อารัมภบท
กฎกระทรวง กฎกระทรวง การพิจารณาและประกาศกำหนดราคาขายปลีกแนะนำ พ.ศ. ๒๕๖๐[๑] อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๖๐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
กฎกระทรวง กฎกระทรวง การพิจารณาและประกาศกำหนดราคาขายปลีกแนะนำ พ.ศ. ๒๕๖๐[๑] อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๖๐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๐ เป็นต้นไป
ข้อ ๒ ในกฎกระทรวงนี้ ราคาฐานนิยม หมายความว่า ราคาขายปลีกที่พบมากที่สุดในตลาดปกติจากสินค้านั้นซึ่งเป็นประเภท ชนิด คุณภาพ และปริมาณเดียวกัน ในการสำรวจของกรมสรรพสามิตรอบเดียวกันโดยไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อ ๓ เมื่อผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้าได้แจ้งราคาขายปลีกแนะนำต่ออธิบดีตามมาตรา ๑๘ แล้ว ให้กรมสรรพสามิตตรวจสอบราคาขายของสินค้าด้วยวิธีการ ดังต่อไปนี้ (๑) ในกรณีที่แจ้งราคาขายต่อผู้บริโภคทั่วไป ให้ตรวจสอบจาก (ก) ราคาขายที่ปรากฏบนสินค้า (ข) ราคาขายที่ปรากฏในสื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (ค) ราคาขายที่ปรากฏในรายการราคา หรือ (ง) ราคาขายที่ได้แจ้งไว้กับส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ (๒) ในกรณีที่แจ้งรายชื่อร้านค้าปลีกที่รับสินค้าของผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้าเพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคทั่วไป ให้ตรวจสอบจากร้านค้านั้นตามรายชื่อร้านค้าปลีกที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้าได้แจ้งไว้ตามมาตรา ๑๘ และให้ถือเอาราคาขายปลีกแนะนำของร้านค้านั้น ๆ เป็นราคาขายปลีกแนะนำของผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้า เมื่อกรมสรรพสามิตได้ตรวจสอบตาม (๒) แล้วปรากฏว่า มีราคาขายปลีกแนะนำหลายราคาให้ใช้ราคาสูงสุดเป็นราคาขายปลีกแนะนำ
ข้อ ๔ การพิจารณาราคาขายปลีกแนะนำที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้าแจ้งต่ออธิบดีให้พิจารณาจากต้นทุนการผลิต ค่าบริหารจัดการ และกำไรมาตรฐาน โดยไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ดังต่อไปนี้ (๑) ต้นทุนการผลิต (ก) กรณีสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร ให้พิจารณาจากต้นทุนทั้งหมดที่มีอยู่ในการผลิตสินค้า ซึ่งได้แก่ ค่าวัตถุดิบ ค่าแรงงาน และค่าใช้จ่ายอื่นที่ใช้ในกระบวนการผลิต (ข) กรณีสินค้านำเข้า ให้พิจารณาจากราคาของสินค้าและค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งได้แก่ ราคา ซี.ไอ.เอฟ. อากรศุลกากร และค่าใช้จ่ายอื่นที่ใช้ในการดำเนินพิธีการศุลกากร (๒) ค่าบริหารจัดการ ให้พิจารณาจากค่าใช้จ่ายในสำนักงาน ซึ่งได้แก่ ค่าโฆษณา ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าภาษีสรรพสามิต ค่าภาษีอื่นที่จัดเก็บจากการขายสินค้านั้น ค่าธรรมเนียมในการรับฝากของในอารักขาศุลกากร เงินบำรุงกองทุนหรือองค์การตามที่กฎหมายกำหนดให้เรียกเก็บจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสำหรับสินค้านั้น และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารการขายสินค้าผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้า (๓) กำไรมาตรฐาน ให้พิจารณาจากราคาขายปลีกแนะนำหักต้นทุนการผลิตและค่าบริหารจัดการ
ข้อ ๕ เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาและตรวจสอบการแจ้งราคาขายปลีกแนะนำของผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้า ให้อธิบดีมีอำนาจประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการสำรวจการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลราคาสินค้า การพิจารณาราคาฐานนิยม และสถานที่ขายสินค้า
ข้อ ๖ หากกรมสรรพสามิตสำรวจและตรวจสอบราคาขายปลีกแนะนำแล้วปรากฏกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นราคาขายปลีกแนะนำไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง (๑) ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้าแจ้งราคาขายปลีกแนะนำต่ำกว่าร้อยละ ๙๕ของราคาฐานนิยม หรือ (๒) ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้าแจ้งราคาขายปลีกแนะนำต่ำกว่าร้อยละ ๘๕ของราคาขายปลีกสูงสุดของสินค้านั้นที่มีจำหน่ายในตลาดปกติในกรณีที่ไม่สามารถหาราคาฐานนิยมได้
