法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

statute

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 พ.ศ. 2526

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
18

บทเฉพาะกาล

มาตรา อารัมภบท

พระราชกำหนด

พระราชกำหนด

แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์

และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

พ.ศ. ๒๕๒๖

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๖

เป็นปีที่ ๓๘ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

มีพระบรมราชโองการ

โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา

๑๕๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร

ไทยจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑

มาตรา ๑ พระราชกำหนดนี้เรียกว่า “พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖”

มาตรา ๒

มาตรา ๒*

พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน

ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

*[รก.

๒๕๒๖/๑๙๕/๑พ/๑๕ ธันวาคม ๒๕๒๖]

มาตรา ๓

มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในบทนิยามคำว่า “หลักทรัพย์” ในมาตรา ๔

แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์

และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

พ.ศ. ๒๕๒๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

““หลักทรัพย์” หมายความว่า

(๑) ตั๋วเงินคลัง

(๒) พันธบัตร

(๓)

หุ้นหรือหุ้นกู้ ใบสำคัญแสดงสิทธิในหุ้นหรือหุ้นกู้ ใบสำคัญแสดงสิทธิ

ที่จะซื้อหุ้นหรือหุ้นกู้ หรือใบสำคัญแสดงการเข้าชื่อซื้อหุ้นหรือหุ้นกู้

(๔)

ใบสำคัญแสดงสิทธิในเงินปันผลหรือดอกเบี้ยจากหลักทรัพย์

(๕) ตราสารหรือหลักฐานแสดงสิทธิในทรัพย์สินของโครงการลงทุนซึ่ง

ผู้ประกอบกิจการจัดการลงทุนไม่ว่าในหรือนอกประเทศเป็นผู้ออก

(๖)

ตราสารอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง"

มาตรา ๔

มาตรา ๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นบทนิยามคำว่า “ผู้จัดการ” และ “สถาบัน

การเงิน” ระหว่างคำว่า “ใบอนุญาต” กับคำว่า “พนักงานเจ้าหน้าที่” ในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.

๒๕๒๒

““ผู้จัดการ” หมายความรวมถึงรองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ

และผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่นด้วย

“สถาบันการเงิน” หมายความว่า สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน”

มาตรา ๕

มาตรา ๕ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๖ ทวิ

แห่งพระราชบัญญัติการ

ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์พ.ศ. ๒๕๒๒

“มาตรา ๖ ทวิ

ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งประกอบด้วยปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ

รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นรองประธานกรรมการ

และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่เกินห้าคน เป็นกรรมการ และให้ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นกรรมการและเลขานุการ

และผู้อำนวยการฝ่ายกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

ให้คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งมีหน้าที่ให้คำเสนอแนะต่อธนาคารแห่ง

ประเทศไทย ในการออกข้อกำหนด และการดำเนินมาตรการใด ๆ ที่เป็นอำนาจหน้าที่ของ

ธนาคารแห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัตินี้”

มาตรา ๖

มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๓

แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ

ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

และให้ใช้ความต่อไป

นี้แทน

“มาตรา ๑๓

ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทเงินทุนใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อใน

ธุรกิจว่า “เงินทุน” “การเงิน” “การลงทุน” “เครดิต” “ทรัสต์” “ไฟแนนซ์” หรือคำอื่นใดที่มี

ความหมายเช่นเดียวกัน เว้นแต่ธนาคารพาณิชย์หรือสำนักงานที่กระทำการแทนธนาคาร

ต่างประเทศตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์”

มาตรา ๗

มาตรา ๗

ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งและวรรคสองของมาตรา ๑๔ แห่ง

พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์

และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๑๔

บริษัทเงินทุนต้องมีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วตามจำนวนที่รัฐมนตรีกำหนดซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าหกสิบล้านบาท

บุคคลใดจะถือหุ้นบริษัทเงินทุนใดเกินอัตราร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทเงินทุนนั้นมิได้

เว้นแต่เป็นกรณีที่ผู้ถือหุ้นเป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

หรือนิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น แต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นต้องแก้ไขฐานะ หรือการดำเนินงานของบริษัทเงินทุนนั้น

ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

มีอำนาจผ่อนผันให้มีการถือหุ้นเป็นอย่างอื่นได้ และในการผ่อนผันจะกำหนดเงื่อนไขใด

ๆ ก็ได้”

มาตรา ๘

มาตรา ๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๐

แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ

ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๒๐

ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนกระทำการดังต่อไปนี้

(๑)

ลดทุนหรือเพิ่มทุนโดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ในการอนุญาต

รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

(๒)

ซื้อหรือมีไว้ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ เว้นแต่

(ก)

เป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับประกอบธุรกิจหรือ

สำหรับเป็นที่พัก

หรือเพื่อสวัสดิสงเคราะห์ของพนักงานและลูกจ้างของบริษัทเงินทุนนั้นตามที่

ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย

(ข)

เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเงินทุนได้มาจากการชำระหนี้การ

ประกันการให้กู้ยืมเงิน

หรือการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่รับจำนองไว้จากการขายทอดตลาดโดย

คำสั่งศาล หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

แต่ต้องจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวภายในสามปี

นับแต่วันที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตกมาเป็นของบริษัทเงินทุน หรือภายในกำหนดเวลากว่านั้นตาม

ที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ

(ค)

เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทเงินทุนประเภทกิจการเงินทุนเพื่อการ

