ประกาศกระทรวงการคลัง
ประกาศกระทรวงการคลัง
เรื่อง
รายงานสถานะหนี้สาธารณะ ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๗ และรายการการกู้เงิน
และค้ำประกัน
ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน ๒๕๕๗[๑]
ด้วยพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. ๒๕๔๘ มาตรา ๑๖ วรรคสอง
กำหนดให้กระทรวงการคลังสรุปรายงานสถานะหนี้สาธารณะและประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายใน
๖๐ วัน หลังจากวันสิ้นเดือนมีนาคมและเดือนกันยายนของทุกปี
โดยรายงานดังกล่าวต้องแสดงหนี้สาธารณะที่เกิดจากการกู้เงินและค้ำประกัน ณ
วันสิ้นเดือนดังกล่าว
รวมทั้งรายการการกู้เงินและค้ำประกันที่เกิดขึ้นใหม่ในช่วงระยะเวลาระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคม
และเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน ตามลำดับ
กระทรวงการคลังขอรายงานสถานะหนี้สาธารณะ ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๗ และรายการการกู้เงินและค้ำประกัน
ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน ๒๕๕๗ ดังนี้
ยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๗ มีจำนวน ๕,๖๙๐,๘๑๔.๑๕ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๔๗.๑๘
ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP) โดยเป็นหนี้ของรัฐบาลกู้โดยตรง จำนวน ๓,๙๖๕,๔๕๕.๐๔ ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน จำนวน ๑,๐๘๗,๓๙๓.๙๑ ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน
(รัฐบาลค้ำประกัน) จำนวน ๖๒๖,๕๐๘.๑๘ ล้านบาท
และหนี้หน่วยงานอื่นของรัฐ จำนวน ๑๑,๔๕๗.๐๒ ล้านบาท
ส่วนหนี้กองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนั้นไม่มีหนี้คงค้าง
รายละเอียดดังปรากฏตามตารางที่ ๑
หนี้สาธารณะจำนวนดังกล่าวจำแนกตามอายุของหนี้เป็นหนี้ระยะยาว ๕,๕๑๗,๓๘๑.๔๑ ล้านบาท และหนี้ระยะสั้น ๑๗๓,๔๓๒.๗๔ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๙๖.๙๕ และร้อยละ ๓.๐๕ ตามลำดับ
และจำแนกตามแหล่งที่มาเป็นหนี้ต่างประเทศ ๓๕๘,๑๗๗.๗๑ ล้านบาท
และหนี้ในประเทศ ๕,๓๓๒,๖๓๖.๔๔ ล้านบาท
หรือคิดเป็นร้อยละ ๖.๒๙ และร้อยละ ๙๓.๗๑ ตามลำดับ
ตารางที่
๑ หนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๗
หน่วย : ล้านบาท
รายการ
๓๐ ก.ย.
๒๕๕๗
% GDP
๑.
หนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง
๑.๑ หนี้ต่างประเทศ
๑.๒ หนี้ในประเทศ
๓,๙๖๕,๔๕๕.๐๔
๗๕,๑๘๔.๖๖
๓,๘๙๐,๒๗๐.๓๘
๓๒.๘๘
๒.
หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน
๒.๑ หนี้ที่รัฐบาลค้ำประกัน
- หนี้ต่างประเทศ
- หนี้ในประเทศ
๑,๐๘๗,๓๙๓.๙๑
๔๒๕,๘๙๖.๘๕
๑๐๗,๕๑๑.๗๙
๓๑๘,๓๘๕.๐๖
๙.๐๒
๒.๒ หนี้ที่รัฐบาลไม่ค้ำประกัน
- หนี้ต่างประเทศ
- หนี้ในประเทศ
๖๖๑,๔๙๗.๐๖
๑๗๒,๕๘๖.๔๘
๔๘๘,๙๑๐.๕๘
๓. หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน
(รัฐบาลค้ำประกัน)
๓.๑ หนี้ต่างประเทศ
๓.๒ หนี้ในประเทศ
๖๒๖,๕๐๘.๑๘
๒,๘๙๔.๗๘
๖๒๓,๖๑๓.๔๐
๕.๑๙
๔.
หนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟู ฯ
๔.๑ หนี้ที่รัฐบาลค้ำประกัน
๔.๒ หนี้ที่รัฐบาลไม่ค้ำประกัน
๕.
หนี้หน่วยงานอื่นของรัฐ
๕.๑ หนี้ที่รัฐบาลค้ำประกัน
๕.๒ หนี้ที่รัฐบาลไม่ค้ำประกัน
๑๑,๔๕๗.๐๒
๑๑,๔๕๗.๐๒
๐.๐๙
๖.
รวม ๑.+๒.+๓.+๔.+๕.