ข้อ ๗ หากกรมสรรพสามิตสำรวจและตรวจสอบราคาขายปลีกแนะนำแล้วปรากฏกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นราคาขายปลีกแนะนำไม่เป็นไปตามกลไกตลาด (๑) เป็นราคาที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้าและผู้บริโภคมิได้ใช้ซื้อขายสินค้ากันจริงในตลาดปกติ (๒) เป็นราคาเพื่อการส่งเสริมการขาย (๓) เป็นราคาขายที่ขายให้กับผู้มีสิทธิพิเศษ หรือ (๔) เป็นราคาขายที่มีเงื่อนไขการขายจนทำให้ราคาขายไม่เป็นไปตามกลไกตลาด
ข้อ ๘ ในกรณีที่ราคาขายปลีกแนะนำไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ไม่เป็นไปตามกลไกตลาดหรือไม่สามารถกำหนดราคาได้ ให้อธิบดีมีอำนาจประกาศราคาขายปลีกแนะนำเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี โดยกำหนดจากราคาขายหรือราคานำเข้า ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ดังต่อไปนี้ (๑) ในกรณีที่ราคาขายปลีกแนะนำไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงให้ใช้ราคาฐานนิยม เว้นแต่ในกรณีที่ไม่สามารถหาราคาฐานนิยมได้ให้ใช้ราคาขายปลีกสูงสุดในตลาดปกติโดยไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งจะต้องเป็นราคาที่ไม่มีการส่งเสริมการขาย ไม่หักส่วนลด หรือมีการให้สิทธิประโยชน์ใด ๆ (๒) ในกรณีที่ราคาขายปลีกแนะนำไม่เป็นไปตามกลไกของตลาด ให้อธิบดีประกาศกำหนดราคาขายปลีกแนะนำตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามลำดับ ดังต่อไปนี้ (ก) ราคาฐานนิยม เว้นแต่ในกรณีที่ไม่สามารถหาราคาฐานนิยมได้ให้ใช้ราคาขายปลีกสูงสุดของสินค้านั้นในตลาดปกติโดยไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะต้องเป็นราคาที่ไม่มีการส่งเสริมการขายไม่หักส่วนลด หรือมีการให้สิทธิประโยชน์ใด ๆ (ข) ราคาที่บวกเพิ่มจากราคาขายหรือราคานำเข้า โดยแยกตามลักษณะของสินค้าดังต่อไปนี้ ๑) กรณีสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักรให้กำหนดจากราคาขายของผู้ประกอบอุตสาหกรรมบวกค่าบริหารจัดการตามข้อ ๔ (๒) และกำไรมาตรฐานตามข้อ ๔ (๓) จนถึงการขายปลีกแก่ผู้บริโภคโดยไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ๒) กรณีสินค้านำเข้า ให้กำหนดจากราคาศุลกากร ค่าบริหารจัดการตามข้อ ๔ (๒) และกำไรมาตรฐานตามข้อ ๔ (๓) จนถึงการขายปลีกแก่ผู้บริโภค โดยไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (ค) ราคาขายปลีกแนะนำของสินค้าประเภท ชนิด คุณภาพ และปริมาณเดียวกันหรือใกล้เคียงกันของผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้ารายนั้น ที่ขายในท้องตลาดให้แก่ผู้บริโภคหากไม่มีราคาดังกล่าว ให้ใช้ราคาขายปลีกแนะนำของสินค้าประเภท ชนิด คุณภาพ และปริมาณเดียวกันหรือใกล้เคียงกันของผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้ารายอื่น ที่ขายในท้องตลาดให้แก่ผู้บริโภค (๓) ในกรณีที่ไม่สามารถกำหนดราคาขายปลีกแนะนำได้ ให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการตาม (๒) (ข) หรือ (ค) ตามลำดับ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๐ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๑๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๖๐ บัญญัติให้กรณีการเสียภาษีตามมูลค่าสำหรับสินค้าให้ถือตามราคาขายปลีกแนะนำโดยต้องพิจารณาจากต้นทุนการผลิต ค่าบริหารจัดการ และกำไรมาตรฐาน และในกรณีที่ราคาขายปลีกแนะนำไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด หรือไม่สามารถกำหนดราคาได้ ให้อธิบดีมีอำนาจประกาศกำหนดราคาขายปลีกแนะนำตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้ ปวันวิทย์/ภวรรณตรี/จัดทำ ๒๐ กันยายน ๒๕๖๐ [๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๔/ตอนที่ ๙๕ ก/หน้า ๗/๑๖ กันยายน ๒๕๖๐
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).
公布日期部分取自:Open Law Data Thailand × สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(CC BY 4.0)