附則
พระราชกำหนด
พระราชกำหนด
แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
พ.ศ. ๒๕๒๖
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๖
เป็นปีที่ ๓๘ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา
๑๕๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร
ไทยจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกำหนดนี้เรียกว่า พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖
มาตรา ๒*
พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
*[รก.
๒๕๒๖/๑๙๕/๑พ/๑๕ ธันวาคม ๒๕๒๖]
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในบทนิยามคำว่า หลักทรัพย์ ในมาตรา ๔
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
หลักทรัพย์ หมายความว่า
(๑) ตั๋วเงินคลัง
(๒) พันธบัตร
(๓)
หุ้นหรือหุ้นกู้ ใบสำคัญแสดงสิทธิในหุ้นหรือหุ้นกู้ ใบสำคัญแสดงสิทธิ
ที่จะซื้อหุ้นหรือหุ้นกู้ หรือใบสำคัญแสดงการเข้าชื่อซื้อหุ้นหรือหุ้นกู้
(๔)
ใบสำคัญแสดงสิทธิในเงินปันผลหรือดอกเบี้ยจากหลักทรัพย์
(๕) ตราสารหรือหลักฐานแสดงสิทธิในทรัพย์สินของโครงการลงทุนซึ่ง
ผู้ประกอบกิจการจัดการลงทุนไม่ว่าในหรือนอกประเทศเป็นผู้ออก
(๖)
ตราสารอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง"
มาตรา ๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นบทนิยามคำว่า ผู้จัดการ และ สถาบัน
การเงิน ระหว่างคำว่า ใบอนุญาต กับคำว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ ในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.
๒๕๒๒
ผู้จัดการ หมายความรวมถึงรองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ
และผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่นด้วย
สถาบันการเงิน หมายความว่า สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน
มาตรา ๕ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๖ ทวิ
แห่งพระราชบัญญัติการ
ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๖ ทวิ
ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งประกอบด้วยปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ
รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นรองประธานกรรมการ
และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่เกินห้าคน เป็นกรรมการ และให้ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นกรรมการและเลขานุการ
และผู้อำนวยการฝ่ายกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย
เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
ให้คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งมีหน้าที่ให้คำเสนอแนะต่อธนาคารแห่ง
ประเทศไทย ในการออกข้อกำหนด และการดำเนินมาตรการใด ๆ ที่เป็นอำนาจหน้าที่ของ
ธนาคารแห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๓
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ
ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
และให้ใช้ความต่อไป
นี้แทน
มาตรา ๑๓
ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทเงินทุนใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อใน
ธุรกิจว่า เงินทุน การเงิน การลงทุน เครดิต ทรัสต์ ไฟแนนซ์ หรือคำอื่นใดที่มี
ความหมายเช่นเดียวกัน เว้นแต่ธนาคารพาณิชย์หรือสำนักงานที่กระทำการแทนธนาคาร
ต่างประเทศตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์
มาตรา ๗
ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งและวรรคสองของมาตรา ๑๔ แห่ง
พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๑๔
บริษัทเงินทุนต้องมีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วตามจำนวนที่รัฐมนตรีกำหนดซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าหกสิบล้านบาท
บุคคลใดจะถือหุ้นบริษัทเงินทุนใดเกินอัตราร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทเงินทุนนั้นมิได้
เว้นแต่เป็นกรณีที่ผู้ถือหุ้นเป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
หรือนิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น แต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นต้องแก้ไขฐานะ หรือการดำเนินงานของบริษัทเงินทุนนั้น
ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
มีอำนาจผ่อนผันให้มีการถือหุ้นเป็นอย่างอื่นได้ และในการผ่อนผันจะกำหนดเงื่อนไขใด
ๆ ก็ได้
มาตรา ๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๐
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ
ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๒๐
ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนกระทำการดังต่อไปนี้
(๑)
ลดทุนหรือเพิ่มทุนโดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ในการอนุญาต
รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
(๒)
ซื้อหรือมีไว้ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ เว้นแต่
(ก)
เป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับประกอบธุรกิจหรือ
สำหรับเป็นที่พัก
หรือเพื่อสวัสดิสงเคราะห์ของพนักงานและลูกจ้างของบริษัทเงินทุนนั้นตามที่
ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย
(ข)
เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเงินทุนได้มาจากการชำระหนี้การ
ประกันการให้กู้ยืมเงิน
หรือการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่รับจำนองไว้จากการขายทอดตลาดโดย
คำสั่งศาล หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
แต่ต้องจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวภายในสามปี
นับแต่วันที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตกมาเป็นของบริษัทเงินทุน หรือภายในกำหนดเวลากว่านั้นตาม
ที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ
(ค)
เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเงินทุนประเภทกิจการเงินทุนเพื่อการ
เคหะมีไว้เพื่อประกอบธุรกิจนั้น ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
กำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
ในการอนุญาตตาม (ก)
หรือ (ข) ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อน
ไขใด ๆ ก็ได้
(๓)
รับหุ้นของบริษัทเงินทุนนั้นเป็นประกัน หรือรับหุ้นของบริษัทเงินทุน
จากบริษัทเงินทุนอื่นเป็นประกัน
(๔)
ซื้อหรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดใดเป็นจำนวนเกินร้อยละสิบของจำนวนหุ้น
ที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น
เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่ง
ประเทศไทย ในการให้ความเห็นชอบธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
(๕)
ซื้อหรือมีหุ้นบริษัทเงินทุนอื่น เว้นแต่
(ก)
เป็นการได้มาจากการชำระหนี้ หรือการประกันการให้กู้ยืมเงิน
แต่ต้องจำหน่ายภายในเวลาหกเดือนนับแต่วันที่ได้มา หรือ
(ข)
เป็นการได้มาเนื่องจากการประกอบธุรกิจอื่นที่ได้รับอนุญาตจาก
รัฐมนตรี
(๖)
ประกอบกิจการอื่นใดนอกจากธุรกิจเงินทุนในประเภทที่ได้รับอนุญาต
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ในการอนุญาตรัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ
ก็ได้
สำหรับบริษัทเงินทุนที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการ
พัฒนาให้ได้รับยกเว้นที่จะประกอบการดังต่อไปนี้ได้ด้วย