๕,๖๙๐,๘๑๔.๑๕
๔๗.๑๘
หมายเหตุ : ๑. GDP ปี ๒๕๕๖ เท่ากับ ๑๑,๘๙๘.๗๑ พันล้านบาท และประมาณการ GDP ปี ๒๕๕๗ เท่ากับ๑๒,๒๖๘ พันล้านบาท (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ณ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๗)
๒.
สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะได้ปรับวิธีการคำนวณ GDP ในแต่ละเดือน เพื่อให้สัดส่วน Debt/GDP สะท้อนค่าที่ใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด โดย GDP ของเดือนสิงหาคม ๒๕๕๗
คำนวณดังนี้ (GDP ไตรมาส ๓ ปี ๕๖/๓) + (GDP ไตรมาส ๔ ปี ๕๖) + (GDP ไตรมาส ๑ - ๒ ปี ๕๗) + [(GDP ไตรมาส ๓ ปี ๕๗)/๓]*๒ เท่ากับ ๑๒,๐๔๖.๒๐ พันล้านบาท และของเดือนกันยายน ๒๕๕๗ คำนวณดังนี้ (GDP ไตรมาส ๔ ปี ๕๖) + (GDP ไตรมาส ๑ - ๓ ปี ๕๗) เท่ากับ ๑๒,๐๖๑.๐๙ พันล้านบาท
๑. รายการการกู้เงินและค้ำประกัน
ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน ๒๕๕๗
คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีได้จัดทำแผนการบริหารหนี้สาธารณะ
ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๗
เพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหารจัดการหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ ประกอบด้วย ๔
แผนย่อย และได้ปรับปรุงแผน ฯ ในระหว่างปี เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการใช้เงินกู้และบริหารหนี้
ซึ่งหลังการปรับปรุงแผน ฯ ครั้งที่ ๒ มีวงเงินรวมในแผน ฯ ที่จะบริหารจัดการ
ทั้งสิ้น ๑,๓๑๐,๐๑๖.๑๐ ล้านบาท
โดยในช่วงระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน ๒๕๕๗
กระทรวงการคลังและรัฐวิสาหกิจได้ดำเนินการกู้เงินและบริหารหนี้ เป็นวงเงินทั้งสิ้น
๗๐๔,๙๖๗.๗๔ ล้านบาท ดังปรากฏ ตามตารางที่ ๒
ตารางที่
๒ การกู้เงินและการบริหารหนี้ ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน ๒๕๕๗
หน่วย : ล้านบาท
รายการ
วงเงินแผน
ผลดำเนินงาน
(เม.ย. -
ก.ย. ๕๗)
๑. แผนการก่อหนี้ใหม่
๔๖๓,๙๔๑.๙๙
๒๖๔,๐๒๕.๑๒
๑.๑ รัฐบาล
๑.๒ รัฐวิสาหกิจ
๒๘๐,๗๐๑.๐๐
๑๘๓,๒๔๐.๙๙
๑๓๕,๖๒๔.๐๐
๑๒๘,๔๐๑.๑๒
๒. แผนการปรับโครงสร้างหนี้
๖๔๓,๒๔๖.๑๕
๓๗๘,๐๒๓.๙๘
๒.๑ รัฐบาล
๒.๒ รัฐวิสาหกิจ
๔๖๒,๒๕๘.๗๔
๑๘๐,๙๘๗.๔๑
๓๒๕,๕๔๐.๗๔
๕๒,๔๘๓.๒๔
๓. แผนการบริหารความเสี่ยง
๑๒๘,๘๐๕.๘๘
๓๘,๑๖๑.๔๐
๔. แผนการบริหารหนี้ของรัฐวิสาหกิจ
ที่ไม่ต้องขออนุมัติคณะรัฐมนตรีภายใต้กรอบแผน
ฯ
๗๔,๐๒๒.๐๗
๒๔,๗๕๗.๒๔
๔.๑ การก่อหนี้ใหม่
๔.๒ การบริหารหนี้
๕๐,๙๔๑.๗๔
๒๓,๐๘๐.๓๓
๒๔,๗๕๗.๒๔
๐.๐๐
รวม (๑ - ๓)
๑,๒๓๕,๙๙๔.๐๒
๖๘๐,๒๑๐.๕๐
รวม (๑ - ๔)
๑,๓๑๐,๐๑๖.๑๐
๗๐๔,๙๖๗.๗๔
ซึ่งมีสาระสำคัญ
ดังนี้
๑.๑ แผนการก่อหนี้ใหม่ ช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน ๒๕๕๗
ประกอบด้วย
๑.๑.๑ การก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาล (หนี้ในประเทศ) วงเงินรวม ๑๓๕,๖๒๔ ล้านบาท
เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ
กระทรวงการคลังได้ดำเนินการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน
๒๕๕๗ วงเงินรวม ๑๑๙,๘๔๐ ล้านบาท โดยการออกพันธบัตรรัฐบาล
พันธบัตรออมทรัพย์ และตั๋วสัญญาใช้เงิน (PN)
เงินกู้บาทแทนการกู้เงินตราต่างประเทศ
กระทรวงการคลังได้ลงนามในสัญญาเงินกู้กับธนาคารออมสิน
ซึ่งเป็นการกู้เงินบาททดแทนเงินกู้จากธนาคารโลก เพื่อใช้ในโครงการเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
