มาตรา ๔๖
ข้าราชการตำรวจออกจากราชการ เมื่อ
(๑) ตาย
(๒) พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
(๓) ได้รับอนุญาตให้ลาออกตามมาตรา ๔๙
(๔) ถูกสั่งให้ออกตามมาตรา ๓๔ มาตรา ๔๘ มาตรา ๕๐ มาตรา ๕๑ มาตรา
๕๒ หรือมาตรา ๕๓
(๕) ถูกสั่งลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกตามกฎหมายว่าด้วยวินัยตำรวจ
วันออกจากราชการตาม (๔) และ (๕) ให้เป็นไปตามระเบียบที่ ก.ตร. กำหนด
มาตรา ๔๗
การออกจากราชการของข้าราชการตำรวจ เฉพาะผู้ที่ต้องรับราชการ
ตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร ให้เป็นไปตามกฎหมายนั้น
มาตรา ๔๘
ผู้ได้รับบรรจุเข้าเป็นข้าราชการตำรวจผู้ใด หากภายหลังปรากฏว่า
ขาดคุณสมบัติทั่วไปตามมาตรา ๔๑
หรือขาดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งตามมาตรา ๒๐
ตั้งแต่ก่อนได้รับการบรรจุให้ผู้สั่งบรรจุตามมาตรา ๒๒
สั่งให้ออกจากราชการ แต่ทั้งนี้ไม่กระทบ
กระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่และการรับเงินเดือนหรือผลประโยชน์อื่น
ใดที่รับจากทางราชการก่อนมีคำสั่งให้ออกนั้น
และถ้าการเข้ารับราชการเป็นไปโดยสุจริตแล้ว ให้
ถือว่าเป็นการสั่งให้ออกเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญ
ข้าราชการ
มาตรา ๔๙
ข้าราชการตำรวจผู้ใดประสงค์จะลาออกจากราชการให้ยื่นหนังสือ
ขอลาออกต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่ง
ถ้าเป็นข้าราชการตำรวจตำแหน่งตั้งแต่ผู้บังคับการ
หรือเทียบผู้บังคับการลงมา
ให้อธิบดีหรือผู้บังคับบัญชาซึ่งอธิบดีมอบหมายเป็นผู้พิจารณาและ
สั่งอนุญาตให้ออกจากราชการ
แต่ถ้าเป็นข้าราชการตำรวจตำแหน่งตั้งแต่ผู้ช่วยผู้บัญชาการหรือ
เทียบผู้ช่วยผู้บัญชาการขึ้นไป
ให้รัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณาและสั่งอนุญาตให้ออกจากราชการ
ในกรณีที่ข้าราชการตำรวจขอลาออกเพื่อดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเพื่อ
สมัครรับเลือกตั้ง
ให้การลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ผู้นั้นขอลาออก
นอกจากกรณีตามวรรคสอง ถ้าอธิบดีหรือผู้บังคับบัญชาซึ่งอธิบดีมอบหมาย หรือ
รัฐมนตรีแล้วแต่กรณี เห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ราชการ
จะยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกไว้เป็น
เวลาไม่เกินสามเดือนนับแต่วันขอลาออกก็ได้
มาตรา ๕๐ ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๒๖
มีอำนาจสั่งให้ข้าราชการตำรวจออกจาก
ราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้
แต่ในการสั่งให้
ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน นอกจากให้ทำได้ในกรณีที่ระบุไว้ในมาตรา
อื่นแห่งพระราชบัญญัตินี้
หรือในกฎหมายว่าด้วยวินัยตำรวจหรือกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญ
ข้าราชการแล้ว ให้ทำได้ในกรณีต่อไปนี้ด้วย คือ
(๑) เมื่อข้าราชการตำรวจผู้ใดเจ็บป่วยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ราชการของตนได้โดย
สม่ำเสมอ ถ้าผู้มีอำนาจดังกล่าวเห็นสมควรให้ออกจากราชการแล้ว
ให้สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการ
ได้
(๒) เมื่อข้าราชการตำรวจผู้ใดสมัครไปปฏิบัติงานใด ๆ ตามความประสงค์ของ
ทางราชการ ให้ผู้มีอำนาจดังกล่าวสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการ
(๓) เมื่อข้าราชการตำรวจผู้ใดขาดคุณสมบัติทั่วไปตามมาตรา ๔๑ (๑) (๔)
หรือ (๕) ให้ผู้มีอำนาจดังกล่าวสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการ
มาตรา ๕๑
เมื่อข้าราชการตำรวจผู้ใดหย่อนความสามารถด้วยเหตุใด ในอันที่จะ
ปฏิบัติหน้าที่ราชการของตนหรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือบกพร่อง
