พระราชบัญญัติ
เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง
พ.ศ. ๒๕๓๘
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๘
เป็นปีที่ ๕๐ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา
ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ.
๒๕๓๘
มาตรา ๒[๑]
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ เป็นต้นไป
มาตรา ๓[๒]
ในพระราชบัญญัตินี้
ข้าราชการ หมายความว่า
ข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการประเภทต่าง ๆ
เว้นแต่ข้าราชการตุลาการและดะโต๊ะยุติธรรมตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม
คณะกรรมการบริหารงานบุคคล หมายความว่า
คณะกรรมการข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการประเภทต่าง ๆ เว้นแต่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมและคณะกรรมการอัยการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ[๓]
มาตรา ๔ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
คณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ
มาตรา ๕[๔] ให้มีคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติคณะหนึ่งเรียกโดยย่อว่า
กงช. ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน
ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงแรงงาน* ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการสถิติแห่งชาติ
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้แทนคณะกรรมการข้าราชการทหาร
ผู้แทนคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ผู้แทนคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย
และผู้แทนคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภา คณะละหนึ่งคน
และบุคคลซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ทางด้านการบริหารในภาครัฐหรือเอกชนและมีความรู้ความสามารถ
และประสบการณ์ด้านระบบเศรษฐกิจ เงินเดือนและค่าจ้าง จำนวนห้าคน เป็นกรรมการ
ให้เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเป็นกรรมการและเลขานุการ
และอธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
มาตรา ๖
กรรมการซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา ๕ ให้อยู่ในตำแหน่งได้คราวละสองปี
ถ้าตำแหน่งกรรมการว่างลงก่อนกำหนดและยังมีกรรมการดังกล่าวเหลืออยู่อีกไม่น้อยกว่าสามคน
ให้กรรมการที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้
เมื่อตำแหน่งกรรมการว่างลงก่อนกำหนด
ให้ดำเนินการแต่งตั้งกรรมการแทนภายในสามสิบวัน เว้นแต่วาระของกรรมการเหลือไม่ถึงเก้าสิบวันจะไม่แต่งตั้งกรรมการแทนก็ได้
ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการแทนนั้น
ให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาของผู้ซึ่งตนแทน
กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่ง
นายกรัฐมนตรีจะแต่งตั้งให้เป็นกรรมการอีกก็ได้
ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ
แต่ยังมิได้แต่งตั้งกรรมการใหม่ ให้กรรมการนั้นปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนจนกว่าจะแต่งตั้งกรรมการใหม่
มาตรา ๗
นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา ๕
พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๔) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๕) เป็นบุคคลล้มละลาย
มาตรา ๘ กงช. มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) เสนอแนะและให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับเงินเดือน
ค่าจ้าง เงินประจำตำแหน่ง สวัสดิการ และประโยชน์เกื้อกูลอื่นของข้าราชการ ทหารกองประจำการ
นักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม และลูกจ้างของส่วนราชการ
(๒) ปฏิบัติการตามมาตรา ๑๓
(๓) ปฏิบัติการอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย
การดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ กงช. อาจขอให้หน่วยราชการ
รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท หรือบุคคลใด ๆ
จัดส่งเอกสารหลักฐานหรือมาชี้แจงแสดงความคิดเห็นได้
มาตรา ๙ การประชุม
กงช. ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด
จึงจะเป็นองค์ประชุม
ในการประชุม กงช. ถ้าประธานไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธาน
การวินิจฉัยชี้ขาดให้ถือเสียงข้างมาก
ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน
ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา ๑๐ กงช.
มีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการตามที่ กงช. มอบหมาย
ให้นำมาตรา ๙ มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะอนุกรรมการโดยอนุโลม
อัตราเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง
มาตรา ๑๑[๕] อัตราเงินเดือนข้าราชการทหาร
ทหารกองประจำการ นักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง
และอัตราตำแหน่งและเงินเดือนข้าราชการการเมือง
ให้เป็นไปตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๑๒[๖] อัตราเงินประจำตำแหน่งและการรับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย
ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย
ในสถาบันการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ
ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง และข้าราชการการเมือง
ให้เป็นไปตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้
ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย
ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ในสถาบันการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
ข้าราชการทหาร และข้าราชการตำรวจประเภทใด ตำแหน่งใด
จะได้รับเงินประจำตำแหน่งท้ายพระราชบัญญัตินี้ในอัตราใด
ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
เงินประจำตำแหน่งไม่ถือเป็นเงินเดือน
มาตรา ๑๓ ในแต่ละปีให้คณะกรรมการบริหารงานบุคคลและกระทรวงการคลังเสนอข้อมูลและความคิดเห็นเกี่ยวกับเงินเดือน
ค่าจ้าง เงินประจำตำแหน่ง และสภาพการณ์เกี่ยวกับสวัสดิการ ความเป็นอยู่ประโยชน์เกื้อกูลต่าง
ๆ ของข้าราชการ ทหารกองประจำการ นักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม
และลูกจ้างของส่วนราชการที่อยู่ในการกำกับดูแลไปยัง กงช.
