พระราชกฤษฎีกา
พระราชกฤษฎีกา
เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล
พ.ศ.
๒๕๒๑
ภูมิพลอดุลยเดช
ป.ร.
ให้ไว้
ณ วันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๑
เป็นปีที่
๓๓ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจ่ายเงิน
วิธีการเบิกจ่ายและอัตราการจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๕
แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๒๐ และมาตรา ๓
แห่งพระราชบัญญัติการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจ่ายเงินบางประเภทตามงบประมาณรายจ่าย
พ.ศ. ๒๕๑๘ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล
พ.ศ. ๒๕๒๑
มาตรา ๒[๑]
พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชกฤษฎีกานี้
ค่ารักษาพยาบาล หมายความว่า
เงินที่สถานพยาบาลเรียกเก็บในการรักษาพยาบาล ดังนี้
(๑) ค่ายา
ค่าเลือกและส่วนประกอบของเลือดหรือสารทดแทน ค่าน้ำยาหรืออาหารทางเส้นเลือด
ค่าออกซิเจน และอื่น ๆ ทำนองเดียวกันที่ใช้ในการบำบัดรักษาโรค
(๒)
ค่าอวัยวะเทียมรวมทั้งค่าซ่อมแซมอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค ทั้งนี้
ตามประเภทและอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด
(๓) ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าตรวจ
ค่าวิเคราะห์โรคแต่ไม่รวมถึงค่าจ้างผู้พยาบาลพิเศษ ค่าธรรมเนียมพิเศษ และค่าบริการอื่นทำนองเดียวกันที่มีลักษณะเป็นเงินตอบแทนพิเศษ
(๔) ค่าห้อง ค่าอาหาร
ตลอดเวลาที่เข้ารับการรักษาพยาบาล
สถานพยาบาล หมายความว่า
สถานพยาบาลของทางราชการและสถานพยาบาลของเอกชน
สถานพยาบาลของทางราชการ หมายความว่า
สถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลของราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
และให้หมายความรวมถึงสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลของกรุงเทพมหานคร
รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ สภากาชาดไทย คุรุสภา สมาคมปราบวัณโรค
และสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลอื่นที่กระทรวงการคลังกำหนด
สถานพยาบาลของเอกชน หมายความว่า
สถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลของเอกชนซึ่งได้รับอนุญาตให้ตั้งหรือดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาลและมีเตียงรับผู้ป่วยไว้ค้างคืน
บุคคลในครอบครัว หมายความว่า
(๑)
บุตรชอบด้วยกฎหมายซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือบุตรชอบด้วยกฎหมายซึ่งบรรลุนิติภาวะแต่เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ
และจำต้องอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของบิดามารดาซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล
แต่ทั้งนี้
ไม่รวมถึงบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของผู้อื่นแล้ว
(๒) คู่สมรส
(๓) บิดามารดาของผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล
มาตรา ๔
การจ่ายเงินตามงบประมาณรายจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาล
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายตามพระราชกฤษฎีกานี้
ส่วนวิธีการเบิกจ่ายนั้นให้ปฏิบัติตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลังซึ่งออกตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
มาตรา ๕
ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลสำหรับตนเองและบุคคลในครอบครัวของตนตามพระราชกฤษฎีกานี้
ได้แก่
(๑)
ข้าราชการหรือลูกจ้างประจำซึ่งรับเงินเดือนหรือค่าจ้างจากเงินงบประมาณรายจ่าย
และลูกจ้างชาวต่างประเทศซึ่งมีหนังสือสัญญาจ้างและสัญญาจ้างนั้นมิได้ระบุเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลไว้
(๒)
ผู้ได้รับบำนาญปกติหรือผู้ได้รับบำนาญพิเศษเหตุทุพพลภาพตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
และทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด
มาตรา ๖
ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลตามมาตรา ๕
หรือบุคคลในครอบครัวของผู้นั้นมีสิทธิหรือได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลจากหน่วยงานอื่นแล้ว
ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวตามมาตรา ๕
ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกานี้
เว้นแต่จำนวนเงินค่ารักษาพยาบาลนั้นต่ำกว่าที่จะได้รับตามพระราชกฤษฎีกานี้