(DPL) วงเงินรวมทั้งสิ้น ๓,๐๐๐ ล้านบาท
เงินกู้มาเพื่อให้กู้ต่อ
กระทรวงการคลังได้ลงนามในสัญญาเงินกู้กับธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารออมสิน
เพื่อนำไปให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยและการรถไฟแห่งประเทศไทยกู้ต่อวงเงินรวมทั้งสิ้น
๑๒,๗๘๔ ล้านบาท
๑.๑.๒ การก่อหนี้ใหม่ของรัฐวิสาหกิจ (หนี้ในประเทศ) วงเงินรวม ๑๒๘,๔๐๑.๑๒ ล้านบาท
เงินกู้เพื่อลงทุน
รัฐวิสาหกิจ ๒ แห่ง กู้เงินเพื่อลงทุนในโครงการวงเงินรวม ๑๑,๘๐๐ ล้านบาท โดยเป็นหนี้ที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกันทั้งจำนวน ได้แก่
(๑) การไฟฟ้านครหลวงออกพันธบัตร วงเงินรวม ๓,๐๐๐ ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน
เพื่อดำเนินโครงการแผนปรับปรุงและขยายระบบจำหน่ายพลังไฟฟ้า ฉบับที่ ๑๐ (ปี ๒๕๕๑ -
๒๕๕๔) จำนวน ๓๐๐ ล้านบาท และโครงการแผนปรับปรุงและขยายระบบจำหน่ายพลังไฟฟ้า
ฉบับที่ ๑๑ (ปี ๒๕๕๕ - ๒๕๕๙) จำนวน ๒,๗๐๐ ล้านบาท
(๒) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคออกพันธบัตร วงเงินรวม ๘,๘๐๐ ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน
เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้าระยะที่ ๗ ส่วนที่ ๑ จำนวน ๓.๒๘
ล้านบาท โครงการพัฒนาระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้า ระยะที่ ๗ ส่วนที่ ๒ จำนวน ๖๕.๙๒
ล้านบาท โครงการพัฒนาระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้าระยะที่ ๘ ส่วนที่ ๒ จำนวน ๒๖๓.๗๑
ล้านบาท โครงการก่อสร้างและปรับปรุงเสริมระบบจำหน่ายระยะที่ ๗ จำนวน ๑,๔๖๔.๐๕ ล้านบาท โครงการก่อสร้างระบบจำหน่ายด้วยสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะต่าง
ๆ (เกาะมะพร้าว เกาะนาคาใหญ่ จ.ภูเก็ต และเกาะพระทอง จ.พังงา) จำนวน ๒๑.๘๓ ล้านบาท
โครงการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพระบบจำหน่าย จำนวน ๑,๙๔๑
ล้านบาท โครงการก่อสร้างสายส่งเคเบิลใต้น้ำ ๑๑๕ เควี (วงจรที่ ๓) ไปยังเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี
จำนวน ๗๘.๓๘ ล้านบาท โครงการพัฒนาระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้า ระยะที่ ๙ ส่วนที่ ๑
จำนวน ๖๙๖.๔๙ ล้านบาท โครงการพัฒนาระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้า ระยะที่ ๙ ส่วนที่ ๒ จำนวน
๒๓๓.๐๒ ล้านบาท โครงการพัฒนาระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้า ระยะที่ ๙ ส่วนที่ ๓ จำนวน
๕๙๐ ล้านบาท โครงการพัฒนาระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้า ระยะที่ ๙ ส่วนที่ ๔ จำนวน ๕๗๖.๙๔
ล้านบาท โครงการเพิ่มความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้าระยะที่ ๓ จำนวน ๑,๖๘๐.๗๑ ล้านบาท โครงการก่อสร้างระบบจำหน่ายด้วยสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะต่าง
ๆ (เกาะกูด เกาะหมาก จ.ตราด) (ปี ๒๕๕๕ - ๒๕๕๘) จำนวน ๖๑๗.๐๒ ล้านบาท
โครงการก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน ๑๖๘.๑๗
ล้านบาท โครงการพัฒนาการอ่านหน่วยด้วยระบบอัตโนมัติ (Automatic Meter Reading : AMR) สำหรับผู้ใช้ไฟรายใหญ่ ระยะที่ ๒ (ปี ๒๕๕๔ -
๒๕๕๙) จำนวน ๒๐๙.๔๘ ล้านบาท โครงการขยายเขตไฟฟ้าให้บ้านเรือนราษฎรรายใหม่ จำนวน
๑๐๐ ล้านบาท และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบศูนย์สั่งการจ่ายไฟ จำนวน ๙๐ ล้านบาท