ให้ กงช. นำข้อมูลและความคิดเห็นที่ได้รับตามวรรคหนึ่งมาประกอบการพิจารณาทบทวนเกี่ยวกับอัตราเงินเดือน
ค่าจ้าง เงินประจำตำแหน่ง สวัสดิการ และประโยชน์เกื้อกูลต่าง ๆ ของข้าราชการ
ทหารกองประจำการ นักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม และลูกจ้างของส่วนราชการ เพื่อปรับปรุงให้เหมาะสมเป็นธรรม
ได้มาตรฐาน และไม่เหลื่อมล้ำกัน โดยคำนึงถึงค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงไป
ค่าตอบแทนในภาคเอกชน ฐานะการคลังของประเทศ
ความแตกต่างระหว่างรายได้ของข้าราชการระดับต่าง ๆ
ในประเภทเดียวกันและต่างประเภทกัน และปัจจัยอื่นที่จำเป็น ถ้า กงช. เห็นสมควรให้มีการปรับให้เสนอผลการพิจารณาต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป
มาตรา ๑๔
ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นว่าสมควรปรับอัตราเงินเดือนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
ถ้าการปรับอัตราเงินเดือนดังกล่าวเป็นการปรับเพิ่มเป็นร้อยละเท่ากันทุกอัตรา
สำหรับข้าราชการทุกประเภทและไม่เกินร้อยละสิบของอัตราที่ใช้บังคับอยู่
เมื่อได้รับอนุมัติงบประมาณรายจ่ายจากรัฐสภาเพื่อการนั้นแล้ว
การปรับให้กระทำโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
และให้ถือว่าบัญชีอัตราเงินเดือนท้ายพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว
เป็นบัญชีอัตราเงินเดือนท้ายพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ในกรณีที่การปรับเป็นร้อยละเท่ากันทุกอัตราดังกล่าว
หากทำให้อัตราหนึ่งอัตราใดมีเศษไม่ถึงสิบบาท
ให้ปรับตัวเลขเงินเดือนของอัตราดังกล่าวให้เพิ่มขึ้นเป็นสิบบาท และ
มิให้ถือว่าเป็นการปรับอัตราร้อยละที่แตกต่างกัน
มาตรา ๑๕ การปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการ
ทหารกองประจำการ และนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหมให้เข้าอันดับและขั้น
ระดับและชั้น ระดับและขั้นหรือชั้นและขั้น แล้วแต่กรณี
ตามบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการตามมาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๔
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
และให้มีผลเป็นการแก้ไขขั้นหรือชั้นเงินเดือนข้าราชการ ทหารกองประจำการ
และนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหมที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง กฎ ก.พ.
ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติคณะรัฐมนตรี มติ ก.พ. และข้อกำหนด
ซึ่งออกตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการประเภทนั้น ๆ หรือตามกฎหมายอื่นตามไปด้วย
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๑๖ เพื่อประโยชน์ในการบรรจุบุคคลซึ่งเคยเป็นข้าราชการและออกจากราชการไปก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
กลับเข้ารับราชการ ให้ปรับอัตราเงินเดือนที่ผู้นั้นได้รับอยู่ก่อนออกจากราชการให้เข้าอันดับและขั้น
ระดับและชั้น ระดับและขั้น หรือชั้นและขั้น แล้วแต่กรณี ตามบัญชีอัตราเงินเดือนท้ายพระราชบัญญัตินี้
หรือตามบัญชีอัตราเงินเดือนท้ายพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในมาตรา ๑๔ แล้วแต่กรณี
ที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่กลับเข้ารับราชการ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
ในระหว่างที่บุคคลตามวรรคหนึ่งออกจากราชการ ถ้ามีกฎหมายกำหนดให้ปรับอัตราเงินเดือนของข้าราชการประเภทเดียวกันกับผู้นั้นมาก่อนการปรับอัตราเงินเดือนตามพระราชบัญญัตินี้
ให้ปรับเงินเดือนที่ผู้นั้นได้รับอยู่ก่อนออกจากราชการตามกฎหมายนั้น ๆ เสียก่อน
แล้วจึงปรับเงินเดือนตามวรรคหนึ่ง
ในกรณีที่ไม่สามารถปรับเงินเดือนของผู้ที่กลับเข้ารับราชการตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง
ให้คณะกรรมการบริหารงานบุคคลที่เกี่ยวข้อง
เป็นผู้พิจารณาว่าผู้นั้นสมควรได้รับบรรจุในอันดับและขั้น ระดับและชั้น
ระดับและขั้น หรือชั้นและขั้นใดเป็นการเฉพาะราย
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ชวน หลีกภัย
นายกรัฐมนตรี
[เอกสารแนบท้าย]
๑.
บัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการพลเรือน
๒.
บัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการทหาร ทหารกองประจำการ
และนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม
๓.
บัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการตำรวจ
๔.
บัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการตุลาการ (ยกเลิก)[๗]
๕.
บัญชีอัตราเงินเดือนดะโต๊ะยุติธรรม (ยกเลิก)[๘]
๖.
บัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการ (ยกเลิก)[๙]
๗.
บัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง
๘.
บัญชีอัตราตำแหน่งและเงินเดือนข้าราชการการเมือง
๙.
บัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งข้าราชการพลเรือน
๑๐.
บัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย
๑๑.
บัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครู
๑๒.
บัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งผู้บริหารในมหาวิทยาลัยของรัฐ
๑๓.
บัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งผู้บริหารสถาบันการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
๑๔.
บัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งข้าราชการทหาร
๑๕.
บัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งข้าราชการตำรวจ
๑๖.
บัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งสาขาวิชาชีพที่ขาดแคลน
๑๗.
บัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งข้าราชการตุลาการ (ยกเลิก)[๑๐]
๑๘. บัญชีเงินประจำตำแหน่งดะโต๊ะยุติธรรม (ยกเลิก)[๑๑]
๑๙.
บัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งข้าราชการอัยการ (ยกเลิก)[๑๒]
๒๐.
บัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง
๒๑.
บัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งข้าราชการการเมือง
(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
เนื่องจากปัจจุบันอัตราเงินเดือน อัตราเงินประจำตำแหน่ง และเงินอื่นในลักษณะเดียวกันของข้าราชการประเภทต่าง
ๆ ได้กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการแต่ละประเภท
ทำให้ขาดเอกภาพในการพิจารณา และเกิดความเหลื่อมล้ำในการปรับปรุงอัตราเงินเดือน
เงินประจำตำแหน่ง และเงินอื่นในลักษณะเดียวกันอยู่เสมอ สมควรนำมากำหนดรวมไว้ในกฎหมายฉบับเดียวกัน
และกำหนดให้มีองค์กรคณะหนึ่งเสนอนโยบายต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการปรับปรุงเรื่องดังกล่าวเพื่อให้เกิดความเหมาะสม
เป็นธรรม ได้มาตรฐาน และไม่เหลื่อมล้ำกัน
ประกอบกับปัจจุบันค่าครองชีพในประเทศได้เพิ่มสูงขึ้นมาก สมควรปรับปรุงอัตราเงินเดือนอัตราเงินประจำตำแหน่งและเงินอื่นในลักษณะเดียวกันที่ข้าราชการได้รับอยู่ให้เหมาะสมด้วย
จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
พระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓[๑๓]
附則
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๗ ให้ยกเลิกบัญชีอัตราเงินเงินเดือนข้าราชการตุลาการ
บัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่ง ข้าราชการตุลาการ บัญชีอัตราเงินเดือนดะโต๊ะยุติธรรม
และบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งดะโต๊ะยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง
พ.ศ. ๒๕๓๘
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๒๕๓
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติว่า เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง
และประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้พิพากษาและตุลาการให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งนี้ จะนำระบบบัญชีเงินเดือนหรือเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนมาใช้บังคับมิได้
ประกอบกับปัจจุบันก็ได้มีการตรากฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมกำหนดเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการตุลาการขึ้นใช้บังคับแล้ว
อีกทั้งได้มีการตรากฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรมเพื่อให้เป็นไปตามมาตรา
๒๗๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ที่บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ
ซึ่งได้มีการกำหนดเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการศาลยุติธรรมซึ่งเป็นข้าราชการในสำนักงานศาลยุติธรรมไว้แล้ว
ดังนั้น เพื่อเป็นการรองรับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายที่ได้ตราขึ้นตามมาตรา
๒๗๕ ดังกล่าว
สมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งเพื่อให้สอดคล้องกัน
จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
พระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง
(ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๔๔[๑๔]
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๗ ให้ยกเลิกบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการ
และบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งข้าราชการอัยการท้ายพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง
พ.ศ. ๒๕๓๘
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
เนื่องจากได้มีการตรากฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งข้าราชการอัยการขึ้น
สมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งเพื่อให้สอดคล้องกัน
จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
*พระราชกฤษฎีกาแก้ไขบทบัญญัติให้สอดคล้องกับการโอนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง
ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ พ.ศ. ๒๕๔๕[๑๕]
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๕๓ ในพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง
พ.ศ. ๒๕๓๘ ให้แก้ไขคำว่า ปลัดกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เป็น ปลัดกระทรวงแรงงาน