(ก)
การเป็นนายหน้าหรือตัวแทนในการจัดหาเงินกู้ยืมหรือเงินลงทุน
ให้แก่กิจการอุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือพาณิชยกรรม
หรือการจัดการเกี่ยวกับการให้กู้ยืม
เงินแก่หรือการลงทุนในกิจการดังกล่าว
(ข)
การให้บริการจัดทำหรือวิเคราะห์โครงการเพื่อการลงทุน
(ค)
การเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการเงินหรือการดำเนินงานของกิจการ
อุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือพาณิชยกรรม
(ง)
การเป็นที่ปรึกษาในการจัดซื้อกิจการหรือการจัดการควบธุรกิจเข้า
ด้วยกัน
(๗)
ให้กรรมการของบริษัทเงินทุนนั้นกู้ยืมเงิน
การกระทำดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นการให้กรรมการนั้นกู้ยืมเงินด้วย
(ก)
การให้กู้ยืมเงินแก่คู่สมรสหรือบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของ
กรรมการ
(ข)
การให้กู้ยืมเงินแก่ห้างหุ้นส่วนสามัญที่กรรมการ คู่สมรสหรือบุตร
ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของกรรมการ เป็นหุ้นส่วน
(ค)
การให้กู้ยืมเงินแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่กรรมการ คู่สมรสหรือบุตรซึ่ง
ยังไม่บรรลุนิติภาวะของกรรมการ
เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดหรือเป็นหุ้นส่วน
จำพวกจำกัดความรับผิดที่มีหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของทุนทั้งหมดของห้างหุ้นส่วนจำกัด
นั้น
(ง)
การให้กู้ยืมเงินแก่บริษัทจำกัดที่กรรมการ คู่สมรส หรือบุตรซึ่งยังไม่
บรรลุนิติภาวะของกรรมการ หรือห้างหุ้นส่วนตาม (ข) หรือ (ค)
ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละ
สามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น
(จ)
การให้กู้ยืมเงินแก่บริษัทจำกัดที่บริษัทจำกัดตาม (ง) ถือหุ้นรวมกัน
เกินร้อยละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น
(ฉ)
การเป็นผู้รับรอง ผู้รับอาวัล หรือผู้สอดเข้าแก้หน้าในตั๋วเงินที่
กรรมการหรือบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนตาม (ก) (ข) (ค) (ง) หรือ (จ)
เป็นผู้สั่งจ่าย หรือ
ผู้ออกตั๋ว หรือผู้สลักหลัง
(๘)
ย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่ หรือสำนักงานสาขาของบริษัทเงินทุนโดยมิได้รับ
อนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนด
เงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
(๙)
จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นแก่กรรมการ พนักงาน หรือลูกจ้างของบริษัท
เงินทุนนั้นเป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับหรือเนื่องจากการกระทำหรือการประกอบ
ธุรกิจใด ๆ ของบริษัทเงินทุนนั้น
ทั้งนี้ นอกจากบำเหน็จ เงินเดือนรางวัล และเงินเพิ่มอย่าง
อื่นบรรดาที่พึงจ่ายตามปกติ
(๑๐)
ขายหรือให้อสังหาริมทรัพย์ใด ๆ หรือสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่ารวมกัน
สูงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดแก่กรรมการ
หรือซื้อทรัพย์สินจากกรรมการทั้งนี้ เว้น
แต่ได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย
(๑๑)
โฆษณากิจการของบริษัทเงินทุนนั้น เว้นแต่การโฆษณานั้นจะได้กระทำ
ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
(๑๒)
ทำสัญญาหรือยินยอมให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่กรรมการ ผู้จัดการ หรือ
พนักงานของบริษัทเงินทุน
มีอำนาจทั้งหมดหรือบางส่วนในการบริหารงานของบริษัทเงินทุน
เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย
มาตรา ๙ ให้ยกเลิก (๓) และ (๔) ของมาตรา ๒๑
แห่งพระราชบัญญัติการ
ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๑๐ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๒
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ
ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
และให้ใช้ความต่อไป
นี้แทน
มาตรา ๒๒
ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนตั้งหรือยอมให้บุคคลซึ่งมีลักษณะดัง
ต่อไปนี้ เป็นหรือทำหน้าที่กรรมการ ผู้จัดการ หรือพนักงาน
หรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัด
การ หรือที่ปรึกษาของบริษัทเงินทุน
(๑)
เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย
(๒)
เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับ
ทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต
(๓) เคยเป็นกรรมการ
ผู้จัดการ หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการ
จัดการของสถาบันการเงินที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต
เว้นแต่จะได้รับยกเว้นจากธนาคารแห่ง
ประเทศไทย
(๔) เป็นกรรมการ
ผู้จัดการ หรือพนักงาน หรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัด
การของบริษัทเงินทุนอื่น
(๕)
ถูกถอดถอนจากการเป็นประธานกรรมการ กรรมการ หรือผู้จัดการ
ตามมาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๕๗ ทวิ (๑)
(๖)
เป็นข้าราชการการเมือง
(๗)
เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำหรือพนักงานธนาคาร
แห่งประเทศไทย เว้นแต่
(ก)
เป็นกรณีที่ได้รับการแต่งตั้งโดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี
เพื่อเข้าไปช่วยเหลือในการดำเนินงานของบริษัทเงินทุน หรือ
(ข)
เป็นกรณีที่ได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๕๗ ทวิ (๒)
(๘) เป็นผู้จัดการ
หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการของห้าง
หุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัดซึ่งตนหรือบุคคลหรือห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัดตามมาตรา
๒๐
(๗) วรรคสอง เป็นหุ้นส่วนหรือถือหุ้นอยู่ เว้นแต่
(ก)
เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของบริษัทเงินทุนซึ่งไม่มีอำนาจในการ
จัดการ
(ข)
เป็นกรณีที่ได้รับยกเว้นจากรัฐมนตรีเพราะมีเหตุจำเป็นต้องแก้ไข
ฐานะหรือการดำเนินงานของบริษัทเงินทุน
(ค)
เป็นกรณีที่ได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๕๗ ทวิ (๒)
(๙)
เป็นบุคคลซึ่งมิได้มีคุณวุฒิทางการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน
หรือคุณสมบัติอื่น ทั้งนี้
ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของ
รัฐมนตรี
(๑๐)
มีลักษณะต้องห้ามอย่างอื่นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
บริษัทเงินทุนจะแต่งตั้งกรรมการ
ผู้จัดการ หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจ
ในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของบริษัทเงินทุน
หรือทำสัญญาให้บุคคลอื่นมีอำนาจเด็ดขาดใน
การบริหารงานของบริษัทเงินทุนได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย
ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามตาม
วรรคหนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้ความเห็นชอบมิได้
และในกรณีที่ปรากฏในภายหลัง
ว่าบุคคลดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามตามวรรคหนึ่ง ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเพิกถอนความ
เห็นชอบที่ได้ให้ไว้แล้ว
และให้บริษัทเงินทุนเสนอชื่อบุคคลอื่นแทนเพื่อขอความเห็นชอบจาก
ธนาคารแห่งประเทศไทยภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ถูกเพิกถอนความเห็นชอบ
ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่บุคคลซึ่งบริษัทเงินทุนทำสัญญาให้มี