เงินกู้เพื่อดำเนินกิจการทั่วไปและอื่น
ๆ รัฐวิสาหกิจ ๔ แห่ง กู้เงินเพื่อดำเนินกิจการทั่วไปและอื่น ๆ
วงเงินรวม ๑๑๖,๖๐๑.๑๒ ล้านบาท โดยเป็นหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน
จำนวน ๑๑๕,๐๐๑.๑๒ ล้านบาท
และหนี้ที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน จำนวน ๑,๖๐๐ ล้านบาท
ได้แก่
(๑) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคออกพันธบัตร วงเงินรวม ๑,๖๐๐ ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ดำเนินงานปกติ โดยกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน
(๒) การรถไฟแห่งประเทศไทยออกพันธบัตร วงเงินรวม ๔,๐๐๐ ล้านบาท และกู้เงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) วงเงิน ๔,๘๖๔ ล้านบาท เพื่อบรรเทาการขาดสภาพคล่องและเพื่อใช้ในการดำเนินงานปกติ
โดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน
(๓) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพออกพันธบัตร จำนวน ๑,๘๙๓.๑๒ ล้านบาท และกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ จำนวน ๑,๐๐๐
ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อเป็นค่าน้ำมัน ค่าเหมาซ่อม (ปีงบประมาณ
๒๕๕๗) จำนวน ๑,๔๕๒.๘๘ ล้านบาท
และเพื่อเป็นค่าดอกเบี้ยที่ครบกำหนดในปีงบประมาณ ๒๕๕๗ จำนวน ๑,๔๔๐.๒๔ ล้านบาท
(๔) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรออกพันธบัตร จำนวน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท และกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ จำนวน ๙๓,๒๔๔
ล้านบาทโดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน แบ่งเป็น ๑.
เงินกู้เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินโครงการที่มีวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลทางการเกษตรตามนโยบายของรัฐบาล
จำนวน ๑๓,๒๔๔ ล้านบาท และ ๒.
เงินกู้เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต
๒๕๕๖/๕๗ จำนวน ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท
๑.๒ แผนการปรับโครงสร้างหนี้ ช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน ๒๕๕๗
ประกอบด้วย
๑.๒.๑ การปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐบาล : ในประเทศ
กระทรวงการคลังได้ปรับโครงสร้างหนี้ในประเทศของรัฐบาล รวมทั้งสิ้น ๓๒๕,๕๔๐.๗๔ ล้านบาท แบ่งเป็นการกู้เงินเพื่อ Roll-over จำนวน
๒๘๘,๕๙๓.๗๔ ล้านบาท และการชำระคืนหนี้เดิมที่มีแผนจะ Roll - over จำนวน ๓๖,๙๔๗ ล้านบาท ดังนี้
หนี้เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณหรือเมื่อมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ จำนวน
๒๐๓,๑๗๐ ล้านบาท
(๑) ตั๋วเงินคลัง
ในปีงบประมาณ ๒๕๕๗ มียอดตั๋วเงินคลังที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดรวม ๑๐๒,๑๓๕ ล้านบาท โดยในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน ๒๕๕๗
กระทรวงการคลังได้ดำเนินการแปลงตั๋วเงินคลังเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการบริหารหนี้
จำนวน ๑๑,๖๓๕ ล้านบาท รวมทั้งได้ดำเนินการ Roll - over ตั๋วเงินคลังในส่วนที่เหลือ
ทำให้ ณ สิ้นเดือนกันยายน ๒๕๕๗
กระทรวงการคลังมีตั๋วเงินคลังคงเหลือเพื่อใช้สำหรับบริหารสภาพคล่องของรัฐบาลในปีงบประมาณถัดไป
จำนวน ๙๐,๕๐๐ ล้านบาท (แบ่งเป็น ๑.
