรคสองให้นำความข้อ ๓ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ ๕ การสั่งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ประจำกระทรวง
ให้สั่งได้สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง
ข้อ ๖ การสั่งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ประจำกรม
ให้สั่งได้สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับต้น ตำแหน่งประเภทอำนวยการ
ตำแหน่งประเภทวิชาการ และตำแหน่งประเภททั่วไป
ข้อ ๗ การสั่งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ประจำจังหวัด
ให้สั่งได้สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับต้น ตำแหน่งประเภทอำนวยการ
ตำแหน่งประเภทวิชาการ และตำแหน่งประเภททั่วไป
ข้อ ๘ เมื่อผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา
๕๗ สั่งข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดให้ประจำกระทรวง ประจำกรม หรือประจำ จังหวัด
แล้วแต่กรณี โดยมีเหตุผลความจำเป็นในกรณีใดเมื่อหมดความจำเป็นหรือครบกำหนดเวลาตามข้อ
๔ แล้ว ให้สั่งให้ผู้นั้นกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งหน้าที่เดิม
หรือแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอื่นในประเภทเดียวกันและระดับเดียวกันที่ผู้นั้นมีคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้น
ข้อ ๙ การให้ได้รับเงินเดือน การแต่งตั้ง
การเลื่อนเงินเดือน
การดำเนินการทางวินัยและการออกจากราชการของข้าราชการพลเรือนสามัญที่ถูกสั่งให้ประจำกระทรวง
ประจำกรมหรือประจำจังหวัด แล้วแต่กรณี ตามกฎ ก.พ. นี้
ให้ดำเนินการโดยถือเสมือนว่าข้าราชการพลเรือนสามัญที่ถูกสั่งนั้นดำรงตำแหน่งเดิม
ข้อ ๑๐ ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดถูกสั่งให้ประจำกระทรวง
ประจำกรม ประจำกองหรือประจำจังหวัด อยู่ก่อนวันที่กฎ ก.พ. นี้ใช้บังคับ
ให้ดำเนินการกับกรณีดังกล่าวต่อไปตามกฎ ก.พ. ฉบับที่ ๑๕ (พ.ศ. ๒๕๔๐)
ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ว่าด้วยการสั่งข้าราชการพลเรือนสามัญ
ให้ประจำกระทรวง ประจำทบวง ประจำกรม ประจำกองหรือประจำจังหวัด
จนกว่าคำสั่งนั้นจะสิ้นผล
ให้ไว้
ณ วันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๔
อภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี
ประธาน
ก.พ.
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้กฎ ก.พ. ฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๖๙
แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ บัญญัติว่า
ในกรณีที่มีเหตุผลความจำเป็นให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗
มีอำนาจสั่งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ประจำส่วนราชการเป็นการชั่วคราวโดยให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่เดิมได้ตามที่กำหนดใน
กฎ ก.พ. และการให้ได้รับเงินเดือน การแต่งตั้ง การเลื่อนเงินเดือน
การดำเนินการทางวินัย
และการออกจากราชการของข้าราชการพลเรือนสามัญดังกล่าวให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.พ.
จึงจำเป็นต้องออกกฎ ก.พ. นี้
ปริยานุช/ผู้จัดทำ
๑๘ พฤษภาคม
๒๕๕๔
ณัฐวดี/ตรวจ
๑๘ พฤษภาคม
๒๕๕๔
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๒๘/ตอนที่ ๓๕ ก/หน้า ๕๗/๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๔
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).