มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓
แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์การสั่งให้ข้าราชการไปทำการ
ซึ่งให้นับเวลาระหว่างนั้นเหมือนเต็มเวลาราชการ พ.ศ. ๒๔๙๕
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์การสั่งให้ข้าราชการไปทำการ
ซึ่งให้นับเวลาระหว่างนั้นเหมือนเต็มเวลาราชการ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๒
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๓ การสั่งให้ข้าราชการไปทำการใด ๆ
อันจะนับเวลาระหว่างนั้นเหมือนเต็มเวลาราชการได้ตามความในมาตรา ๒๘
แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๔๙๔ จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(ก)
รัฐมนตรีเจ้าสังกัดโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ส่งให้ไปทำการและอาจสั่งให้ทำการต่อไปได้
รวมระยะเวลาทั้งสิ้นไม่เกินสี่ปี
(ข) ข้าราชการที่รัฐมนตรีสั่งให้ไปทำการนั้น
ต้องเป็นข้าราชการประจำตลอดมาเป็นระยะเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปี
กำหนดเวลาห้าปีตาม (ข)
ให้ลดเป็นสองปี สำหรับผู้ที่ไปทำการในองค์การสหประชาชาติ
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ส. โหตระกิตย์
รองนายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากมาตรา
๓ แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์การสั่งให้ข้าราชการไปทำการ
ซึ่งให้นับเวลาระหว่างนั้นเหมือนเต็มเวลาราชการ พ.ศ. ๒๔๙๕
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์การสั่งให้ข้าราชการไปทำการ
ซึ่งให้นับเวลาระหว่างนั้นเหมือนเต็มเวลาราชการ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๒
ได้กำหนดไว้ว่าการสั่งให้ข้าราชการไปทำการอันจะนับเวลาระหว่างนั้นเหมือนเต็มเวลาราชการได้ตามความในมาตรา
๒๘ แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๔๙๔ นั้น
ให้เป็นอำนาจของรัฐมนตรีเจ้าสังกัดโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีสั่งได้โดยไม่มีกำหนดเวลา
สมควรแก้ไขให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งให้ไปทำการและอาจสั่งให้กระทำการต่อไปได้รวมเวลาทั้งสิ้นไม่เกินสี่ปีเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา
๕๖ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งบัญญัติให้ผู้ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ออกจากราชการเพื่อไปปฏิบัติงานใด
ๆ ซึ่งให้นับเวลาระหว่างนั้นสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญเหมือนเต็มเวลาราชการ
ถ้าได้ขอกลับเข้ารับราชการภายในกำหนดเวลาสี่ปีนับแต่วันออกจากราชการก็ให้บรรจุเข้ารับราชการได้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้ขึ้น
สุนันทา/ผู้จัดทำ
๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓
กวินทราดา/ตรวจ
๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓
[๑]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๕/ตอนที่ ๑๐๗/ฉบับพิเศษ หน้า ๒๕/๒ ตุลาคม ๒๕๒๑