ตั๋วเงินคลังเพื่อใช้ในการบริหารดุลเงินสด จำนวน ๘๐,๐๐๐
ล้านบาท และ ๒. ตั๋วเงินคลังที่กู้มาเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จำนวน ๑๐,๕๐๐ ล้านบาท)
(๒) พันธบัตร
กระทรวงการคลังดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรออมทรัพย์ที่ครบกำหนดไถ่ถอนในช่วง
๖ เดือนหลังของปีงบประมาณ ๒๕๕๗ จำนวน ๑๐๑,๐๓๕ ล้านบาท
โดยมีรายละเอียด ดังนี้
๑) กระทรวงการคลังมีหนี้พันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรรัฐบาล เพื่อการบริหารหนี้ที่ครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่
๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จำนวนรวม ๗ รุ่น วงเงินรวม ๑๒๑,๐๓๕ ล้านบาท
โดยในช่วง ๖ เดือนแรกของปีงบประมาณ ๒๕๕๗ กระทรวงการคลังได้ดำเนินการกู้เงินล่วงหน้า
วงเงิน ๕๘,๐๐๐ ล้านบาท
และฝากไว้ในกองทุนบริหารเงินกู้เพื่อการปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ
และในวันที่ครบกำหนดไถ่ถอนกระทรวงการคลังได้นำเงินดังกล่าวมาชำระหนี้
รวมกับการออกตั๋วสัญญาใช้เงินวงเงิน ๑๓,๐๓๕
ล้านบาทการออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้ (R - bill) วงเงิน ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท
และการกู้เงินระยะสั้น อายุไม่เกิน ๑ เดือน วงเงิน ๑๐,๐๐๐
ล้านบาท และภายหลังกระทรวงการคลังได้ดำเนินการออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้
จำนวน ๓ รุ่น วงเงินรวม ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อนำเงินที่ได้ไปชำระคืนตั๋วสัญญาใช้เงิน
เพื่อการปรับโครงสร้างหนี้ (R - bill) และเงินกู้ระยะสั้นดังกล่าว
๒)
กระทรวงการคลังดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง ปีงบประมาณ
๒๕๕๒ ที่ครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๗ จำนวน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยการกู้เงินล่วงหน้าเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ (Pre - funding) โดยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้
(R-bill) ๓ งวด วงเงินรวม ๒๕,๘๐๐
ล้านบาท และการออกตั๋วสัญญาใช้เงินวงเงิน ๔,๒๐๐ ล้านบาท
เพื่อชำระหนี้ในวันที่ครบกำหนดไถ่ถอน
๓) กระทรวงการคลังดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้ประเภทอัตราดอกเบี้ยลอยตัว
ปีงบประมาณ ๒๕๕๓ ครั้งที่ ๒ ที่ครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๗ จำนวน ๘,๐๐๐ ล้านบาท โดยการกู้เงินระยะสั้น อายุไม่เกิน ๑ เดือน เพื่อชำระหนี้ในวันที่ครบกำหนดไถ่ถอน
และภายหลังได้ดำเนินการออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้วงเงิน ๘,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อนำเงินที่ได้ไปชำระคืนเงินกู้ระยะสั้นดังกล่าว
หนี้เงินกู้เพื่อชดใช้ความเสียหายให้ FIDF ๓ จำนวน ๖๔,๑๒๓.๗๔ ล้านบาท
(๑) กระทรวงการคลังปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรรัฐบาล กรณีพิเศษ ปีงบประมาณ
๒๕๔๗ ครั้งที่ ๒ ที่ครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ วงเงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) วงเงินรวม ๓,๐๐๐ ล้านบาท
รวมกับการใช้เงินจากบัญชีสะสมเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ชดใช้ความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
๒ วงเงิน ๗,๐๐๐ ล้านบาท
และภายหลังกระทรวงการคลังได้นำเงินที่ได้รับจากการโอนสินทรัพย์คงเหลือในบัญชีผลประโยชน์
กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๔๕ (FIDF๓) ไปชำระคืนเงินกู้ตั๋วสัญญาใช้เงินธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ดังกล่าวบางส่วน จำนวน ๒๐๒.๐๓ ล้านบาท