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ
โดยที่พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้บัญญัติให้จัดตั้งส่วนราชการขึ้นใหม่โดยมีภารกิจใหม่
ซึ่งได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง
ทบวง กรม นั้นแล้ว
และเนื่องจากพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติให้โอนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการ
รัฐมนตรีผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในส่วนราชการเดิมมาเป็นของส่วนราชการใหม่
โดยให้มีการแก้ไขบทบัญญัติต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ที่โอนไปด้วย ฉะนั้น เพื่ออนุวัติให้เป็นไปตามหลักการที่ปรากฏในพระราชบัญญัติและพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว
จึงสมควรแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายให้สอดคล้องกับการโอนส่วนราชการ
เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องมีความชัดเจนในการใช้กฎหมายโดยไม่ต้องไปค้นหาในกฎหมายโอนอำนาจหน้าที่ว่าตามกฎหมายใดได้มีการโอนภารกิจของส่วนราชการหรือผู้รับผิดชอบตามกฎหมายนั้นไปเป็นของหน่วยงานใดหรือผู้ใดแล้ว
โดยแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายให้มีการเปลี่ยนชื่อส่วนราชการ รัฐมนตรี
ผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการให้ตรงกับการโอนอำนาจหน้าที่
และเพิ่มผู้แทนส่วนราชการในคณะกรรมการให้ตรงตามภารกิจที่มีการตัดโอนจากส่วนราชการเดิมมาเป็นของส่วนราชการใหม่
รวมทั้งตัดส่วนราชการเดิมที่มีการยุบเลิกแล้วซึ่งเป็น
การแก้ไขให้ตรงตามพระราชบัญญัติและพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง
(ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๔๗[๑๖]
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
เนื่องจากได้มีการตรากฎหมายว่าด้วยเงินเดือน เงินวิทยฐานะ
และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาขึ้น
สมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งเพื่อให้สอดคล้องกัน
จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
พระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง
(ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๕๑[๑๗]
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา
๕
มิให้นำบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการพลเรือน และบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งข้าราชการพลเรือนท้ายพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง
พ.ศ. ๒๕๓๘ มาใช้บังคับแก่ข้าราชการพลเรือนตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน
พ.ศ. ๒๕๕๑
มาตรา
๖
ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน
พ.ศ. ๒๕๕๑
ได้กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินเดือนตามตำแหน่งในแต่ละประเภทตามที่กำหนดไว้ในบัญชีเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของข้าราชการพลเรือนสามัญท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว
และกำหนดให้ข้าราชการพลเรือนสามัญได้รับเงินประจำตำแหน่งตามบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่
ก.พ. กำหนด ดังนั้น
เพื่อเป็นการรองรับบทบัญญัติของกฎหมายที่ได้ตราขึ้นใช้บังคับโดยเฉพาะแล้ว
สมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๓๘
เพื่อให้สอดคล้องกัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
วสุ
สรรกำเนิด/ผู้จัดทำ
๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๑
วิภา/ปรับปรุง
๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๓
ภิรมย์พร/ตรวจ
๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๓
[๑] ราชกิจจานุเบกษา/เล่ม
๑๑๒/ตอนที่ ๑ ก/หน้า ๑/๑ มกราคม ๒๕๓๘
[๒] มาตรา
๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง (ฉบับที่
๒)
พ.ศ.
๒๕๔๓
[๓]
มาตรา ๓ นิยามคำว่า คณะกรรมการบริหารงานบุคคล
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.
๒๕๔๗
[๔]
มาตรา ๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง (ฉบับที่ ๔)
พ.ศ. ๒๕๔๗
[๕] มาตรา
๑๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.
๒๕๕๑
[๖]
มาตรา ๑๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง (ฉบับที่ ๕)
พ.ศ. ๒๕๕๑
[๗] บัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการตุลาการ
ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๘] บัญชีอัตราเงินเดือนดะโต๊ะยุติธรรม ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๙] บัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการ ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง
(ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๑๐] บัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งข้าราชการตุลาการ ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๑๑] บัญชีเงินประจำตำแหน่งดะโต๊ะยุติธรรม
ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๑๒] บัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งข้าราชการอัยการ ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง
(ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๓
[๑๓] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๗/ตอนที่ ๔๔ ก/หน้า
๔๖/๑๘ พฤษภาคม ๒๕๔๓
[๑๔]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๘/ตอนที่ ๑๑๒ ก/หน้า ๕/๔ ธันวาคม ๒๕๔๔
[๑๕]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙/ตอนที่ ๑๐๒ ก/หน้า ๖๖/๘ ตุลาคม ๒๕๔๕
[๑๖]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๑/ตอนพิเศษ ๗๙ ก/หน้า ๗๘/๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๗
[๑๗] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๒๕/ตอนที่ ๒๒ ก/หน้า ๕๕/๒๕ มกราคม ๒๕๕๑
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).