กฎกระทรวง
กฎกระทรวง
(พ.ศ. ๒๕๒๓)
ออกตามความในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน
และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน
พ.ศ. ๒๕๒๒[๑]
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ และมาตรา ๑๔
แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑
ในกฎกระทรวงนี้
สมาคมนายจ้าง หมายความว่า
สมาคมนายจ้างซึ่งจดทะเบียนที่ตั้งสำนักงานในเขตศาลแรงงาน
สหภาพแรงงาน หมายความว่า
สหภาพแรงงานซึ่งจดทะเบียนที่ตั้งสำนักงานในเขตศาลแรงงาน
อธิบดี หมายความว่า
อธิบดีกรมแรงงานหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมแรงงานมอบหมาย
การเสนอชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง
ข้อ ๒
ให้สมาคมนายจ้างและสหภาพแรงงานซึ่งจดทะเบียนที่ตั้งสำนักงานในเขตศาลแรงงานกลาง
ศาลแรงงานภาค หรือศาลแรงงานจังหวัด เสนอชื่อผู้แทนซึ่งสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานคัดเลือกเข้าสมัครรับเลือกตั้งเพื่อจะดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างหรือผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างในศาลแรงงานนั้น
แล้วแต่กรณี ต่ออธิบดีได้ตามจำนวนที่อธิบดีกำหนด
ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากอธิบดี
ข้อ ๓
ในเขตศาลแรงงานใดไม่มีสมาคมนายจ้าง ให้อธิบดีเรียกประชุมผู้แทนฝ่ายนายจ้างของสถานประกอบกิจการทุกแห่งซึ่งอยู่ในเขตศาลแรงงานนั้นที่มีลูกจ้างตั้งแต่ห้าสิบคนขึ้นไป
โดยให้นายจ้างของสถานประกอบกิจการแต่ละแห่งส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมได้แห่งละหนึ่งคน
และให้ผู้แทนดังกล่าวเสนอชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ตามจำนวนที่อธิบดีกำหนด
ในเขตศาลแรงงานใดไม่มีสหภาพแรงงาน
ให้อธิบดีเรียกประชุมผู้แทนฝ่ายลูกจ้างของสถานประกอบกิจการทุกแห่งซึ่งอยู่ในเขตศาลแรงงานนั้นที่มีลูกจ้างตั้งแต่ห้าสิบคนขึ้นไป
โดยให้ลูกจ้างของสถานประกอบกิจการแต่ละแห่งเลือกผู้แทนส่งมาร่วมประชุมได้แห่งละหนึ่งคน
และให้ผู้แทนดังกล่าวเสนอชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ตามจำนวนที่อธิบดีกำหนด
ข้อ ๔
ให้อธิบดีดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบ
แล้วแจ้งผลของการตรวจสอบคุณสมบัติดังกล่าว ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งและสมาคมนายจ้าง
สหภาพแรงงาน ผู้แทนฝ่ายนายจ้างหรือผู้แทนฝ่ายลูกจ้างซึ่งเสนอชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งดังกล่าวทราบ
ในกรณีที่อธิบดีแจ้งว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งรายใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามและไม่มีสิทธิเข้ารับเลือกตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบ
สมาคมนายจ้าง สหภาพแรงงาน ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง หรือผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง
ซึ่งเสนอชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งดังกล่าวมีสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
(๑)
อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
ในกรณีนี้ให้ถือว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นที่สุด
(๒) เสนอชื่อบุคคลอื่นเข้าสมัครรับเลือกตั้งแทนผู้สมัครรับเลือกตั้งเดิมได้อีกครั้งหนึ่ง
ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ในกรณีนี้ให้อธิบดีดำเนินการตามวรรคหนึ่งและถ้าอธิบดีแจ้งว่าผู้นั้นขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม
และไม่มีสิทธิเข้ารับเลือกตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบ สมาคมนายจ้าง สหภาพแรงงาน
ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง หรือผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง ซึ่งเสนอชื่อผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์
โดยให้นำความในวรรคสอง (๑) มาใช้บังคับโดยอนุโลม
การเตรียมการเลือกตั้ง
ข้อ ๕
เมื่ออธิบดีได้ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งเสร็จแล้ว
ให้อธิบดีประกาศกำหนดวัน เวลา และสถานที่ทำการเลือกตั้งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาสมทบโดยไม่ชักช้า
ข้อ ๖
ให้สมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานแจงชื่อผู้แทนคนหนึ่งซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้าง
หรือผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้าง แล้วแต่กรณี
ต่ออธิบดีก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่าห้าวัน
ในกรณีที่ไม่มีสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานในเขตศาลแรงงานใด
ให้ผู้แทนฝ่ายนายจ้างหรือผู้แทนฝ่ายลูกจ้างตามข้อ ๓ เป็นผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
ข้อ ๗
ให้อธิบดีเตรียมการเลือกตั้ง ดังต่อไปนี้
(๑) จัดทำบัญชีรายชื่อ
หมายเลขประจำตัวของผู้สมัครรับเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
(๒) จัดหาอุปกรณ์สำหรับใช้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ดังนี้
(ก) บัตรเลือกตั้ง
(ข) หีบบัตรเลือกตั้ง
(ค) เครื่องเขียน
(ง) กระดานดำ กระดาษหรืออุปกรณ์อย่างอื่นที่คล้ายคลึงกันเพื่อใช้ในการนับ
คะแนนเสียงเลือกตั้ง
บัตรเลือกตั้งให้เป็นไปตามแบบท้ายกฎกระทรวงนี้
การดำเนินการเลือกตั้ง
ข้อ ๘
ให้อธิบดีแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจคะแนนอย่างน้อยสามคนและเจ้าหน้าที่คะแนนอย่างน้อยหนึ่งคน
กรรมการตรวจคะแนนให้แต่งตั้งจากผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
ในกรณีที่มีกรรมการตรวจคะแนนไม่ถึงสามคน
ให้เจ้าหน้าที่คะแนนกระทำการในหน้าที่กรรมการตรวจคะแนนด้วย
ข้อ ๙
คณะกรรมการตรวจคะแนนมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) จัดระเบียบและควบคุมดูแลให้ความสะดวกแก่ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
(๒) ตรวจสอบบัญชีรายชื่อผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง อ่านชื่อและหมายเหตุลงในบัญชีรายชื่อผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
(๓)
ส่งบัตรเลือกตั้งให้กับผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเพื่อใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
(๔)
จัดระเบียบในการเข้าไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
บริสุทธิ์และยุติธรรม
(๕)
รับบัตรเลือกตั้งที่ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทำเครื่องหมายเสร็จแล้วนำมาส่งให้ใส่ลงในหีบบัตรเลือกตั้ง
ในการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการตรวจคะแนนจะมอบหมายให้กรรมการตรวจคะแนนคนใดคนหนึ่งทำการแทนก็ได้
ข้อ ๑๐
เจ้าหน้าที่คะแนนมีหน้าที่คอยสับเปลี่ยนช่วยเหลือกรรมการตรวจคะแนนปฏิบัติหน้าที่ซึ่งมิได้กำหนดว่ากรรมการตรวจคะแนนต้องกระทำเองเป็นการเฉพาะโดยให้อยู่ในความควบคุมและรับผิดชอบของคณะกรรมการตรวจคะแนน
ข้อ ๑๑
ก่อนเวลาเปิดการรับลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการตรวจคะแนนเลือกกรรมการตรวจคะแนนคนหนึ่งเป็นประธาน
การลงมติวินิจฉัยของคณะกรรมการตรวจคะแนนให้ถือเสียงข้างมาก
กรรมการตรวจคะแนนคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนน
ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานออกเสียงเพิ่มขึ้นได้อีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
ข้อ ๑๒
การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ให้ใช้วิธีทำเครื่องหมายกากบาท (เช่น x
)
ลงในช่องทำเครื่องหมายในบัตรเลือกตั้งให้ตรงกับหมายเลขผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ตนต้องการเลือก
ข้อ ๑๓
ขณะจะเปิดการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ให้ประธานคณะกรรมการตรวจคะแนนเปิดหีบบัตรเลือกตั้งต่อหน้าผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งซึ่งอยู่
ณ ที่เลือกตั้งเพื่อแสดงว่าไม่มีบัตรเลือกตั้ง หรือสิ่งใดในหีบบัตรเลือกตั้ง แล้วผนึกหีบบัตรเลือกตั้ง
ให้คณะกรรมการตรวจคะแนนบันทึกการเปิดและปิดหีบบัตรเลือกตั้ง
โดยให้ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสองคนซึ่งอยู่ในที่เลือกตั้งในขณะนั้นลงลายมือชื่อในบันทึกนั้นด้วย
ข้อ ๑๔
ในระหว่างเวลาเปิดการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ให้ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่จะลงคะแนนไปแสดงต่อกรรมการตรวจคะแนน
โดยแสดงบัตรประจำตัวประชาชน แล้วให้กรรมการตรวจคะแนนตรวจสอบชื่อในบัญชีรายชื่อผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและจดแจ้งหมายเหตุในบัญชีรายชื่อผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งว่าผู้นั้นมาใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วพร้อมทั้งมอบบัตรเลือกตั้งให้ผู้นั้นหนึ่งชุด
ให้กรรมการตรวจคะแนนมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งด้วยโดยให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในวรรคหนึ่ง
ในกรณีที่สงสัยว่าผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่มาแสดงตนนั้นไม่ใช่เป็นผู้มีชื่อในบัญชีรายชื่อผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
ให้คณะกรรมการตรวจคะแนนเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดว่าผู้นั้นมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งหรือไม่
คำชี้ขาดของคณะกรรมการตรวจคะแนนให้เป็นที่สุด คณะกรรมการตรวจคะแนนต้องบันทึกคำวินิจฉัยและลงลายมือชื่อไว้ด้วย
ข้อ ๑๕
ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้ใดใช้บัตรประจำตัวประชาชนเพื่อการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
ให้กรรมการตรวจคะแนนจดหมายเลขของบัตรประจำตัวประชาชนและสถานที่ออกบัตรลงในบัญชีผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งไว้เป็นหลักฐาน
ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้ใดใช้ใบรับคำขอมีบัตรหรือเปลี่ยนบัตรใหม่เพื่อการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
ให้กรรมการตรวจคะแนนปฏิบัติเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง และให้ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้นั้นลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือในบัญชีผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นหลักฐานเพิ่มขึ้นด้วย
ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งซึ่งไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนตามกฎหมาย
ให้ใช้หลักฐาน ดังต่อไปนี้
(๑) บัตรประจำตัวทหารกองประจำการหรือตำรวจกองประจำการ
(๒) บัตรประจำตัวพนักงานองค์การของรัฐ
(๓) บัตรประจำตัวกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย
หรือกรรมการอิสลาม
ประจำจังหวัด
(๔) ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งซึ่งไม่ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชนตามกฎหมายและไม่มีบัตรตาม
(๑) (๒) และ(๓)
ให้ใช้หลักฐานอื่นที่ทางราชการออกให้ซึ่งแสดงได้ว่าระบุถึงตัวผู้นั้น
ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้ใดใช้หลักฐานตามวรรคสามเพื่อการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
ให้กรรมการตรวจคะแนนปฏิบัติเช่นเดียวกับวรรคสอง
ข้อ ๑๖
ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งคนหนึ่งจะลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ไม่เกินจำนวนผู้พิพากษาสมทบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกำหนดในแต่ละศาลแรงงาน
เมื่อผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแล้ว
ให้พับบัตรเลือกตั้งมอบให้กรรมการตรวจคะแนนเพื่อหย่อนบัตรเลือกตั้งนั้นลงในหีบบัตรเลือกตั้งต่อหน้าผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
การตรวจและการรวมคะแนน
ข้อ ๑๗ เมื่อปิดการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแล้ว
ให้คณะกรรมการตรวจคะแนนนับคะแนนเสียงเลือกตั้งโดยเปิดเผยจนเสร็จ ห้ามมิให้มีการเลื่อนหรือประวิงการนับคะแนนเสียงเลือกตั้ง
ให้คณะกรรมการตรวจคะแนนประกาศผลของการนับคะแนนเสียงเลือกตั้ง
ณ ที่เลือกตั้งนั้น และให้จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ได้รับเลือกตั้งซึ่งได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งมากที่สุดตามลำดับจนครบจำนวนที่กำหนดไว้
แล้วมอบให้อธิบดีโดยเร็ว
ในกรณีที่มีผู้ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งเท่ากันในลำดับสุดท้ายทำให้จำนวนผู้ที่อยู่ในข่ายที่จะได้รับเลือกตั้งมากกว่าจำนวนผู้พิพากษาสมทบที่กำหนดไว้ ให้คณะกรรมการตรวจคะแนนดำเนินการจับสลากระหว่างผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงเท่ากันในลำดับสุดท้ายโดยเปิดเผยเพื่อให้ได้จำนวนผู้พิพากษาสมทบเท่าที่กำหนด
ข้อ ๑๘
เมื่อการนับคะแนนเสียงเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว ให้คณะกรรมการตรวจคะแนนเก็บบัตรเลือกตั้งที่ใช้นับคะแนนเสียงเลือกตั้งแล้วใส่ซองปิดผนึกโดยลงลายมือชื่อคณะกรรมการตรวจคะแนนกำกับไว้บนซอง