(๒) กระทรวงการคลังปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรออมทรัพย์ ปีงบประมาณ ๒๕๔๗
จำนวน ๒ รุ่น ที่ครบกำหนดไถ่ถอน วงเงินรวม ๕๔,๑๒๓.๗๔ ล้านบาท
โดยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินระยะยาว วงเงิน ๑๘,๔๒๓.๗๔ ล้านบาท
การออกตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้น วงเงิน ๔,๐๐๐ ล้านบาท
รวมกับการใช้เงินจากบัญชีสะสมเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ชดใช้ความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
๒ จำนวน ๑๐,๗๐๐ ล้านบาท
และการใช้เงินทดรองจ่ายจากบัญชีเงินฝากกระทรวงการคลัง จำนวน ๒๑,๐๐๐ ล้านบาท
และภายหลังได้ดำเนินการออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้ จำนวน ๒ รุ่น
วงเงินรวม ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อนำเงินที่ได้ไปชำระคืนหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้น
และเงินทดรองจ่ายจากบัญชีเงินฝากกระทรวงการคลัง ดังกล่าว
หนี้เงินกู้เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จำนวน ๕๘,๒๔๗ ล้านบาท
กระทรวงการคลังดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรออมทรัพย์และสัญญาเงินกู้ระยะยาวที่ครบกำหนดไถ่ถอน
วงเงินรวม ๕๘,๒๔๗ ล้านบาท โดยการกู้เงินเพื่อ Roll - over วงเงิน ๓๙,๐๐๐ ล้านบาท และการชำระคืนหนี้เดิมที่มีแผนจะ Roll - over วงเงิน ๑๙,๒๔๗ ล้านบาท โดยมีรายละเอียด
ดังนี้
(๑)
กระทรวงการคลังดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง ปีงบประมาณ
๒๕๕๒ ที่ครบกำหนดในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๗ วงเงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยการใช้งบชำระหนี้ที่เหลือจ่าย จำนวน ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท การออกตั๋วสัญญาใช้เงิน วงเงิน ๕,๐๐๐
ล้านบาท และการกู้เงินระยะสั้น วงเงิน ๓๔,๐๐๐ ล้านบาท
เพื่อชำระหนี้ในวันที่ครบกำหนดไถ่ถอนและภายหลังได้ดำเนินการออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้
จำนวน ๓ รุ่น วงเงินรวม ๓๔,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อนำเงินที่ได้ไปชำระคืนเงินกู้ระยะสั้นดังกล่าว
(๒)
กระทรวงการคลังมีหนี้เงินกู้ระยะยาวภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
พ.ศ.๒๕๕๒ (เงินกู้ไทยเข้มแข็ง) ปีงบประมาณ ๒๕๕๓ ครั้งที่ ๔/๒ ซึ่งครบกำหนดในวันที่
๒๙ กันยายน ๒๕๕๗ จำนวน ๑๐,๔๗๐ ล้านบาท โดยในวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๖
กระทรวงการคลังได้ใช้งบชำระหนี้ที่เหลือจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖
ชำระคืนหนี้ก่อนครบกำหนดชำระ (Prepayment) จำนวน ๒,๒๒๓ ล้านบาท ทำให้มีหนี้ที่จะต้อง Roll - over ในปีงบประมาณ ๒๕๕๗ จำนวน ๘,๒๔๗ ล้านบาท ซึ่งในช่วงปลายเดือนกันยายน ๒๕๕๗ กระทรวงการคลังได้ใช้งบชำระหนี้ที่เหลือจ่ายประจำปีงบประมาณ
พ.ศ. ๒๕๕๗ ไปชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว
๑.๒.๒ การปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐวิสาหกิจ : หนี้ในประเทศ
รัฐวิสาหกิจ จำนวน ๕ แห่ง ได้ปรับโครงสร้างหนี้ วงเงินรวม ๕๒,๔๘๓.๒๔ ล้านบาท โดยเป็นการกู้เงินเพื่อ Refinance และ
Roll - over จำนวน
๕๒,๑๘๓.๙๖ ล้านบาท (กระทรวงการคลังค้ำประกันทั้งหมด)
และการชำระคืนหนี้เดิมที่มีแผนจะ Roll - over จำนวน ๒๙๙.๒๘ ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้
(๑) การเคหะแห่งชาติกู้เงินจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) วงเงิน ๓,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อ Roll - over พันธบัตรและหนี้เงินกู้ที่ครบกำหนดชำระ