อำนาจเด็ดขาดในการบริหารงานของบริษัทเงินทุนนั้น
ตลอดจนผู้ซึ่งปฏิบัติงานให้แก่บุคคลนั้น
ด้วยโดยอนุโลม
มาตรา ๑๑ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๒๒ ทวิ
และมาตรา ๒๒ ตรี
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๒๒ ทวิ ให้บริษัทเงินทุนจัดทำบัญชีแสดงสินทรัพย์และหนี้สินให้
ครบถ้วนถูกต้องเป็นปัจจุบันตามความเป็นจริง
บัญชีนั้นให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ธนาคาร
แห่งประเทศไทยกำหนด
มาตรา ๒๒ ตรี
ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุน
ถือปฏิบัติเกี่ยวกับการรับหรือจ่ายเงิน การทำนิติกรรมใด ๆ ตลอดจนการตรวจสอบและ
ควบคุมภายในได้
มาตรา ๑๒ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๓
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ
ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
และให้ใช้ความต่อไป
นี้แทน
มาตรา ๒๓ ให้บริษัทเงินทุนประกาศงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนที่ได้รับ
อนุมัติจากที่ประชุมใหญ่แล้วภายในสี่เดือนนับแต่วันสิ้นปีธุรกิจของบริษัทเงินทุนตามแบบที่
ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ประกาศดังกล่าวให้ปิดไว้ในที่เปิดเผยณ
สำนักงานของบริษัท
เงินทุนนั้น และในหนังสือพิมพ์รายวันอย่างน้อยหนึ่งฉบับภายในยี่สิบเอ็ดวันนับจากวันที่ได้รับ
อนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ ทั้งนี้
เว้นแต่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
และให้เสนอต่อรัฐมนตรีและธนาคารแห่งประเทศไทยแห่งละหนึ่งฉบับ
ให้บริษัทเงินทุนประกาศรายการหรือเปิดเผยข้อมูลอื่นใดเกี่ยวกับบริษัทเงินทุนนั้นตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
กำหนดประกาศรายการหรือข้อมูลดังกล่าวให้แสดงไว้ในที่เปิดเผย ณ
สำนักงานของบริษัทเงินทุนนั้น และให้รายงานต่อรัฐมนตรีและธนาคารแห่งประเทศไทยทราบพร้อมด้วยสำเนาประกาศรายการหรือข้อมูลที่เปิดเผยแห่งละ หนึ่งฉบับ
งบดุลตามวรรคหนึ่งจะต้องมีการรับรองของผู้สอบบัญชี
ผู้สอบบัญชีนั้นต้อง
เป็นผู้ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้ความเห็นชอบทุกรอบปีบัญชี
และต้องมิใช่กรรมการ
พนักงานหรือลูกจ้างของบริษัทเงินทุนนั้น
ผู้สอบบัญชีตามวรรคสาม
ต้องรักษามารยาทและปฏิบัติงานการตรวจสอบ
และรับรองบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยผู้สอบบัญชีรวมทั้ง
มาตรฐานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดเพิ่มขึ้นด้วย
ในกรณีที่บริษัทเงินทุนได้ทำเอกสาร
ประกอบการลงบัญชีและหรือลงบัญชีไม่ตรงกับความเป็นจริง
ให้ผู้สอบบัญชีเปิดเผยข้อเท็จจริง อันเป็นสาระสำคัญของบัญชีและแจ้งพฤติการณ์ไว้ในรายงานการสอบบัญชีที่ตนจะต้อง
ลงลายมือชื่อรับรองพร้อมทั้งรายงานพฤติการณ์นั้นให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบด้วย
ผู้สอบบัญชีผู้ใดไม่ปฏิบัติตามวรรคสี่
ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจเพิกถอน
การให้ความเห็นชอบผู้สอบบัญชีผู้นั้นได้
มาตรา ๑๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๒๓ ทวิ
และมาตรา ๒๓ ตรี
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๒๓ ทวิ
ให้บริษัทเงินทุนปิดบัญชีทุกงวดการบัญชีในรอบระยะเวลา หกเดือน
ถ้าบริษัทเงินทุนนั้นมีสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้หรือที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้
ทั้งนี้ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ให้บริษัทเงินทุนนั้นตัดสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ดังกล่าวออกจากบัญชี
หรือกันเงินสำรองสำหรับสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ดังกล่าวเมื่อสิ้นงวดการบัญชีนั้น
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่น
ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตตามวรรคหนึ่ง
ถ้านำสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ในส่วนที่ไม่ได้ตัดออกจากบัญชีหรือสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ในส่วนที่ไม่ได้กันเงินสำรองมาหักออกจากเงินกองทุนของบริษัทเงินทุนนั้นแล้ว
หากปรากฏว่าเงินกองทุนที่คงเหลือมีจำนวนต่ำกว่าเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามมาตรา
๒๙
ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดมาตรการใด ๆ
ให้บริษัทเงินทุนนั้นถือปฏิบัติจนกว่าจะได้ตัดสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้นั้นหมดสิ้นไป
หรือกันเงินสำรองสำหรับสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้นั้นครบจำนวนแล้ว
มาตรา ๒๓ ตรี รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยยื่นรายงาน
เกี่ยวกับการดำเนินกิจการของบริษัทเงินทุนเป็นการทั่วไปหรือเป็นการเฉพาะ
โดยมีรายการและระยะเวลาตามที่กำหนด
และจะให้ทำคำชี้แจงข้อความเพื่ออธิบายหรือขยายความแห่งรายงานนั้น ก็ได้
มาตรา ๑๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ
ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๒๖
ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าบริษัทเงินทุนใด
(๑)
จัดทำบัญชีไม่เรียบร้อยหรือไม่ทำให้เสร็จภายในเวลาอันสมควร
(๒)
จัดความสัมพันธ์ของระยะเวลาการกู้ยืมเงินจากประชาชนกับระยะเวลา
ในการเรียกคืนเงินให้กู้ยืมหรือลงทุนไม่เหมาะสม
(๓)
ให้กู้ยืมเงินแก่หรือลงทุนในกิจการที่บริษัทเงินทุน กรรมการ ผู้จัดการ
หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการของบริษัทเงินทุนนั้นมีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง
หรือให้กู้ยืมเงินแก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทเงินทุนนั้นในปริมาณเกินสมควรหรือมีเงื่อนไขหรือข้อ
กำหนดพิเศษผิดไปจากปกติ หรือ
(๔)
กระทำการหรือไม่กระทำการที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่
ส่วนรวม ดังต่อไปนี้
(ก)
ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องไม่ได้ตามอัตราส่วนที่กำหนดเป็น
เนืองนิจ
(ข)
ให้กู้ยืมเงินเกินอัตราส่วนที่กำหนดหรือไม่มีหลักประกันเป็นปริมาณ
มาก
(ค)
ไม่ตัดสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ออกจากบัญชีถึงขนาด
ที่จะกระทบกระเทือนถึงฐานะของบริษัทเงินทุนนั้น
(ง)
ไม่กันเงินสำรองสำหรับสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืน
ไม่ได้ถึงขนาดที่จะกระทบกระเทือนถึงฐานะของบริษัทเงินทุนนั้น
(จ)
กระทำการหรือไม่กระทำการตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งให้บริษัทเงินทุนนั้นแก้ไขการกระทำ
ดังกล่าว หรือกระทำการ หรืองดกระทำการตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นสมควรภายใน
เวลาที่กำหนด
บริษัทเงินทุนใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยที่สั่งการ
เมื่อมีกรณีตาม (๔)
ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานต่อรัฐมนตรีและให้รัฐมนตรีมีอำนาจ
สั่งควบคุมบริษัทเงินทุนนั้นหรือสั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้ โดยให้นำความในหมวด ๕
มาใช้
บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๑๕ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๒๖ ทวิ
และมาตรา ๒๖ ตรี
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๒๖ ทวิ เมื่อบริษัทเงินทุนใดมีผลขาดทุนถึงจำนวนที่ทำให้เงิน