ก็ให้ได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกานี้เฉพาะส่วนที่ยังขาดอยู่
มาตรา ๗
ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลตามมาตรา ๕
หรือบุคคลในครอบครัวของผู้นั้นได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่ารักษาพยาบาลจากบุคคลอื่นแล้ว
ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวตามมาตรา ๕
ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกานี้
เว้นแต่จำนวนค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่ารักษาพยาบาลที่ได้รับนั้นต่ำกว่าที่จะได้รับตามพระราชกฤษฎีกานี้
ก็ให้ได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกานี้เฉพาะส่วนที่ยังขาดอยู่
ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกานี้ได้รับค่ารักษาพยาบาลไปก่อนแล้ว
ภายหลังได้รับค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่ารักษาพยาบาลจากบุคคลอื่น
มีจำนวนเท่าหรือเกินกว่าที่ได้รับตามพระราชกฤษฎีกานี้
ก็ให้นำเงินค่ารักษาพยาบาลที่ได้รับไปนั้นส่งคืน แต่ถ้าเงินที่ได้รับจากบุคคลอื่นต่ำกว่าที่ได้รับตามพระราชกฤษฎีกานี้
ก็ให้ส่งคืนเท่าจำนวนที่ได้รับจากบุคคลอื่นนั้น ทั้งนี้
ให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนด
มาตรา ๘
การจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และอัตราดังนี้
(๑)
ผู้เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของทางราชการ
ทั้งประเภทผู้ป่วยภายในและผู้ป่วยนอก
ให้เบิกค่ารักษาพยาบาลได้เต็มจำนวนที่ได้จ่ายไปจริง เว้นแต่ค่าห้องและค่าอาหาร
ให้เบิกรวมกันได้ไม่เกินวันละหนึ่งร้อยยี่สิบบาท
(๒)
ผู้เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของเอกชนประเภทผู้ป่วยภายใน
ให้เบิกค่ารักษาพยาบาลดังนี้
(ก)
ค่าอวัยวะเทียมรวมทั้งค่าซ่อมแซมอวัยวะเทียม และอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค
ให้เบิกได้ตามประเภทและอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด
(ข) ค่าห้องและค่าอาหาร
ให้เบิกรวมกันได้ไม่เกินวันละหนึ่งร้อยยี่สิบบาท
(ค) ค่ารักษาพยาบาลประเภทอื่น ๆ
ให้เบิกได้ครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ได้จ่ายไปจริง แต่ทั้งนี้
จะต้องไม่เกินสามพันบาทสำหรับระยะเวลาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เข้ารับการรักษาพยาบาล
ในกรณีที่เข้ารับการรักษาพยาบาลเกินสามสิบวันให้เบิกได้ครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ได้จ่ายไปจริง
แต่ทั้งนี้ จะต้องไม่เกินวันละหนึ่งร้อยบาท
ในกรณีที่เข้ารับการรักษาพยาบาลหลายครั้ง
แต่ละครั้งในระยะเวลาห่างกันไม่เกินสิบห้าวัน
ให้นับระยะเวลาการเข้ารับการรักษาพยาบาลครั้งหลังติดต่อกับการเข้ารับการรักษาพยาบาลในครั้งก่อน
มาตรา ๙ ในกรณีที่สถานพยาบาลไม่มียา เลือดและส่วนประกอบของเลือด
หรือสารทดแทน น้ำยาหรืออาหารทางเส้นเลือด ออกซิเจน หรืออวัยวะเทียมจำหน่วย
หรือสถานพยาบาลไม่อาจให้การตรวจทางห้องทดลองหรือเอ๊กซเรย์แก่ผู้เข้ารับการรักษาพยาบาลได้
และเมื่อนายแพทย์ผู้ตรวจรักษาหรือสถานพยาบาลแห่งนั้นลงชื่อรับรองตามแบบที่กระทรวงการคลังกำหนดแล้ว
ก็ให้เบิกได้ตามมาตรา ๘
มาตรา ๑๐
ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลตามมาตรา ๕ และมาตรา ๖
ซึ่งเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นผู้ป่วยภายในอยู่ในสถานพยาบาลก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ
และสถานพยาบาลนั้นเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลคาบเกี่ยวถึงวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ
ให้ได้รับค่ารักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกานี้
มาตรา ๑๑
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก
เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้คือ
เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจ่ายเงินบางประเภทตามงบประมาณรายจ่าย
พ.ศ. ๒๕๑๘
และอำนวยประโยชน์แก่ข้าราชการและลูกจ้างประจำตลอดจนผู้ได้รับบำนาญให้ได้รับสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้ขึ้น
จุฑามาศ/ผู้จัดทำ
๔
มิถุนายน ๒๕๕๘
[๑]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๕/ตอนที่ ๓๐/ฉบับพิเศษ หน้า ๓๔/๑๖ มีนาคม ๒๕๒๑
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).