(๒) การทางพิเศษแห่งประเทศไทยออกพันธบัตร วงเงิน ๓,๖๐๐ ล้านบาท เพื่อชำระคืนเงินทดรองจ่ายที่ใช้ชำระคืนหนี้ที่ครบกำหนดในช่วง
๖ เดือนแรกของปีงบประมาณ จำนวน ๑,๙๐๐ ล้านบาท และ Roll - over พันธบัตรที่ครบกำหนดชำระ
จำนวน ๑,๗๐๐ ล้านบาท นอกจากนี้ได้ใช้เงินรายได้ จำนวน ๒๐๐
ล้านบาท ชำระคืนหนี้ในวันที่ครบกำหนดชำระ
(๓) การรถไฟแห่งประเทศไทยออกพันธบัตร วงเงิน ๓,๑๙๐ ล้านบาท กู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ วงเงิน ๓,๘๘๗.๐๘
ล้านบาท และกู้เงินระยะสั้น วงเงิน ๘,๗๐๐ ล้านบาท เพื่อ Roll - over หนี้เงินกู้ที่ครบกำหนดชำระ
และใช้เงินรายได้ จำนวน ๙๙.๒๘ ล้านบาท ชำระคืนหนี้ในวันที่ครบกำหนดชำระ
และภายหลังได้ดำเนินการออกพันธบัตร จำนวน ๒ รุ่น วงเงินรวม ๘,๗๐๐ ล้านบาท เพื่อนำเงินที่ได้ไปชำระคืนหนี้เงินกู้ระยะสั้นดังกล่าว
(๔) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพออกพันธบัตร วงเงินรวม ๙,๘๐๖.๘๘ ล้านบาท เพื่อ Refinance และ Roll-over พันธบัตรและหนี้เงินกู้ที่ครบกำหนดชำระ
(๕) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ วงเงินรวม
๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อ Roll - over หนี้เงินกู้ที่ครบกำหนดชำระ
๑.๓ แผนการบริหารความเสี่ยง ช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน ๒๕๕๗
ประกอบด้วย
๑.๓.๑ การบริหารความเสี่ยงหนี้ของรัฐบาล วงเงินรวม ๓,๖๑๙ ล้านบาท ประกอบด้วย
หนี้ในประเทศ
(๑)
กระทรวงการคลังชำระคืนหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้ของเงินกู้ไทยเข้มแข็ง
ปีงบประมาณ ๒๕๕๗ ครั้งที่ ๑ ก่อนครบกำหนดชำระ โดยใช้งบชำระหนี้ที่เหลือจ่าย ประจำปีงบประมาณ
พ.ศ. ๒๕๕๗ จำนวน ๓,๖๑๙ ล้านบาท ทำให้สามารถลดภาระดอกเบี้ยได้ ๔๐๓.๘๙
ล้านบาท
๑.๓.๒ การบริหารความเสี่ยงหนี้ของรัฐวิสาหกิจ วงเงินรวม ๓๔,๕๔๒.๔๐ ล้านบาท ประกอบด้วย
หนี้ในประเทศ
(๑) การเคหะแห่งชาติใช้เงินรายได้ชำระคืนหนี้เงินกู้ก่อนครบกำหนดชำระวงเงิน
๕๐๐ ล้านบาท ทำให้สามารถลดภาระดอกเบี้ยได้ ๐.๙๑ ล้านบาท
(๒)
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรใช้เงินที่ได้รับจากการระบายข้าวชำระคืนหนี้เงินกู้ของโครงการรับจำนำผลิตผลทางการเกษตร
ปีการผลิต ๒๕๕๑/๒๕๕๒ ก่อนครบกำหนดชำระ วงเงินรวม ๕,๖๖๓.๔๐ ล้านบาท
ทำให้สามารถลดภาระดอกเบี้ยได้ ๔๖๔.๒๒ ล้านบาท
(๓) บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด
ใช้เงินรายได้และเงินค่าใช้จ่ายในการปรับเปลี่ยนพื้นที่ศาลฎีกาที่ได้รับคืนจากสำนักงานศาลยุติธรรม
มาชำระคืนหนี้เงินกู้ก่อนครบกำหนดชำระ จำนวนรวม ๗๐๐ ล้านบาท
ทำให้สามารถลดภาระดอกเบี้ยได้ ๘.๑๕ ล้านบาท
หนี้ต่างประเทศ
กระทรวงการคลังบริหารความเสี่ยงหนี้เงินกู้สกุลเงินเยนที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยกู้จาก
JICA โดยการแปลงหนี้จากสกุลเงินเยนเป็นสกุลเงินบาท วงเงินรวม ๘๗,๙๑๘.๕๐ ล้านเยน หรือเทียบเท่า ๒๗,๖๗๙ ล้านบาท
ทำให้สามารถประหยัดต้นทุนตลอดอายุสัญญาทุกสัญญารวมกันได้ ๔,๙๙๗
ล้านบาท
๑.๔ แผนการบริหารหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ไม่ต้องขออนุมัติคณะรัฐมนตรีภายใต้กรอบแผนฯ
วงเงินรวม ๒๔,๗๕๗.๒๔ ล้านบาท ประกอบด้วย
๑.๔.๑ การก่อหนี้ใหม่ วงเงินรวม ๒๔,๗๕๗.๒๔ ล้านบาท
เงินกู้ของรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทมหาชนจำกัด
(๑) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กู้เงิน วงเงินรวม ๑๑,๗๕๗.๒๔ ล้านบาท แบ่งเป็น ๑. การกู้เงินต่างประเทศ วงเงิน ๓๑๔.๗๕
ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่า ๙,๗๕๗.๒๔ ล้านบาท
เพื่อชำระค่าจัดซื้อเครื่องบินแอร์บัส B๗๗๗ - ๓๐๐ER ลำที่ ๒ วงเงิน ๔,๘๗๔.๒๙ ล้านบาท และลำที่ ๓ วงเงิน
๔,๘๘๒.๙๕ ล้านบาท และ ๒.