กองทุนลดลงเหลือสามในสี่ของทุนซึ่งชำระแล้ว
ไม่ว่าโดยบริษัทเงินทุนนั้นตรวจพบเองหรือ
ปรากฏจากการตรวจสอบของผู้สอบบัญชีหรือของธนาคารแห่งประเทศไทย
บริษัทเงินทุนนั้น
จะกู้ยืมเงิน หรือรับเงินจากประชาชนต่อไปไม่ได้เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากธนาคาร
แห่งประเทศไทย
ในการให้ความเห็นชอบธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับ
การให้กู้ยืมเงินหรือการลงทุน หรือเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
ถ้าผลขาดทุนตามวรรคหนึ่งทำให้เงินกองทุนลดลงเหลือไม่เกินกึ่งหนึ่งของ
ทุนซึ่งชำระแล้ว ให้บริษัทเงินทุนนั้นเสนอโครงการเพื่อแก้ไขฐานะและการดำเนินงานต่อ
ธนาคารแห่งประเทศไทย
เพื่อขอความเห็นชอบภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่บริษัทเงินทุนหรือ
ผู้สอบบัญชีตรวจพบหรือวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งให้บริษัทเงินทุนนั้นทราบ
ในการให้
ความเห็นชอบธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
และให้แจ้ง
ให้บริษัทเงินทุนนั้นทราบโดยมิชักช้า
ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ให้ความเห็นชอบในโครงการตามวรรค
สอง
บริษัทเงินทุนนั้นอาจอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีได้ภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
คำชี้ขาด
ของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด
ให้บริษัทเงินทุนที่มีผลขาดทุนตามวรรคสอง
ระงับการดำเนินกิจการทันที
จนกว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้ความเห็นชอบในโครงการเพื่อแก้ไขฐานะและการดำเนิน
งาน หรือรัฐมนตรีจะได้มีคำชี้ขาดให้ดำเนินการตามโครงการนั้นได้ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้รับ
อนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้ดำเนินกิจการบางอย่างได้
มาตรา ๒๖ ตรี
บริษัทเงินทุนใดหยุดทำการจ่ายเงินที่มีหน้าที่จะต้องคืนเงิน
ให้บริษัทเงินทุนนั้นแจ้งให้รัฐมนตรีและธนาคารแห่งประเทศไทยทราบทันที
และห้ามมิให้
ดำเนินกิจการใด ๆ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากรัฐมนตรี และให้บริษัทเงินทุนนั้น
ส่งรายงานเพิ่มเติมโดยละเอียดแสดงเหตุที่ต้องหยุดทำการจ่ายเงินภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่
หยุดทำการจ่ายเงิน
เมื่อรัฐมนตรีได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่ง
ให้รัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งพนักงาน
เจ้าหน้าที่ไปทำการสอบสวนพฤติการณ์ และเมื่อได้รับรายงานการสอบสวนแล้วให้รัฐมนตรีมี
อำนาจสั่งการตามที่เห็นสมควรหรือจะสั่งควบคุมบริษัทเงินทุนหรือเพิกถอนใบอนุญาตก็ได้
โดยให้นำความในหมวด ๕ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๑๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๙
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ
ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
และให้ใช้ความต่อไป
นี้แทน
มาตรา ๒๙
ให้บริษัทเงินทุนดำรงเงินกองทุนเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ เป็น
อัตราส่วนกับ
(๑)
สินทรัพย์เสี่ยงไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วย
ความเห็นชอบของรัฐมนตรี
(๒)
จำนวนเงินที่รับรองและหรือรับอาวัลตั๋วเงินไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคาร
แห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
(๓)
ยอดเงินกู้ยืมหรือรับจากประชาชนทั้งหมด หรือยอดเงินกู้ยืมแต่ละ
ประเภทไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
สินทรัพย์เสี่ยงตาม
(๑) ได้แก่สินทรัพย์ทุกประเภทนอกจากสินทรัพย์
สภาพคล่องและสินทรัพย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่า
ไม่เป็นสินทรัพย์เสี่ยง
การกำหนดอัตราส่วนตาม
(๑) จะกำหนดตามประเภทธุรกิจเงินทุนก็ได้ส่วน
อัตราส่วนตาม (๒) หรือ (๓) นั้น จะไม่กำหนดหรือจะกำหนดเฉพาะธุรกิจเงินทุนบางประเภท
และจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนด
ให้บริษัทเงินทุนถือปฏิบัติเกี่ยวกับการชำระคืนเงินกู้ยืมตาม (๓)
บางประเภทและจะกำหนด
เงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
มาตรา ๑๗ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๒๙ ทวิ
แห่งพระราชบัญญัติ
การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๒๙ ทวิ
ให้บริษัทเงินทุนดำรงเงินทุนจดทะเบียนและเงินทุนซึ่ง
ชำระแล้วไว้เป็นสินทรัพย์ตามชนิด วิธีการ
และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วย
ความเห็นชอบของรัฐมนตรี
มาตรา ๑๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๕
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ
ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
และให้ใช้ความต่อไป
นี้แทน
มาตรา ๓๕
ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนให้กู้ยืมเงินแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งและ
หรือลงทุนในกิจการของบุคคลนั้นเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ
รวมกันเกินจำนวนเงินหรืออัตราส่วนกับ
เงินกองทุนตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี ทั้งนี้
เว้น
แต่จะได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะ
กำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
การให้กู้ยืมเงินหรือลงทุนดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินหรือลงทุน
ตามวรรคหนึ่งด้วย
(๑)
การให้กู้ยืมเงินแก่คู่สมรสหรือบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลนั้น
(๒)
การให้กู้ยืมเงินแก่หรือลงทุนในห้างหุ้นส่วนสามัญที่บุคคลนั้น คู่สมรส
หรือบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลนั้นเป็นหุ้นส่วน
(๓)
การให้กู้ยืมเงินแก่หรือลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัดที่บุคคลนั้น คู่สมรส
หรือบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลนั้น
เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดหรือเป็น
หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดที่มีหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของทุนทั้งหมดของห้างหุ้น
ส่วนจำกัดนั้น
(๔)
การให้กู้ยืมเงินแก่หรือลงทุนในบริษัทจำกัดที่บุคคลนั้น คู่สมรส บุตรซึ่ง
ยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลนั้น หรือห้างหุ้นส่วนตาม (๒) หรือ (๓)
ถือหุ้นรวมกันเกินร้อย
ละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น
การกำหนดตามมาตรานี้
จะกำหนดตามประเภทธุรกิจเงินทุนแต่ละประเภท
ก็ได้
การให้กู้ยืมเงินตามวรรคหนึ่ง
ถ้าผู้กู้ยืมเป็นห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด
จำนวนเงินให้กู้ยืมจะต้องไม่เกินอัตราส่วนกับทุนหรือเงินกองทุนของผู้กู้ยืมตามที่ธนาคาร
แห่งประเทศไทยกำหนด ทั้งนี้
เว้นแต่จะได้รับผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการ
ผ่อนผันธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเฉพาะธุรกิจเงินทุนบางประเภท และจะกำหนด
เงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
มาตรา ๑๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๙
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ
ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