เคหะมีไว้เพื่อประกอบธุรกิจนั้น ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ

และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทย

กำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

ในการอนุญาตตาม (ก)

หรือ (ข) ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อน

ไขใด ๆ ก็ได้

(๓)

รับหุ้นของบริษัทเงินทุนนั้นเป็นประกัน หรือรับหุ้นของบริษัทเงินทุน

จากบริษัทเงินทุนอื่นเป็นประกัน

(๔)

ซื้อหรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดใดเป็นจำนวนเกินร้อยละสิบของจำนวนหุ้น

ที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น

เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่ง

ประเทศไทย ในการให้ความเห็นชอบธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

(๕)

ซื้อหรือมีหุ้นบริษัทเงินทุนอื่น เว้นแต่

(ก)

เป็นการได้มาจากการชำระหนี้ หรือการประกันการให้กู้ยืมเงิน

แต่ต้องจำหน่ายภายในเวลาหกเดือนนับแต่วันที่ได้มา หรือ

(ข)

เป็นการได้มาเนื่องจากการประกอบธุรกิจอื่นที่ได้รับอนุญาตจาก

รัฐมนตรี

(๖)

ประกอบกิจการอื่นใดนอกจากธุรกิจเงินทุนในประเภทที่ได้รับอนุญาต

เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ในการอนุญาตรัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ

ก็ได้

สำหรับบริษัทเงินทุนที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการ

พัฒนาให้ได้รับยกเว้นที่จะประกอบการดังต่อไปนี้ได้ด้วย

(ก)

การเป็นนายหน้าหรือตัวแทนในการจัดหาเงินกู้ยืมหรือเงินลงทุน

ให้แก่กิจการอุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือพาณิชยกรรม

หรือการจัดการเกี่ยวกับการให้กู้ยืม

เงินแก่หรือการลงทุนในกิจการดังกล่าว

(ข)

การให้บริการจัดทำหรือวิเคราะห์โครงการเพื่อการลงทุน

(ค)

การเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการเงินหรือการดำเนินงานของกิจการ

อุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือพาณิชยกรรม

(ง)

การเป็นที่ปรึกษาในการจัดซื้อกิจการหรือการจัดการควบธุรกิจเข้า

ด้วยกัน

(๗)

ให้กรรมการของบริษัทเงินทุนนั้นกู้ยืมเงิน

การกระทำดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นการให้กรรมการนั้นกู้ยืมเงินด้วย

(ก)

การให้กู้ยืมเงินแก่คู่สมรสหรือบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของ

กรรมการ

(ข)

การให้กู้ยืมเงินแก่ห้างหุ้นส่วนสามัญที่กรรมการ คู่สมรสหรือบุตร

ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของกรรมการ เป็นหุ้นส่วน

(ค)

การให้กู้ยืมเงินแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่กรรมการ คู่สมรสหรือบุตรซึ่ง

ยังไม่บรรลุนิติภาวะของกรรมการ

เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดหรือเป็นหุ้นส่วน

จำพวกจำกัดความรับผิดที่มีหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของทุนทั้งหมดของห้างหุ้นส่วนจำกัด

นั้น

(ง)

การให้กู้ยืมเงินแก่บริษัทจำกัดที่กรรมการ คู่สมรส หรือบุตรซึ่งยังไม่

บรรลุนิติภาวะของกรรมการ หรือห้างหุ้นส่วนตาม (ข) หรือ (ค)

ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละ

สามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น

(จ)

การให้กู้ยืมเงินแก่บริษัทจำกัดที่บริษัทจำกัดตาม (ง) ถือหุ้นรวมกัน

เกินร้อยละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น

(ฉ)

การเป็นผู้รับรอง ผู้รับอาวัล หรือผู้สอดเข้าแก้หน้าในตั๋วเงินที่

กรรมการหรือบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนตาม (ก) (ข) (ค) (ง) หรือ (จ)

เป็นผู้สั่งจ่าย หรือ

ผู้ออกตั๋ว หรือผู้สลักหลัง

(๘)

ย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่ หรือสำนักงานสาขาของบริษัทเงินทุนโดยมิได้รับ

อนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนด

เงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

(๙)

จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นแก่กรรมการ พนักงาน หรือลูกจ้างของบริษัท

เงินทุนนั้นเป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับหรือเนื่องจากการกระทำหรือการประกอบ

ธุรกิจใด ๆ ของบริษัทเงินทุนนั้น

ทั้งนี้ นอกจากบำเหน็จ เงินเดือนรางวัล และเงินเพิ่มอย่าง

อื่นบรรดาที่พึงจ่ายตามปกติ

(๑๐)

ขายหรือให้อสังหาริมทรัพย์ใด ๆ หรือสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่ารวมกัน

สูงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดแก่กรรมการ

หรือซื้อทรัพย์สินจากกรรมการทั้งนี้ เว้น

แต่ได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย

(๑๑)

โฆษณากิจการของบริษัทเงินทุนนั้น เว้นแต่การโฆษณานั้นจะได้กระทำ

ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

(๑๒)

ทำสัญญาหรือยินยอมให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่กรรมการ ผู้จัดการ หรือ

พนักงานของบริษัทเงินทุน

มีอำนาจทั้งหมดหรือบางส่วนในการบริหารงานของบริษัทเงินทุน

เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย”