ในหน้าที่ด้วยเหตุใด และถ้าผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ตำแหน่งผู้กำกับการหรือเทียบผู้กำกับการขึ้นไป
เห็นว่า
ถ้าให้ผู้นั้นรับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ ก็ให้มีอำนาจแต่งตั้งคณะ
กรรมการขึ้นทำการสอบสวนโดยไม่ชักช้า
ในการสอบสวนนี้จะต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยาน
หลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยจะระบุหรือไม่ระบุชื่อพยานก็ได้
และต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงและนำพยานหลักฐานเข้าสืบแก้ข้อกล่าวหาด้วย
เมื่อได้มีการ
สอบสวนแล้ว
ถ้าคณะกรรมการหรือผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาเห็นว่าสมควรให้ออกจาก
ราชการ ก็ให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเสนอเรื่องตามลำดับจนถึงผู้มีอำนาจตามมาตรา
๒๖ ใน
กรณีที่ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๒๖
พิจารณาเห็นว่าสมควรให้ออกจากราชการ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาเป็น
ข้าราชการตำรวจตั้งแต่ชั้นประทวนลงมา
ก็ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๒๖ สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนได้
แต่ถ้าผู้ถูกกล่าวหาเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ก็ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๒๖
ส่งเรื่องให้อนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนพิจารณา
ในกรณีที่อนุกรรมการสามัญประจำกระทรวงมีมติให้ผู้นั้นออกจากราชการ ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา
๒๖ สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนได้
มาตรา ๕๒
เมื่อข้าราชการตำรวจผู้ใดถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
และได้มีการสอบสวนตามกฎหมายว่าด้วยวินัยตำรวจแล้วการสอบสวนไม่ได้ความว่ากระทำผิดที่
จะถูกลงโทษให้ออก ปลดออกหรือไล่ออก
แต่มีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนนั้น ซึ่ง
จะให้รับราชการต่อไปอาจจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ
ก็ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๒๖ สั่งให้ออก
จากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนได้ ทั้งนี้
ให้นำมาตรา ๕๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๕๓ เมื่อข้าราชการตำรวจผู้ใดต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด
ให้จำคุกในความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ
ซึ่งยังไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษ
ให้ออก ปลดออก หรือไล่ออก ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๒๖
จะสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการเพื่อรับ
บำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนก็ได้
มาตรา ๕๔* การออกจากราชการของข้าราชการตำรวจ ตั้งแต่ผู้บังคับการหรือ
เทียบผู้บังคับการขึ้นไป หากเป็นกรณีตามมาตรา ๔๖ (๑) (๒)
และ (๓) ให้นำความกราบบังคม
ทูลเพื่อทรงทราบ แต่ถ้าเป็นการออกจากราชการตาม (๔) และ (๕)
ให้นำความกราบบังคมทูล
เพื่อทรงมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันออกจากราชการ
การพ้นจากตำแหน่งของข้าราชการตำรวจตำแหน่งอธิบดี ให้นำความ
กราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันออกจากราชการ
*[มาตรา ๕๔ แก้ไขโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ
ฉบับที่ ๓๘ ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔]
มาตรา ๕๕
ข้าราชการตำรวจผู้ใดถูกสั่งให้ออกจากราชการตาม มาตรา ๓๔
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).