และให้ใช้ความต่อไป
นี้แทน
มาตรา ๔๙ ให้นำมาตรา ๒๒ มาตรา ๒๒ ทวิ มาตรา ๒๒ ตรี
มาตรา ๒๓
มาตรา ๒๓ ทวิ มาตรา ๒๓ ตรี มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ มาตรา ๗๗ และมาตรา ๓๘
มาใช้บังคับแก่บริษัทหลักทรัพย์โดยอนุโลม
มาตรา ๒๐ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๓
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ
ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
และให้ใช้ความต่อไป
นี้แทน
มาตรา ๕๓
บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ต้องมีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระ
แล้วตามจำนวนที่รัฐมนตรีกำหนดซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าสามสิบล้านบาท
มาตรา ๒๑ ให้ยกเลิกความใน (๑) ของมาตรา ๕๔ แห่ง
พระราชบัญญัติการ
ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
(๑)
ลดทุนหรือเพิ่มทุนโดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ในการอนุญาต
รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
มาตรา ๒๒ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๖
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ
ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
และให้ใช้ความต่อไป
นี้แทน
มาตรา ๕๖ ให้นำมาตรา ๑๔ วรรคสองและวรรคสาม มาตรา
๑๕ มาตรา
๑๖ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๒ ทวิ มาตรา ๒๒
ตรี มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๓ ทวิ มาตรา ๒๓ ตรี มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ มาตรา
๒๖ ทวิ มาตรา ๒๖ ตรี มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ มาตรา ๒๙ ทวิ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑
มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๗ และมาตรา ๓๘ มาใช้บังคับแก่
บริษัทเครดิตฟองซิเอร์โดยอนุโลม
มาตรา ๒๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๕๗ ทวิ
แห่งพระราชบัญญัติการ
ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๕๗ ทวิ
บริษัทใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่กำหนดตามมาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง
ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งดังต่อไปนี้
(๑) ถอดถอนกรรมการ
หรือผู้จัดการ ซึ่งบริษัทนั้นไม่ถอดถอนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง
(๒)
แต่งตั้งบุคคลใด ๆ ไปดำรงตำแหน่งแทนผู้ซึ่งถูกถอดถอนตาม (๑)
ชั่วคราวเป็นเวลาไม่เกินหนึ่งปี โดยให้บุคคลนั้น ๆ
มีอำนาจเช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทน และให้
ได้รับค่าตอบแทนตามที่รัฐมนตรีกำหนดโดยให้สั่งจ่ายจากทรัพย์สินของบริษัทนั้น
ห้ามมิให้บุคคลซึ่งถูกถอดถอนตาม
(๑) เข้าไปเกี่ยวข้องหรือดำเนินการใด
ทั้งทางตรงและทางอ้อมในบริษัทนั้นนับแต่วันที่ถูกถอดถอนเป็นต้นไปเว้นแต่เป็นการอำนวย
ความสะดวกหรือแจ้งข้อเท็จจริงแก่บุคคลตาม (๒)
หรือตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด
เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้
ให้ถือว่าคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยตาม
มาตรานี้เป็นมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือตามกฎหมาย
ว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด แล้วแต่กรณี
มาตรา ๒๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๖๔ ทวิ
แห่งพระราชบัญญัติการ
ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๖๔ ทวิ
ในกรณีที่รัฐมนตรีสั่งเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา ๕๗
วรรคสอง มาตรา ๖๓ วรรคสอง
หรือในกรณีที่รัฐมนตรีสั่งเพิกถอนใบอนุญาตทุกประเภทตาม
มาตรา ๖๔ ให้บริษัทที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตดังกล่าวเป็นอันเลิกบริษัทจำกัด
มาตรา ๒๕ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๖๕ ทวิ
แห่งพระราชบัญญัติ
การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.
๒๕๒๒
มาตรา ๖๕ ทวิ
บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ใดมีผลขาดทุน
ตามมาตรา ๒๖ ทวิ วรรคสอง
ให้บริษัทนั้นเป็นอันเลิกบริษัทจำกัดและให้ถือว่าใบอนุญาตของ
บริษัทนั้นถูกเพิกถอน เมื่อมีกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(๑)
บริษัทมิได้เสนอโครงการเพื่อแก้ไขฐานะและการดำเนินงานภายในระยะ
เวลาที่กำหนดตามมาตรา ๒๖ ทวิ วรรคสอง
(๒)
บริษัทมิได้ปฏิบัติตามโครงการที่ได้รับความเห็นชอบตามมาตรา ๒๖ ทวิ
ภายในระยะเวลาตามเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
(๓)
ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ให้ความเห็นชอบด้วยในโครงการ
ตามมาตรา ๒๖ ทวิ วรรคสอง และบริษัทไม่อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรี
ภายในระยะเวลาที่กำหนด
ตามมาตรา ๒๖ ทวิ วรรคสาม
(๔)
รัฐมนตรีมีคำชี้ขาดยืนตามการไม่ให้ความเห็นชอบด้วยของธนาคารแห่ง
ประเทศไทยตามมาตรา ๒๖ ทวิ วรรคสาม
มาตรา ๒๖ ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา ๖๖
แห่งพระราชบัญญัติ
การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๖๖ เมื่อมีการเลิกบริษัทตามมาตรา ๖๔ ทวิ
หรือมาตรา ๖๕ ทวิ ให้
มีการชำระบัญชีและให้รัฐมนตรีแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี
มาตรา ๒๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๖๘
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ
ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
และให้ใช้ความต่อไป
นี้แทน
มาตรา ๖๘ ในการปฏิบัติหน้าที่
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ
(๑) สั่งให้กรรมการ
พนักงาน หรือลูกจ้างของบริษัท และผู้สอบบัญชีของ
บริษัทมาให้ถ้อยคำ หรือส่งสำเนาหรือแสดงสมุดบัญชี เอกสาร ดวงตรา
หรือหลักฐานอื่นอัน
เกี่ยวกับกิจการสินทรัพย์และหนี้สินของบริษัท
(๒)
เข้าไปในสถานที่ประกอบธุรกิจของบริษัท หรือสถานที่ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีสมุดบัญชี
เอกสาร ดวงตรา หรือหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับกิจการ สินทรัพย์และหนี้สินของบริษัท
เพื่อตรวจสอบกิจการสินทรัพย์ และหนี้สินของบริษัทในเวลาทำงานปกติหรือในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก
(๓)
เข้าไปในสถานที่ใด ๆ ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำอันเป็นความผิดตามมาตรา ๑๑
มาตรา ๓๙ หรือมาตรา ๕๐ หรือมีหลักฐานหรือเอกสารที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามมาตราดังกล่าว
เพื่อตรวจสอบได้ในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นจนพระอาทิตย์ตก
(๔)
ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน เอกสารหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการกระทำ
ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบหรือดำเนินคดี
(๕)
เข้าไปตรวจสอบฐานะหรือการดำเนินงานในสถานที่ประกอบธุรกิจของลูกหนี้ของบริษัท
ในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง
ให้บุคคลที่เกี่ยวข้อง
นวยความสะดวกตามสมควร
มาตรา ๒๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๐
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ
ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๗๐ บริษัทใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๐
มาตรา ๑๒
มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ มาตรา
๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๒ ทวิ มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง วรรคสองหรือวรรคสาม มาตรา ๒๓
ทวิ วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ วรรคสอง มาตรา ๒๖ ทวิ วรรคหนึ่งหรือ
วรรคสี่ มาตรา ๒๖ ตรี วรรคหนึ่งมาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง มาตรา ๓๐
วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง มาตรา ๓๗ มาตรา ๔๐
มาตรา ๔๒ มาตรา ๔๓ มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๕
มาตรา ๔๖ มาตรา ๔๗ มาตรา ๕๑ มาตรา ๕๓ มาตรา ๕๔ มาตรา ๕๕
หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือคำสั่งที่กำหนด ตามมาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๒๐ (๑)
(๒) (๔) (๖) (๘) หรือ (๑๑) มาตรา ๒๒ ตรี มาตรา ๒๓ ทวิ มาตรา ๒๖ ทวิ
วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง มาตรา ๒๖ ตรี วรรคสอง มาตรา ๒๙ วรรคสาม หรือวรรคสี่ มาตรา ๒๙
ทวิ มาตรา ๓๕ วรรคหนึ่งหรือวรรคสี่ มาตรา ๓๗ มาตรา ๔๓ (๔) (๕) (๖) (๗) หรือ (๘)
มาตรา ๔๔ วรรคสาม มาตรา ๕๔ (๑) (๔) (๕) (๖) (๘) หรือ (๙) มาตรา ๕๕ มาตรา ๕๗
วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หรือมาตรา ๖๕ หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์
หรือเงื่อนไขในกฎกระทรวงตามมาตรา ๗ วรรคสาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
และปรับอีกไม่เกินวันละสามพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
มาตรา ๒๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๑ มาตรา ๗๒
และมาตรา ๗๓
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๗๑ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๑ มาตรา ๓๙ หรือมาตรา
๕๐ ต้องระวาง
โทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงห้าปี
และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาทและปรับอีกไม่เกิน
วันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่
มาตรา ๗๒ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๓ มาตรา ๔๑ หรือมาตรา
๕๒ ต้องระวาง
โทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาทและปรับอีก
ไม่เกินวันละสองพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่
มาตรา ๗๓ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๕๗ ทวิ วรรคสอง มาตรา ๖๐
หรือมาตรา ๖๑
หรือฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการควบคุมบริษัท หรือพนักงานควบคุมบริษัทตามมาตรา ๖๒
ต้อง
ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินสามแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งพัน
บาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่
มาตรา ๓๐ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๗๓ ทวิ
แห่งพระราชบัญญัติการ
ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๗๓ ทวิ
ผู้ใดให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งอาจทำ
ให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนและปรับไม่เกินหกหมื่นบาท
มาตรา ๓๑ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๔
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ
ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
และให้ใช้ความต่อไป
นี้แทน
มาตรา ๗๔
ผู้ใดขัดขวางหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหรือไม่อำนวยความ
สะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน
หกเดือน และปรับไม่เกินหกหมื่นบาท
มาตรา ๓๒ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๗๔ ทวิ
และมาตรา ๗๔ ตรี
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๗๔ ทวิ ผู้ใดถอน ทำให้เสียหาย ทำลาย
หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่ง
ตราหรือเครื่องหมายซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประทับหรือหมายไว้ที่สิ่งใด ๆ
ในการปฏิบัติการ
ตามหน้าที่ เพื่อเป็นหลักฐานในการยึดหรืออายัด หรือรักษาสิ่งนั้น ๆ ต้องระวางโทษจำคุก
ไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินสามแสนบาท
มาตรา ๗๔ ตรี ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น
เอาไปเสียหรือทำให้สูญ
หายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สินหรือเอกสารใด ๆ อันพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ยึด
อายัด รักษาไว้
หรือสั่งให้ส่ง เพื่อเป็นพยานหลักฐานหรือเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย
ไม่ว่าพนักงาน
เจ้าหน้าที่จะรักษาทรัพย์สินหรือเอกสารนั้นไว้เอง
หรือสั่งให้ผู้นั้นหรือผู้อื่นส่งหรือรักษาไว้ก็
ตาม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท
มาตรา ๓๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๕
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ
ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๗๕
ในกรณีที่บริษัทใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๐ มาตรา
๑๔ วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๒ ทวิ มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง วรรคสองหรือวรรคสาม มาตรา ๒๔
มาตรา ๒๕ มาตรา ๓๗ มาตรา ๔๒ มาตรา ๔๖ มาตรา ๔๗ หรือมาตรา ๕๓ กรรมการ หรือ
ผู้จัดการของบริษัทนั้น หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทนั้น
ต้องระวาง
โทษจำคุกไม่เกินสามปีและปรับไม่เกินสามแสนบาท
เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการ
กระทำความผิดของบริษัทนั้นด้วย
ในกรณีที่บริษัทใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา
๒๐ มาตรา ๒๓ ทวิ มาตรา
๒๖ ทวิ วรรคหนึ่งหรือวรรคสี่ มาตรา ๒๖ ตรี วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙
วรรคหนึ่ง
มาตรา ๓๐ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง มาตรา ๔๓ มาตรา
๕๔ หรือมาตรา ๕๕
หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือคำสั่งที่กำหนดตามมาตรา ๙
มาตรา ๑๐ มาตรา ๒๐ (๑) (๒) (๔) (๖) หรือ (๑๑) มาตรา ๒๒ ตรี มาตรา ๒๓ ทวิ
มาตรา ๒๖ วรรคสอง มาตรา ๒๖ ทวิ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง มาตรา ๒๙ วรรคสามหรือ
วรรคสี่ มาตรา ๒๙ ทวิ มาตรา ๓๕ มาตรา ๔๓ (๔) (๕) (๖) หรือ (๘) มาตรา ๕๔ (๑)
(๔)
(๕) (๖) หรือ (๙) มาตรา ๕๕ หรือมาตรา ๕๗ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง กรรมการ
หรือผู้จัด
การของบริษัทนั้นหรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทนั้น
ต้องระวางโทษ
จำคุกตั้งแต่สองปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาท
เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตน
มิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของบริษัทนั้นด้วย
มาตรา ๓๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๗๕ ทวิ
มาตรา ๗๕ ตรี มาตรา
๗๕ จัตวา มาตรา ๗๕ เบญจ มาตรา ๗๕ ฉ มาตรา ๗๕ สัตต มาตรา ๗๕ อัฏฐ มาตรา ๗๕
นว มาตรา ๗๕ ทศ มาตรา ๗๕ เอกาทศและมาตรา ๗๕ ทวาทศ แห่งพระราชบัญญัติการ
ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๗๕ ทวิ กรรมการ ผู้จัดการ
หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการ
ดำเนินงานของบริษัทโดยทุจริต หลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่ประชาชน
หรือ
ด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชนและโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไป
ซึ่งทรัพย์สินจากประชาชนผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม
หรือทำให้ประชาชนผู้ถูกหลอกลวง
หรือบุคคลที่สาม ทำ ถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี
และ
ปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท
มาตรา ๗๕ ตรี กรรมการ ผู้จัดการ
หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนิน
งานของบริษัท
ซึ่งได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของบริษัทหรือทรัพย์สินที่บริษัทเป็น
เจ้าของรวมอยู่ด้วย กระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ
โดยทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิด
ความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของบริษัท
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่
ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท
มาตรา ๗๕
จัตวา กรรมการ ผู้จัดการ
หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการ
ดำเนินการของบริษัท
ครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของบริษัทหรือซึ่งบริษัทเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย
เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริตต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึง
สิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท
มาตรา ๗๕ เบญจ กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการ
ดำเนินงานของบริษัท เอาไปเสีย ทำให้เสียหาย ทำลาย
ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่ง
ทรัพย์สินอันบริษัทมีหน้าที่ดูแลหรือที่อยู่ในความครอบครองของบริษัท
ถ้าได้กระทำเพื่อให้
เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี
และปรับไม่เกินห้า
แสนบาท
มาตรา ๗๕ ฉ กรรมการ ผู้จัดการ
หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนิน
งานของบริษัท
รู้ว่าเจ้าหนี้ของบริษัทหรือเจ้าหนี้ของบุคคลอื่นซึ่งจะใช้สิทธิของเจ้าหนี้บริษัท
บังคับการชำระหนี้จากบริษัท ใช้หรือน่าจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้
(๑) ย้ายไปเสีย
ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์สินของบริษัทหรือ
(๒)
แกล้งให้บริษัทเป็นหนี้ซึ่งไม่เป็นความจริง
ถ้าได้กระทำเพื่อมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน
ต้องระวาง
โทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท
มาตรา ๗๕ สัตต กรรมการ ผู้จัดการ
หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการ
ดำเนินงานของบริษัท
กระทำการหรือไม่กระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบ
ด้วยกฎหมาย เพื่อตนเองหรือผู้อื่น อันเป็นการเสียหายแก่บริษัทนั้น
ต้องระวางโทษจำคุก
ตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท
มาตรา ๗๕ อัฏฐ กรรมการ ผู้จัดการ
หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการ
ดำเนินงานของบริษัท กระทำหรือยินยอมให้กระทำการดังต่อไปนี้
(๑) ทำให้เสียหาย
ทำลาย เปลี่ยนแปลง ตัดทอน หรือปลอมบัญชีเอกสาร
หรือหลักประกันของบริษัทหรือที่เกี่ยวกับบริษัท
(๒)
ลงข้อความเท็จหรือไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชีหรือเอกสารของบริษัท
หรือที่เกี่ยวกับบริษัท หรือ
(๓)
ทำบัญชีไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นปัจจุบัน หรือไม่ตรงต่อความเป็น
จริง
ถ้ากระทำหรือยินยอมให้กระทำ
เพื่อลวงให้บริษัทหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยน์
อันควรได้ หรือลวงบุคคลใด ๆ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี
และปรับตั้งแต่ห้าแสน
บาทถึงหนึ่งล้านบาท
มาตรา ๗๕ นว ผู้สอบบัญชีใดของบริษัทรับรองงบดุล
หรือบัญชีอื่นใดอันไม่
ถูกต้อง หรือทำรายงานเท็จ หรือฝ่าฝืนมาตรา ๒๓ วรรคสี่ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือน
ถึงสามปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสามแสนบาท
มาตรา ๗๕ ทศ ผู้ใดก่อให้กรรมการ ผู้จัดการ
หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบใน
การดำเนินงานของบริษัท หรือผู้สอบบัญชีกระทำความผิดตามที่บัญญัติในมาตรา ๗๕
ทวิ
มาตรา ๗๕ ตรี มาตรา ๗๕ จัตวา มาตรา ๗๕ เบญจ มาตรา ๗๕ ฉ มาตรา ๗๕ สัตต มาตรา
๗๕ อัฏฐ และมาตรา ๗๕ นว ไม่ว่าด้วยการใช้ สั่ง ขู่เข็ญ จ้าง
หรือด้วยวิธีอื่นใด ต้องระวาง
โทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ
มาตรา ๗๕
เอกาทศ ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ
อันเป็นการช่วยเหลือ
หรือให้ความสะดวกในการที่กรรมการ ผู้จัดการ
หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของ
บริษัท กระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๕ ทวิ มาตรา ๗๕ ตรี มาตรา ๗๕
จัตวา
มาตรา ๗๕ เบญจ มาตรา ๗๕ ฉ มาตรา ๗๕ สัตต และมาตรา ๗๕ อัฏฐ ไม่ว่าก่อนหรือ
ขณะกระทำความผิด ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ
เว้นแต่ผู้นั้นมิได้รู้ถึงการ
ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้น
มาตรา ๗๕
ทวาทศ ในความผิดตามมาตรา ๗๕ ทวิ
มาตรา ๗๕ ตรี
มาตรา ๗๕ จัตวา มาตรา ๗๕ เบญจ มาตรา ๗๕ ฉ มาตรา ๗๕ สัตต มาตรา ๗๕ อัฏฐ มาตรา
๗๕ นว มาตรา ๗๕ ทศ หรือมาตรา ๗๕ เอกาทศเมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ให้
พนักงานอัยการมีอำนาจเรียกทรัพย์สินหรือราคาหรือค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแทน
ผู้เสียหายด้วย และให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล
มาตรา ๓๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๗
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ
ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
และให้ใช้ความต่อไป
นี้แทน
มาตรา ๗๗
ผู้ใดล่วงรู้กิจการของบริษัทใดเนื่องจากการปฏิบัติตามอำนาจ
และหน้าที่ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้
อันเป็นกิจการที่ตามปกติวิสัยจะพึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย
ถ้าผู้นั้นนำไปเปิดเผยนอกจากตามหน้าที่ หรือเพื่อประโยชน์แก่การสอบสวน
หรือการพิจารณา
คดี หรือเป็นการเปิดเผยเกี่ยวกับการกระทำความผิดของบริษัทตามพระราชบัญญัตินี้
ต้อง
ระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๓๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘๕
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ
ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๓๗
ให้บุคคลซึ่งใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจที่มีคำว่า การลงทุน
เครดิต
หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกันอยู่แล้วในวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับซึ่ง
ต้องห้ามมิให้ใช้ตามมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลัก
ทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ เลิกใช้
ชื่อคำแสดงชื่อหรือคำอื่นใดดังกล่าวภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้