มาตรา ๙

มาตรา ๙ ให้ยกเลิก (๓) และ (๔) ของมาตรา ๒๑

แห่งพระราชบัญญัติการ

ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๒

แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ

ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

และให้ใช้ความต่อไป

นี้แทน

“มาตรา ๒๒

ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนตั้งหรือยอมให้บุคคลซึ่งมีลักษณะดัง

ต่อไปนี้ เป็นหรือทำหน้าที่กรรมการ ผู้จัดการ หรือพนักงาน

หรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัด

การ หรือที่ปรึกษาของบริษัทเงินทุน

(๑)

เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย

(๒)

เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับ

ทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต

(๓) เคยเป็นกรรมการ

ผู้จัดการ หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการ

จัดการของสถาบันการเงินที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต

เว้นแต่จะได้รับยกเว้นจากธนาคารแห่ง

ประเทศไทย

(๔) เป็นกรรมการ

ผู้จัดการ หรือพนักงาน หรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัด

การของบริษัทเงินทุนอื่น

(๕)

ถูกถอดถอนจากการเป็นประธานกรรมการ กรรมการ หรือผู้จัดการ

ตามมาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๕๗ ทวิ (๑)

(๖)

เป็นข้าราชการการเมือง

(๗)

เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำหรือพนักงานธนาคาร

แห่งประเทศไทย เว้นแต่

(ก)

เป็นกรณีที่ได้รับการแต่งตั้งโดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี

เพื่อเข้าไปช่วยเหลือในการดำเนินงานของบริษัทเงินทุน หรือ

(ข)

เป็นกรณีที่ได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๕๗ ทวิ (๒)

(๘) เป็นผู้จัดการ

หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการของห้าง

หุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัดซึ่งตนหรือบุคคลหรือห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัดตามมาตรา

๒๐

(๗) วรรคสอง เป็นหุ้นส่วนหรือถือหุ้นอยู่ เว้นแต่

(ก)

เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของบริษัทเงินทุนซึ่งไม่มีอำนาจในการ

จัดการ

(ข)

เป็นกรณีที่ได้รับยกเว้นจากรัฐมนตรีเพราะมีเหตุจำเป็นต้องแก้ไข

ฐานะหรือการดำเนินงานของบริษัทเงินทุน

(ค)

เป็นกรณีที่ได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๕๗ ทวิ (๒)

(๙)

เป็นบุคคลซึ่งมิได้มีคุณวุฒิทางการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน

หรือคุณสมบัติอื่น ทั้งนี้

ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของ

รัฐมนตรี

(๑๐)

มีลักษณะต้องห้ามอย่างอื่นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

บริษัทเงินทุนจะแต่งตั้งกรรมการ

ผู้จัดการ หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจ

ในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของบริษัทเงินทุน

หรือทำสัญญาให้บุคคลอื่นมีอำนาจเด็ดขาดใน

การบริหารงานของบริษัทเงินทุนได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย

ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามตาม

วรรคหนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้ความเห็นชอบมิได้

และในกรณีที่ปรากฏในภายหลัง

ว่าบุคคลดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามตามวรรคหนึ่ง ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเพิกถอนความ

เห็นชอบที่ได้ให้ไว้แล้ว

และให้บริษัทเงินทุนเสนอชื่อบุคคลอื่นแทนเพื่อขอความเห็นชอบจาก

ธนาคารแห่งประเทศไทยภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ถูกเพิกถอนความเห็นชอบ

ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่บุคคลซึ่งบริษัทเงินทุนทำสัญญาให้มี

อำนาจเด็ดขาดในการบริหารงานของบริษัทเงินทุนนั้น

ตลอดจนผู้ซึ่งปฏิบัติงานให้แก่บุคคลนั้น

ด้วยโดยอนุโลม”

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๒๒ ทวิ

และมาตรา ๒๒ ตรี

แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์

และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

พ.ศ. ๒๕๒๒

“มาตรา ๒๒ ทวิ ให้บริษัทเงินทุนจัดทำบัญชีแสดงสินทรัพย์และหนี้สินให้

ครบถ้วนถูกต้องเป็นปัจจุบันตามความเป็นจริง

บัญชีนั้นให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ธนาคาร

แห่งประเทศไทยกำหนด

มาตรา ๒๒ ตรี

มาตรา ๒๒ ตรี

ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุน

ถือปฏิบัติเกี่ยวกับการรับหรือจ่ายเงิน การทำนิติกรรมใด ๆ ตลอดจนการตรวจสอบและ

ควบคุมภายในได้”

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๓

แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ

ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

และให้ใช้ความต่อไป

นี้แทน

“มาตรา ๒๓ ให้บริษัทเงินทุนประกาศงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนที่ได้รับ

อนุมัติจากที่ประชุมใหญ่แล้วภายในสี่เดือนนับแต่วันสิ้นปีธุรกิจของบริษัทเงินทุนตามแบบที่

ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ประกาศดังกล่าวให้ปิดไว้ในที่เปิดเผยณ

สำนักงานของบริษัท

เงินทุนนั้น และในหนังสือพิมพ์รายวันอย่างน้อยหนึ่งฉบับภายในยี่สิบเอ็ดวันนับจากวันที่ได้รับ

อนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ ทั้งนี้

เว้นแต่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

และให้เสนอต่อรัฐมนตรีและธนาคารแห่งประเทศไทยแห่งละหนึ่งฉบับ

ให้บริษัทเงินทุนประกาศรายการหรือเปิดเผยข้อมูลอื่นใดเกี่ยวกับบริษัทเงินทุนนั้นตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทย

กำหนดประกาศรายการหรือข้อมูลดังกล่าวให้แสดงไว้ในที่เปิดเผย ณ

สำนักงานของบริษัทเงินทุนนั้น และให้รายงานต่อรัฐมนตรีและธนาคารแห่งประเทศไทยทราบพร้อมด้วยสำเนาประกาศรายการหรือข้อมูลที่เปิดเผยแห่งละ หนึ่งฉบับ

งบดุลตามวรรคหนึ่งจะต้องมีการรับรองของผู้สอบบัญชี

ผู้สอบบัญชีนั้นต้อง

เป็นผู้ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้ความเห็นชอบทุกรอบปีบัญชี

และต้องมิใช่กรรมการ

พนักงานหรือลูกจ้างของบริษัทเงินทุนนั้น

ผู้สอบบัญชีตามวรรคสาม

ต้องรักษามารยาทและปฏิบัติงานการตรวจสอบ

และรับรองบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยผู้สอบบัญชีรวมทั้ง

มาตรฐานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดเพิ่มขึ้นด้วย

ในกรณีที่บริษัทเงินทุนได้ทำเอกสาร

ประกอบการลงบัญชีและหรือลงบัญชีไม่ตรงกับความเป็นจริง

ให้ผู้สอบบัญชีเปิดเผยข้อเท็จจริง อันเป็นสาระสำคัญของบัญชีและแจ้งพฤติการณ์ไว้ในรายงานการสอบบัญชีที่ตนจะต้อง

ลงลายมือชื่อรับรองพร้อมทั้งรายงานพฤติการณ์นั้นให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบด้วย

ผู้สอบบัญชีผู้ใดไม่ปฏิบัติตามวรรคสี่

ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจเพิกถอน

การให้ความเห็นชอบผู้สอบบัญชีผู้นั้นได้”

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๒๓ ทวิ

และมาตรา ๒๓ ตรี

แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์

และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

พ.ศ. ๒๕๒๒

“มาตรา ๒๓ ทวิ

ให้บริษัทเงินทุนปิดบัญชีทุกงวดการบัญชีในรอบระยะเวลา หกเดือน

ถ้าบริษัทเงินทุนนั้นมีสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้หรือที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้

ทั้งนี้ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ให้บริษัทเงินทุนนั้นตัดสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ดังกล่าวออกจากบัญชี

หรือกันเงินสำรองสำหรับสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ดังกล่าวเมื่อสิ้นงวดการบัญชีนั้น

เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่น

ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตตามวรรคหนึ่ง

ถ้านำสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ในส่วนที่ไม่ได้ตัดออกจากบัญชีหรือสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ในส่วนที่ไม่ได้กันเงินสำรองมาหักออกจากเงินกองทุนของบริษัทเงินทุนนั้นแล้ว

หากปรากฏว่าเงินกองทุนที่คงเหลือมีจำนวนต่ำกว่าเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามมาตรา

๒๙

ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดมาตรการใด ๆ

ให้บริษัทเงินทุนนั้นถือปฏิบัติจนกว่าจะได้ตัดสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้นั้นหมดสิ้นไป

หรือกันเงินสำรองสำหรับสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้นั้นครบจำนวนแล้ว

มาตรา ๒๓ ตรี

มาตรา ๒๓ ตรี รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยยื่นรายงาน

เกี่ยวกับการดำเนินกิจการของบริษัทเงินทุนเป็นการทั่วไปหรือเป็นการเฉพาะ

โดยมีรายการและระยะเวลาตามที่กำหนด

และจะให้ทำคำชี้แจงข้อความเพื่ออธิบายหรือขยายความแห่งรายงานนั้น ก็ได้”

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ

ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๒๖

ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าบริษัทเงินทุนใด

(๑)

จัดทำบัญชีไม่เรียบร้อยหรือไม่ทำให้เสร็จภายในเวลาอันสมควร

(๒)

จัดความสัมพันธ์ของระยะเวลาการกู้ยืมเงินจากประชาชนกับระยะเวลา

ในการเรียกคืนเงินให้กู้ยืมหรือลงทุนไม่เหมาะสม

(๓)

ให้กู้ยืมเงินแก่หรือลงทุนในกิจการที่บริษัทเงินทุน กรรมการ ผู้จัดการ

หรือพนักงานหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการของบริษัทเงินทุนนั้นมีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง

หรือให้กู้ยืมเงินแก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทเงินทุนนั้นในปริมาณเกินสมควรหรือมีเงื่อนไขหรือข้อ

กำหนดพิเศษผิดไปจากปกติ หรือ

(๔)

กระทำการหรือไม่กระทำการที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่

ส่วนรวม ดังต่อไปนี้

(ก)

ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องไม่ได้ตามอัตราส่วนที่กำหนดเป็น

เนืองนิจ

(ข)

ให้กู้ยืมเงินเกินอัตราส่วนที่กำหนดหรือไม่มีหลักประกันเป็นปริมาณ

มาก

(ค)

ไม่ตัดสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ออกจากบัญชีถึงขนาด

ที่จะกระทบกระเทือนถึงฐานะของบริษัทเงินทุนนั้น

(ง)

ไม่กันเงินสำรองสำหรับสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืน

ไม่ได้ถึงขนาดที่จะกระทบกระเทือนถึงฐานะของบริษัทเงินทุนนั้น

(จ)

กระทำการหรือไม่กระทำการตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งให้บริษัทเงินทุนนั้นแก้ไขการกระทำ

ดังกล่าว หรือกระทำการ หรืองดกระทำการตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นสมควรภายใน

เวลาที่กำหนด

บริษัทเงินทุนใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยที่สั่งการ

เมื่อมีกรณีตาม (๔)

ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานต่อรัฐมนตรีและให้รัฐมนตรีมีอำนาจ

สั่งควบคุมบริษัทเงินทุนนั้นหรือสั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้ โดยให้นำความในหมวด ๕

มาใช้

บังคับโดยอนุโลม”

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๒๖ ทวิ

และมาตรา ๒๖ ตรี

แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์

และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

พ.ศ. ๒๕๒๒

“มาตรา ๒๖ ทวิ เมื่อบริษัทเงินทุนใดมีผลขาดทุนถึงจำนวนที่ทำให้เงิน

กองทุนลดลงเหลือสามในสี่ของทุนซึ่งชำระแล้ว

ไม่ว่าโดยบริษัทเงินทุนนั้นตรวจพบเองหรือ

ปรากฏจากการตรวจสอบของผู้สอบบัญชีหรือของธนาคารแห่งประเทศไทย

บริษัทเงินทุนนั้น

จะกู้ยืมเงิน หรือรับเงินจากประชาชนต่อไปไม่ได้เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากธนาคาร

แห่งประเทศไทย

ในการให้ความเห็นชอบธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับ

การให้กู้ยืมเงินหรือการลงทุน หรือเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

ถ้าผลขาดทุนตามวรรคหนึ่งทำให้เงินกองทุนลดลงเหลือไม่เกินกึ่งหนึ่งของ

ทุนซึ่งชำระแล้ว ให้บริษัทเงินทุนนั้นเสนอโครงการเพื่อแก้ไขฐานะและการดำเนินงานต่อ

ธนาคารแห่งประเทศไทย

เพื่อขอความเห็นชอบภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่บริษัทเงินทุนหรือ

ผู้สอบบัญชีตรวจพบหรือวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งให้บริษัทเงินทุนนั้นทราบ

ในการให้

ความเห็นชอบธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

และให้แจ้ง

ให้บริษัทเงินทุนนั้นทราบโดยมิชักช้า

ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ให้ความเห็นชอบในโครงการตามวรรค

สอง

บริษัทเงินทุนนั้นอาจอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีได้ภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

คำชี้ขาด

ของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด

ให้บริษัทเงินทุนที่มีผลขาดทุนตามวรรคสอง

ระงับการดำเนินกิจการทันที

จนกว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้ความเห็นชอบในโครงการเพื่อแก้ไขฐานะและการดำเนิน

งาน หรือรัฐมนตรีจะได้มีคำชี้ขาดให้ดำเนินการตามโครงการนั้นได้ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้รับ

อนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้ดำเนินกิจการบางอย่างได้

มาตรา ๒๖ ตรี

มาตรา ๒๖ ตรี

บริษัทเงินทุนใดหยุดทำการจ่ายเงินที่มีหน้าที่จะต้องคืนเงิน

ให้บริษัทเงินทุนนั้นแจ้งให้รัฐมนตรีและธนาคารแห่งประเทศไทยทราบทันที

และห้ามมิให้

ดำเนินกิจการใด ๆ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากรัฐมนตรี และให้บริษัทเงินทุนนั้น

ส่งรายงานเพิ่มเติมโดยละเอียดแสดงเหตุที่ต้องหยุดทำการจ่ายเงินภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่

หยุดทำการจ่ายเงิน

เมื่อรัฐมนตรีได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่ง

ให้รัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งพนักงาน

เจ้าหน้าที่ไปทำการสอบสวนพฤติการณ์ และเมื่อได้รับรายงานการสอบสวนแล้วให้รัฐมนตรีมี

อำนาจสั่งการตามที่เห็นสมควรหรือจะสั่งควบคุมบริษัทเงินทุนหรือเพิกถอนใบอนุญาตก็ได้

โดยให้นำความในหมวด ๕ มาใช้บังคับโดยอนุโลม”

มาตรา ๑๖

มาตรา ๑๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๙

แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ

ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

และให้ใช้ความต่อไป

นี้แทน

“มาตรา ๒๙

ให้บริษัทเงินทุนดำรงเงินกองทุนเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ เป็น

อัตราส่วนกับ

(๑)

สินทรัพย์เสี่ยงไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วย

ความเห็นชอบของรัฐมนตรี

(๒)

จำนวนเงินที่รับรองและหรือรับอาวัลตั๋วเงินไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคาร

แห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

(๓)

ยอดเงินกู้ยืมหรือรับจากประชาชนทั้งหมด หรือยอดเงินกู้ยืมแต่ละ

ประเภทไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

สินทรัพย์เสี่ยงตาม

(๑) ได้แก่สินทรัพย์ทุกประเภทนอกจากสินทรัพย์

สภาพคล่องและสินทรัพย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่า

ไม่เป็นสินทรัพย์เสี่ยง

การกำหนดอัตราส่วนตาม

(๑) จะกำหนดตามประเภทธุรกิจเงินทุนก็ได้ส่วน

อัตราส่วนตาม (๒) หรือ (๓) นั้น จะไม่กำหนดหรือจะกำหนดเฉพาะธุรกิจเงินทุนบางประเภท

และจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนด

ให้บริษัทเงินทุนถือปฏิบัติเกี่ยวกับการชำระคืนเงินกู้ยืมตาม (๓)