และแยกเก็บบัตรเสียไว้ต่างหาก แล้วมอบให้อธิบดีพร้อมกับบัญชีรายชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง
เมื่อการเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว
อธิบดีจะทำลายบัตรเลือกตั้งและเอกสารอื่นได้เมื่อ
พ้นระยะเวลาคัดค้านการเลือกตั้งตามข้อ ๒๑ แล้วไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
ข้อ ๑๙
บัตรเลือกตั้งต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นบัตรเสีย
(๑) บัตรปลอม
(๒) บัตรที่ทำเครื่องหมายนอกช่องทำเครื่องหมาย
(๓) บัตรที่มิได้ทำเครื่องหมาย
(๔) บัตรที่ปรากฏว่าได้พับซ้อนกันมากกว่าหนึ่งบัตร
(๕)
บัตรที่มีเครื่องหมายหรือข้อความอื่นนอกจากเครื่องหมายกากบาท
(๖)
บัตรที่ไม่อาจทราบได้ว่าลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้ง
คนใด
(๗) บัตรที่ทำเครื่องหมายเกินจำนวนผู้พิพากษาสมทบที่กำหนด
บัตรดังกล่าวให้กรรมการตรวจคะแนนสลักหลังว่า เสีย
และต้องมีกรรมการตรวจคะแนนสามคนลงลายมือชื่อกำกับไว้
ในการนับคะแนน หากปรากฏว่ามีบัตรเสีย
ให้แยกบัตรเสียออกไว้เป็นส่วนหนึ่ง และห้ามมิให้นับบัตรเสียเป็นคะแนนเสียงเลือกตั้งไม่ว่ากรณีใด
ข้อ ๒๐
ในกรณีบัตรเสียที่มีลักษณะตามข้อ ๑๙ (๒) (๕) หรือ (๖) ให้ถือว่าเป็นบัตรเสียเฉพาะเครื่องหมายที่ทำนอกช่องทำเครื่องหมาย
เครื่องหมายหรือข้อความอื่นนอกจากเครื่องหมายกากบาท
หรือเครื่องหมายที่ไม่อาจทราบได้ว่าลงคะแนนให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใด
การคัดค้านการเลือกตั้ง
ข้อ ๒๑
เมื่อคณะกรรมการตรวจคะแนนประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว
ถ้าสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานที่เกี่ยวข้องในการเลือกตั้งเห็นว่าการที่บุคคลใดได้รับการเลือกตั้งเพื่อจะดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาสมทบเป็นไปโดยมิชอบ
ให้มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านต่ออธิบดีภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง
เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่
ในกรณีที่ไม่มีสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานในเขตศาลแรงงานใด
ให้ผู้แทนฝ่ายนายจ้างหรือผู้แทนฝ่ายลูกจ้างตามข้อ ๓ มีสิทธิเช่นเดียวกับสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานตามวรรคหนึ่ง
เมื่ออธิบดีได้รับคำร้องคัดค้านแล้ว
ให้ดำเนินการพิจารณาโดยไม่ชักช้า คำวินิจฉัยของอธิบดีให้เป็นที่สุด
การเลือกตั้งเพิ่ม
ข้อ ๒๒
ในกรณีที่การเลือกตั้งไม่ได้จำนวนผู้ที่จะดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาสมทบครบจำนวนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกำหนดสำหรับศาลแรงงานใด
ให้อธิบดีดำเนินการ
เพื่อให้มีการเลือกตั้งผู้พิพากษาสมทบสำหรับศาลแรงงานนั้นเพิ่มเติมให้ครบจำนวนที่กำหนดไว้
และให้นำความในหมวด ๑ หมวด ๒ หมวด ๓ หมวด ๔ และหมวด ๕ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ให้ไว้ ณ วันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๓
ประเทือง กีรติบุตร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
[เอกสารแนบท้าย]
๑.
แบบบัตรเลือกตั้งผู้พิพากษาสมทบ
(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องด้วยมาตรา ๑๔
แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ กำหนดว่า
ผู้พิพากษาสมทบในศาลแรงงานจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้งจากบุคคลตามบัญชีรายชื่อผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างที่กรมแรงงานเสนอ
จากการลงคะแนนเสียงของสมาคมนายจ้างและสหภาพแรงงานแต่ละฝ่ายซึ่งจดทะเบียนที่ตั้งสำนักงานในเขตศาลแรงงานนั้น
และในเขตศาลแรงงานใดที่ไม่มีสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานซึ่งจดทะเบียนที่ตั้งสำนักงานไว้
จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งจากบุคคลตามบัญชีรายชื่อที่กรมแรงงานเสนอแทนฝ่ายนายจ้างหรือฝ่ายลูกจ้าง
ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
ภิรมย์พร/ผู้จัดทำ
กวินทราดา/ผู้ตรวจ
๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๓
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๙๗/ตอนที่ ๓๗/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๗ มีนาคม ๒๕๒๓
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).