บังคับ
มาตรา ๓๘ บริษัทเงินทุนใดมีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วไม่ถูกต้อง
ตามมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์ และ
ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้
ให้บริษัทเงินทุน
นั้นดำเนินการตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้
(๑)
ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ต้องดำเนินการให้มี
ทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วหรือเงินกองทุนไม่ต่ำกว่าสามสิบล้านบาท
(๒)
ภายในสองปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ต้องดำเนินการให้มี
ทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วหรือเงินกองทุนไม่ต่ำกว่าสี่สิบล้านบาท
(๓)
ภายในสามปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ต้องดำเนินการให้มี
ทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วหรือเงินกองทุนไม่ต่ำกว่าห้าสิบล้านบาท
(๔)
ภายในสี่ปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ต้องดำเนินการให้มีทุน
จดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วหรือเงินกองทุนไม่ต่ำกว่าหกสิบล้านบาท
มาตรา ๓๙
บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ใดมีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระ
แล้วไม่ถูกต้องตามมาตรา ๕๓
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้
ให้บริษัท
เครดิตฟองซิเอร์นั้นดำเนินการตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(๑)
ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ต้องดำเนินการให้มี
ทุนจดทะเบียน และทุนซึ่งชำระแล้วหรือเงินกองทุนไม่ต่ำกว่าสิบล้านบาท
(๒)
ภายในกำหนดสองปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ต้องดำเนิน
การให้มีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วหรือเงินกองทุนไม่ต่ำกว่ายี่สิบล้านบาท
(๓)
ภายในกำหนดสามปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ต้องดำเนิน
การให้มีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วหรือเงินกองทุนไม่ต่ำกว่าสามสิบล้านบาท
มาตรา ๔๐ ในการดำเนินการตามมาตรา ๓๘ หรือมาตรา ๓๙
แห่งพระราช
กำหนดนี้ ถ้ามีเหตุจำเป็นและสมควร รัฐมนตรีจะขยายระยะเวลาให้ก็ได้
ในการขยายระยะเวลา
ดังกล่าวรัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้
ความในมาตรา ๒๐ (๑)
หรือมาตรา ๕๔ (๑) แห่งพระราชบัญญัติการ
ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
ซึ่งแก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชกำหนดนี้ ไม่ให้ใช้บังคับแก่การเพิ่มทุนของบริษัทเงินทุน
หรือบริษัทเครดิต
ฟองซิเอร์เพื่อดำเนินการตามมาตรา ๓๘ หรือมาตรา ๓๙ แห่งพระราชกำหนดนี้
แล้วแต่กรณี
มาตรา ๔๑ ในกรณีที่บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ใดที่ได้รับ
อนุญาตให้ประกอบธุรกิจเงินทุนหรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์อยู่แล้วก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้
ใช้บังคับ จะต้องเพิ่มทุนตามมาตรา ๓๘ หรือมาตรา ๓๙ แห่งพระราชกำหนดนี้
โดยการออก
หุ้นใหม่ ถ้าบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้นยังมิได้จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชน
จำกัดให้บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์นั้นดำเนินการออกหนังสือชี้ชวนให้ประชาชน
เข้าชื่อซื้อหุ้นได้
ในการออกหนังสือชี้ชวนดังกล่าวให้นำบทบัญญัติว่าด้วยหนังสือชี้ชวนในกรณี
เพิ่มทุนตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัดมาใช้บังคับโดยอนุโลม
บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ห้ามมิให้บริษัทจำกัดตาม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ชี้ชวนประชาชนให้ซื้อหุ้นและบทบัญญัติว่าด้วยการเสนอขาย
หุ้นที่ออกใหม่ มิให้นำมาใช้บังคับแก่การเพิ่มทุนตามมาตรานี้
มาตรา ๔๒ บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ใดไม่ดำเนินการให้มีทุน
จดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วหรือเงินกองทุนให้ถูกต้องตามมาตรา ๓๘ หรือมาตรา ๓๙
แห่งพระราชกำหนดนี้
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทและปรับอีกไม่เกินวันละสาม
พันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
ความผิดตามวรรคหนึ่งให้คณะกรรมการตามมาตรา
๙๙ แห่งพระราช
บัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์พ.ศ.
๒๕๒๒
มีอำนาจเปรียบเทียบได้ และให้นำความในมาตรา ๗๖ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้
บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๔๓ ให้บริษัทปิดบัญชีทุกงวดการบัญชีในรอบระยะเวลาหกเดือนตาม
มาตรา ๒๓ ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้
ตั้งแต่ปีบัญชี
เริ่มในหรือหลังวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๗ เป็นต้นไป
มาตรา ๔๔
ในกรณีที่บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์บริษัทใดมีผล
ขาดทุนตามมาตรา ๒๖ ทวิ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจ
เงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชกำหนดนี้อยู่แล้วก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับให้บริษัทดังกล่าวเสนอโครงการ
เพื่อแก้ไขฐานะและการดำเนินงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทย
ภายในสามเดือนนับแต่วันที่
พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ และให้นำความในมาตรา ๒๖ ทวิ วรรคสองและวรรคสาม และ
มาตรา ๖๕ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจ
เครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนด
มาตรการและเงื่อนไขในการดำเนินงานของบริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์
ตามวรรคหนึ่งได้ตามที่เห็นสมควร
มาตรา ๔๕
ให้บริษัทซึ่งดำเนินการอยู่แล้วในวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
ดำเนินการของความเห็นชอบในการแต่งตั้งกรรมการ ผู้จัดการ
หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มี
อำนาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของบริษัทต่อธนาคารแห่งประเทศไทยตามมาตรา ๒๒
มาตรา ๔๙ หรือมาตรา ๕๖ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้
ภายในหกสิบ
วันนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
มาตรา ๔๖ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราช
กำหนดนี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ป.
ติณสูลานนท์
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติการ
ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.
๒๕๒๒ มีมาตรการ
ยังไม่เพียงพอในการควบคุมการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟอง
ซิเอร์ เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนและรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ
และ
ขณะนี้สถาบันการเงินหลายแห่งกำลังประสบปัญหาอย่างรุนแรง ซึ่งต้องได้รับการควบคุม
กำกับเป็นกรณีเร่งด่วน
และโดยที่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนในอันที่จะรักษาความ
มั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้
พรพิมล/แก้ไข
๑๐ ต.ค ๒๕๔๔
A+B (C)
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).