บางประเภทและจะกำหนด

เงื่อนไขใด ๆ ก็ได้”

มาตรา ๑๗

มาตรา ๑๗ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๒๙ ทวิ

แห่งพระราชบัญญัติ

การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

“มาตรา ๒๙ ทวิ

ให้บริษัทเงินทุนดำรงเงินทุนจดทะเบียนและเงินทุนซึ่ง

ชำระแล้วไว้เป็นสินทรัพย์ตามชนิด วิธีการ

และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วย

ความเห็นชอบของรัฐมนตรี”

มาตรา ๑๘

มาตรา ๑๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๕

แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ

ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

และให้ใช้ความต่อไป

นี้แทน

“มาตรา ๓๕

ห้ามมิให้บริษัทเงินทุนให้กู้ยืมเงินแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งและ

หรือลงทุนในกิจการของบุคคลนั้นเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ

รวมกันเกินจำนวนเงินหรืออัตราส่วนกับ

เงินกองทุนตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี ทั้งนี้

เว้น

แต่จะได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะ

กำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

การให้กู้ยืมเงินหรือลงทุนดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นการให้กู้ยืมเงินหรือลงทุน

ตามวรรคหนึ่งด้วย

(๑)

การให้กู้ยืมเงินแก่คู่สมรสหรือบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลนั้น

(๒)

การให้กู้ยืมเงินแก่หรือลงทุนในห้างหุ้นส่วนสามัญที่บุคคลนั้น คู่สมรส

หรือบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลนั้นเป็นหุ้นส่วน

(๓)

การให้กู้ยืมเงินแก่หรือลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัดที่บุคคลนั้น คู่สมรส

หรือบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลนั้น

เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดหรือเป็น

หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดที่มีหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของทุนทั้งหมดของห้างหุ้น

ส่วนจำกัดนั้น

(๔)

การให้กู้ยืมเงินแก่หรือลงทุนในบริษัทจำกัดที่บุคคลนั้น คู่สมรส บุตรซึ่ง

ยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลนั้น หรือห้างหุ้นส่วนตาม (๒) หรือ (๓)

ถือหุ้นรวมกันเกินร้อย

ละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น

การกำหนดตามมาตรานี้

จะกำหนดตามประเภทธุรกิจเงินทุนแต่ละประเภท

ก็ได้

การให้กู้ยืมเงินตามวรรคหนึ่ง

ถ้าผู้กู้ยืมเป็นห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด

จำนวนเงินให้กู้ยืมจะต้องไม่เกินอัตราส่วนกับทุนหรือเงินกองทุนของผู้กู้ยืมตามที่ธนาคาร

แห่งประเทศไทยกำหนด ทั้งนี้

เว้นแต่จะได้รับผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการ

ผ่อนผันธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเฉพาะธุรกิจเงินทุนบางประเภท และจะกำหนด

เงื่อนไขใด ๆ ก็ได้”

มาตรา ๑๙

มาตรา ๑๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๙

แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ

ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

และให้ใช้ความต่อไป

นี้แทน

“มาตรา ๔๙ ให้นำมาตรา ๒๒ มาตรา ๒๒ ทวิ มาตรา ๒๒ ตรี

มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๓ ทวิ

มาตรา ๒๓ ทวิ มาตรา ๒๓ ตรี มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ มาตรา ๗๗ และมาตรา ๓๘

มาใช้บังคับแก่บริษัทหลักทรัพย์โดยอนุโลม”

มาตรา ๒๐

มาตรา ๒๐ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๓

แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ

ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

และให้ใช้ความต่อไป

นี้แทน

“มาตรา ๕๓

บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ต้องมีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระ

แล้วตามจำนวนที่รัฐมนตรีกำหนดซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าสามสิบล้านบาท”

มาตรา ๒๑

มาตรา ๒๑ ให้ยกเลิกความใน (๑) ของมาตรา ๕๔ แห่ง

พระราชบัญญัติการ

ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

และให้ใช้

ความต่อไปนี้แทน

“(๑)

ลดทุนหรือเพิ่มทุนโดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ในการอนุญาต

รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้”

มาตรา ๒๒

มาตรา ๒๒ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๖

แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ

ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

และให้ใช้ความต่อไป

นี้แทน

“มาตรา ๕๖ ให้นำมาตรา ๑๔ วรรคสองและวรรคสาม มาตรา

๑๕ มาตรา

๑๖ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๒ ทวิ มาตรา ๒๒

ตรี มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๓ ทวิ มาตรา ๒๓ ตรี มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ มาตรา

๒๖ ทวิ มาตรา ๒๖ ตรี มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ มาตรา ๒๙ ทวิ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑

มาตรา ๓๒

มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๗ และมาตรา ๓๘ มาใช้บังคับแก่

บริษัทเครดิตฟองซิเอร์โดยอนุโลม”

มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๕๗ ทวิ

แห่งพระราชบัญญัติการ

ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

“มาตรา ๕๗ ทวิ

บริษัทใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่กำหนดตามมาตรา ๕๗ วรรคหนึ่ง

ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งดังต่อไปนี้

(๑) ถอดถอนกรรมการ

หรือผู้จัดการ ซึ่งบริษัทนั้นไม่ถอดถอนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง

(๒)

แต่งตั้งบุคคลใด ๆ ไปดำรงตำแหน่งแทนผู้ซึ่งถูกถอดถอนตาม (๑)

ชั่วคราวเป็นเวลาไม่เกินหนึ่งปี โดยให้บุคคลนั้น ๆ

มีอำนาจเช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทน และให้

ได้รับค่าตอบแทนตามที่รัฐมนตรีกำหนดโดยให้สั่งจ่ายจากทรัพย์สินของบริษัทนั้น

ห้ามมิให้บุคคลซึ่งถูกถอดถอนตาม

(๑) เข้าไปเกี่ยวข้องหรือดำเนินการใด

ทั้งทางตรงและทางอ้อมในบริษัทนั้นนับแต่วันที่ถูกถอดถอนเป็นต้นไปเว้นแต่เป็นการอำนวย

ความสะดวกหรือแจ้งข้อเท็จจริงแก่บุคคลตาม (๒)

หรือตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้

ให้ถือว่าคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยตาม

มาตรานี้เป็นมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือตามกฎหมาย

ว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด แล้วแต่กรณี”

มาตรา ๒๔

มาตรา ๒๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๖๔ ทวิ

แห่งพระราชบัญญัติการ

ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

“มาตรา ๖๔ ทวิ

ในกรณีที่รัฐมนตรีสั่งเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา ๕๗

วรรคสอง มาตรา ๖๓ วรรคสอง

หรือในกรณีที่รัฐมนตรีสั่งเพิกถอนใบอนุญาตทุกประเภทตาม

มาตรา ๖๔

มาตรา ๖๔ ให้บริษัทที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตดังกล่าวเป็นอันเลิกบริษัทจำกัด”

มาตรา ๒๕

มาตรา ๒๕ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๖๕ ทวิ

แห่งพระราชบัญญัติ

การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.

๒๕๒๒

“มาตรา ๖๕ ทวิ

บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ใดมีผลขาดทุน

ตามมาตรา ๒๖ ทวิ วรรคสอง

ให้บริษัทนั้นเป็นอันเลิกบริษัทจำกัดและให้ถือว่าใบอนุญาตของ

บริษัทนั้นถูกเพิกถอน เมื่อมีกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(๑)

บริษัทมิได้เสนอโครงการเพื่อแก้ไขฐานะและการดำเนินงานภายในระยะ

เวลาที่กำหนดตามมาตรา ๒๖ ทวิ วรรคสอง

(๒)

บริษัทมิได้ปฏิบัติตามโครงการที่ได้รับความเห็นชอบตามมาตรา ๒๖ ทวิ

ภายในระยะเวลาตามเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

(๓)

ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ให้ความเห็นชอบด้วยในโครงการ

ตามมาตรา ๒๖ ทวิ วรรคสอง และบริษัทไม่อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรี

ภายในระยะเวลาที่กำหนด

ตามมาตรา ๒๖ ทวิ วรรคสาม

(๔)

รัฐมนตรีมีคำชี้ขาดยืนตามการไม่ให้ความเห็นชอบด้วยของธนาคารแห่ง

ประเทศไทยตามมาตรา ๒๖ ทวิ วรรคสาม”

มาตรา ๒๖

มาตรา ๒๖ ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา ๖๖

แห่งพระราชบัญญัติ

การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

และให้ใช้

ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๖๖ เมื่อมีการเลิกบริษัทตามมาตรา ๖๔ ทวิ

หรือมาตรา ๖๕ ทวิ ให้

มีการชำระบัญชีและให้รัฐมนตรีแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี”

มาตรา ๒๗

มาตรา ๒๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๖๘

แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ

ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

และให้ใช้ความต่อไป

นี้แทน

“มาตรา ๖๘ ในการปฏิบัติหน้าที่

ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ

(๑) สั่งให้กรรมการ

พนักงาน หรือลูกจ้างของบริษัท และผู้สอบบัญชีของ

บริษัทมาให้ถ้อยคำ หรือส่งสำเนาหรือแสดงสมุดบัญชี เอกสาร ดวงตรา

หรือหลักฐานอื่นอัน

เกี่ยวกับกิจการสินทรัพย์และหนี้สินของบริษัท

(๒)

เข้าไปในสถานที่ประกอบธุรกิจของบริษัท หรือสถานที่ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีสมุดบัญชี

เอกสาร ดวงตรา หรือหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับกิจการ สินทรัพย์และหนี้สินของบริษัท

เพื่อตรวจสอบกิจการสินทรัพย์ และหนี้สินของบริษัทในเวลาทำงานปกติหรือในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก

(๓)

เข้าไปในสถานที่ใด ๆ ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำอันเป็นความผิดตามมาตรา ๑๑

มาตรา ๓๙

มาตรา ๓๙ หรือมาตรา ๕๐ หรือมีหลักฐานหรือเอกสารที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามมาตราดังกล่าว

เพื่อตรวจสอบได้ในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นจนพระอาทิตย์ตก

(๔)

ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน เอกสารหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการกระทำ

ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบหรือดำเนินคดี

(๕)