การกู้เงินในประเทศเพื่อดำเนินกิจการทั่วไปวงเงิน ๒,๐๐๐
ล้านบาท
เงินกู้ระยะสั้นเพื่อเสริมสภาพคล่องในรูป
Credit Line
รัฐวิสาหกิจ จำนวน ๒ แห่ง กู้เงินระยะสั้นในรูป Credit Line วงเงินรวม ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท
แบ่งเป็น ๑. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย วงเงิน ๑๐,๐๐๐
ล้านบาท และ ๒. บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) วงเงิน ๓,๐๐๐
ล้านบาท
๒. สรุปผลการดำเนินการตามแผนการบริหารหนี้สาธารณะ
ในช่วง ๖ เดือนหลังของปีงบประมาณ ๒๕๕๗
๒.๑ จากผลการดำเนินงานที่กล่าวมาแล้ว ในช่วงระยะเวลา ๖
เดือนหลังของปีงบประมาณ ๒๕๕๗ (เมษายน - กันยายน ๒๕๕๗)
กระทรวงการคลังและรัฐวิสาหกิจได้ดำเนินการบริหารและจัดการหนี้สาธารณะตามกรอบแผนการบริหารหนี้สาธารณะ
ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๗ เป็นจำนวนทั้งสิ้น ๖๘๐,๒๑๐.๕๐ ล้านบาท
โดยมีความก้าวหน้า คิดเป็นร้อยละ ๕๑.๙๒ ของแผนการบริหารหนี้สาธารณะทั้งปี
๒.๒
ผลการกู้เงินและบริหารจัดการหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขออนุมัติคณะรัฐมนตรีภายใต้กรอบแผนการบริหารหนี้สาธารณะ
ในช่วง ๖ เดือนหลังของปีงบประมาณ ๒๕๕๗ รัฐวิสาหกิจได้กู้เงินและบริหารหนี้รวมทั้งสิ้น
๒๔,๗๕๗.๒๔ ล้านบาท
๒.๓ จากการดำเนินการตามข้อ ๒.๑ - ๒.๒
กระทรวงการคลังและรัฐวิสาหกิจได้กู้เงินและบริหารหนี้รวมทั้งสิ้น ๗๐๔,๙๖๗.๗๔ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๕๓.๘๑ ของแผนการบริหารหนี้สาธารณะทั้งปี
โดยแบ่งเป็น (๑) หนี้ของรัฐบาล จำนวน ๔๖๔,๖๘๓.๗๔ ล้านบาท (๒)
หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน จำนวน ๔๕,๓๑๙.๙๒
ล้านบาท และ (๓) หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน จำนวน ๑๙๔,๘๖๔.๐๘ ล้านบาท
ผลของการบริหารหนี้ที่ได้ดำเนินการทั้งในส่วนของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ
(รายละเอียดปรากฏตามข้อ ๑.๒ และข้อ ๑.๓) วงเงินรวมทั้งสิ้น ๔๑๖,๑๘๕.๓๘ ล้านบาท นั้น สามารถลดยอดหนี้ได้ทั้งสิ้น ๔๗,๙๓๐.๗๑
ล้านบาท รวมทั้งประหยัดดอกเบี้ยได้ทั้งสิ้น จำนวน ๕,๘๗๔.๑๗
ล้านบาท (รายละเอียดปรากฏตามข้อ ๑.๒.๑ ข้อ ๑.๒.๒ ข้อ ๑.๓.๑ และข้อ ๑.๓.๒)
ประกาศ
ณ วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๗
พงษ์ภาณุ
เศวตรุนทร์
รองปลัดกระทรวงการคลัง
หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน
ปฏิบัติราชการแทน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
หมายเหตุ : FIDF หมายถึง กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
FIDF๑ หมายถึง
พันธบัตรที่ออกภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งรวมทั้งเงินกู้หรือตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีอายุไม่เกิน ๑ ปี
FIDF๓ หมายถึง
พันธบัตรที่ออกภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
ระยะที่สอง พ.ศ. ๒๕๔๕
Refinance หมายถึง การกู้เงินจากแหล่งใหม่เพื่อนำไปใช้คืนแหล่งเงินกู้เดิม
ซึ่งเป็นการลดต้นทุนการกู้เงิน
Roll-over หมายถึง การกู้เงินใหม่เพื่อนำไปชำระเงินกู้ที่ครบกำหนดชำระ
เพื่อให้เงินกู้ดังกล่าวมีระยะเงินกู้สอดคล้องกับระยะคืนทุน
Swap หมายถึง การแปลงหนี้ที่นิยมดำเนินการมี
๒ วิธี คือ การแปลงสกุลเงิน เช่น การแปลงหนี้สกุลเงินเยนเป็นเงินบาท
และการแปลงอัตราดอกเบี้ย เช่น
การแปลงอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัวเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่
ปริยานุช/ผู้จัดทำ
๑ ธันวาคม ๒๕๕๗
ภีราพร/ผู้ตรวจ
๑๑ ธันวาคม
๒๕๕๗
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๓๑/ตอนพิเศษ ๒๔๒ ง/หน้า ๒/๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๗