เข้าไปตรวจสอบฐานะหรือการดำเนินงานในสถานที่ประกอบธุรกิจของลูกหนี้ของบริษัท

ในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง

ให้บุคคลที่เกี่ยวข้อง

นวยความสะดวกตามสมควร”

มาตรา ๒๘

มาตรา ๒๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๐

แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ

ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๗๐ บริษัทใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๐

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ มาตรา

๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๒ ทวิ มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง วรรคสองหรือวรรคสาม มาตรา ๒๓

ทวิ วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ วรรคสอง มาตรา ๒๖ ทวิ วรรคหนึ่งหรือ

วรรคสี่ มาตรา ๒๖ ตรี วรรคหนึ่งมาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง มาตรา ๓๐

วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง มาตรา ๓๗ มาตรา ๔๐

มาตรา ๔๒

มาตรา ๔๒ มาตรา ๔๓ มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๕

มาตรา ๔๖

มาตรา ๔๖ มาตรา ๔๗ มาตรา ๕๑ มาตรา ๕๓ มาตรา ๕๔ มาตรา ๕๕

หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือคำสั่งที่กำหนด ตามมาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๒๐ (๑)

(๒) (๔) (๖) (๘) หรือ (๑๑) มาตรา ๒๒ ตรี มาตรา ๒๓ ทวิ มาตรา ๒๖ ทวิ

วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง มาตรา ๒๖ ตรี วรรคสอง มาตรา ๒๙ วรรคสาม หรือวรรคสี่ มาตรา ๒๙

ทวิ มาตรา ๓๕ วรรคหนึ่งหรือวรรคสี่ มาตรา ๓๗ มาตรา ๔๓ (๔) (๕) (๖) (๗) หรือ (๘)

มาตรา ๔๔

มาตรา ๔๔ วรรคสาม มาตรา ๕๔ (๑) (๔) (๕) (๖) (๘) หรือ (๙) มาตรา ๕๕ มาตรา ๕๗

วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หรือมาตรา ๖๕ หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์

หรือเงื่อนไขในกฎกระทรวงตามมาตรา ๗ วรรคสาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท

และปรับอีกไม่เกินวันละสามพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง”

มาตรา ๒๙

มาตรา ๒๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๑ มาตรา ๗๒

และมาตรา ๗๓

แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน

ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

พ.ศ. ๒๕๒๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๗๑ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๑ มาตรา ๓๙ หรือมาตรา

๕๐ ต้องระวาง

โทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงห้าปี

และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาทและปรับอีกไม่เกิน

วันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่

มาตรา ๗๒

มาตรา ๗๒ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๓ มาตรา ๔๑ หรือมาตรา

๕๒ ต้องระวาง

โทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาทและปรับอีก

ไม่เกินวันละสองพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่

มาตรา ๗๓

มาตรา ๗๓ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๕๗ ทวิ วรรคสอง มาตรา ๖๐

หรือมาตรา ๖๑

หรือฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการควบคุมบริษัท หรือพนักงานควบคุมบริษัทตามมาตรา ๖๒

ต้อง

ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินสามแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งพัน

บาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่”

มาตรา ๓๐

มาตรา ๓๐ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๗๓ ทวิ

แห่งพระราชบัญญัติการ

ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

“มาตรา ๗๓ ทวิ

ผู้ใดให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งอาจทำ

ให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนและปรับไม่เกินหกหมื่นบาท”

มาตรา ๓๑

มาตรา ๓๑ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๔

แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ

ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

และให้ใช้ความต่อไป

นี้แทน

“มาตรา ๗๔

ผู้ใดขัดขวางหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหรือไม่อำนวยความ

สะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน

หกเดือน และปรับไม่เกินหกหมื่นบาท”

มาตรา ๓๒

มาตรา ๓๒ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๗๔ ทวิ

และมาตรา ๗๔ ตรี

แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์

และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

พ.ศ. ๒๕๒๒

“มาตรา ๗๔ ทวิ ผู้ใดถอน ทำให้เสียหาย ทำลาย

หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่ง

ตราหรือเครื่องหมายซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประทับหรือหมายไว้ที่สิ่งใด ๆ

ในการปฏิบัติการ

ตามหน้าที่ เพื่อเป็นหลักฐานในการยึดหรืออายัด หรือรักษาสิ่งนั้น ๆ ต้องระวางโทษจำคุก

ไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินสามแสนบาท

มาตรา ๗๔ ตรี

มาตรา ๗๔ ตรี ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น

เอาไปเสียหรือทำให้สูญ

หายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สินหรือเอกสารใด ๆ อันพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ยึด

อายัด รักษาไว้

หรือสั่งให้ส่ง เพื่อเป็นพยานหลักฐานหรือเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย

ไม่ว่าพนักงาน

เจ้าหน้าที่จะรักษาทรัพย์สินหรือเอกสารนั้นไว้เอง

หรือสั่งให้ผู้นั้นหรือผู้อื่นส่งหรือรักษาไว้ก็

ตาม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท”

มาตรา ๓๓

มาตรา ๓๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗๕

แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ

ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๗๕

ในกรณีที่บริษัทใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๐ มาตรา

๑๔ วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๒ ทวิ มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง วรรคสองหรือวรรคสาม มาตรา ๒๔

18 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 พ.ศ. 2526 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_a61868215e34820e

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com