กฎ ก
กฎ ก.ตร.
ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ
พ.ศ. ๒๕๔๗
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๑ (๒) มาตรา ๔๘ (๖) และมาตรา ๑๐๐ (๓) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ มติ ก.ตร. ในการประชุม ครั้งที่ ๕/๒๕๔๗ เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๗ และมติอนุกรรมการ ก.ตร. เกี่ยวกับตำแหน่ง ในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๔๗ เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ก.ตร. จึงออกกฎ ก.ตร. ไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑[๑] กฎ ก.ตร. นี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
ข้อ ๒ การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ ผู้ที่จะได้รับการบรรจุนอกจากต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๔๘ (๑) ถึง (๕) แล้ว จะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามอื่นตามมาตรา ๔๘ (๖) ดังต่อไปนี้
(๑) ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักราชการ หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น
(๒) ไม่เป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี
(๓) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
(๔) ไม่เป็นผู้เคยต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๕) ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออก หรือปลดออก หรือไล่ออกจากรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ
(๖) ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออกหรือปลดออก เพราะกระทำผิดวินัย ตามพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น
(๗) ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษไล่ออกเพราะกระทำผิดวินัยตามพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น
(๘) ไม่เป็นผู้เคยกระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ
(๙) ในกรณีที่เป็นชาย
(ก) ถ้าเป็นผู้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตที่ใช้กฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหารต้องลงบัญชีทหารกองเกินตามกฎหมายนั้นแล้ว
(ข) ร่างกายต้องสูงไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตร และรอบอกต้องไม่น้อยกว่าเจ็ดสิบเจ็ดเซนติเมตร
ในกรณีที่เป็นหญิงร่างกายต้องสูงไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบเซนติเมตร
(๑๐) มีอายุไม่เกินสามสิบห้าปีบริบูรณ์ ในกรณีมีการเปิดรับสมัครคัดเลือกหรือสอบแข่งขัน ให้นับอายุสามสิบห้าปีบริบูรณ์ ถึงวันปิดรับสมัคร ยกเว้นผู้สมัครกลับเข้ารับราชการ หรือโอนมารับราชการตำรวจ
(๑๑) ไม่เป็นผู้มีสายตาผิดปกติ ตรวจแบบเสนลเลน (ปกติ ๖/๖)
(๑๒) ไม่เป็นผู้มีตาบอดสี
(๑๓) ไม่เป็นผู้มีแผลเป็น ไฝ ปาน รอยสัก หูด หรือซีสต์ ที่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งมีขนาดใหญ่หรือมากจนแลดูน่าเกลียด
(๑๔) ไม่เป็นโรคหรืออาการใด ที่ไม่ควรเป็นข้าราชการตำรวจตามบัญชีแนบท้าย
ผู้ที่ขาดคุณสมบัติตามข้อ ๒ (๒) หรือข้อ ๒ (๔) ก.ตร. อาจพิจารณายกเว้นให้เข้ารับราชการได้ ส่วนผู้ที่ขาดคุณสมบัติตามข้อ ๒ (๕) หรือข้อ ๒ (๖) ถ้าผู้นั้นได้ออกจากงานหรือออกจากราชการไปเกินสองปีแล้ว หรือผู้ที่ขาดคุณสมบัติตามข้อ ๒ (๗) ถ้าผู้นั้นออกจากงานหรือออกจากราชการเกินสามปีแล้ว และมิใช่กรณีออกจากงานหรือออกจากราชการเพราะกระทำผิดในกรณีทุจริตต่อหน้าที่ ก.ตร. อาจพิจารณายกเว้นให้เข้ารับราชการได้ มติ ก.ตร. ในการประชุมยกเว้นเช่นนี้ต้องเป็นเอกฉันท์ การลงมติให้กระทำโดยลับ
ในกรณีที่หน่วยงานใดมีความจำเป็นต้องรับสมัครบุคคลที่มีอายุเกินสามสิบห้าปีขึ้นไป ให้เสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาอนุมัติ พร้อมทั้งเหตุผลและความจำเป็น เป็นราย ๆ ไป
ผู้ซึ่งขาดคุณสมบัติตามข้อ ๒ (๑๑) (๑๒) (๑๓) หรือ (๑๔) ถ้าเป็นการรับสมัครเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจในตำแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่ซึ่งต้องใช้คุณวุฒิเฉพาะ หรือต้องใช้ความรู้ความชำนาญในทางวิชาการเป็นพิเศษ เช่น ผู้ปฏิบัติหน้าที่ทางด้านการแพทย์ นักดนตรี ช่าง เจ้าหน้าที่การเงิน เจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิด และอื่น ๆ ก็ให้แพทย์ตรวจไปตามระเบียบ หากเห็นว่าการขาดคุณสมบัตินั้น ไม่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ ก็ให้เสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาอนุมัติยกเว้นเป็นกรณีพิเศษเฉพาะเป็นราย ๆ ไป[๒]
ถ้าเป็นการรับสมัครเพื่อบรรจุข้าราชการตำรวจซึ่งออกจากราชการไปแล้วกลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ ให้ยกเว้นการขาดคุณสมบัติตามข้อ ๒ (๙) (ข) (๑๑) (๑๒) และ (๑๓) ให้เป็นกรณีพิเศษทุกรายไป
ข้อ ๓ ให้ถือว่าผู้มีคุณสมบัติทั่วไปตามมาตรา ๔๑ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๒๑ ก่อนที่ กฎ ก.ตร. นี้ใช้บังคับ เป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎ ก.ตร. นี้
ข้อ ๔[๓] การสั่งให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการตามมาตรา ๑๐๐ (๓) ให้สั่งได้เมื่อปรากฏว่าข้าราชการตำรวจผู้นั้นขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย
(๒) เป็นผู้มีกายทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ไร้ความสามารถ หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
(๓) เป็นโรคเรื้อนในระยะติดต่อหรือในระยะที่ปรากฏอาการเป็นที่รังเกียจแก่สังคม
(๔) เป็นวัณโรคในระยะอันตราย
(๕) เป็นโรคเท้าช้างในระยะที่ปรากฏอาการเป็นที่รังเกียจแก่สังคม
(๖) เป็นโรคติดยาเสพติดให้โทษ
(๗) เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง
โรคหรืออาการตามข้อ ๔ (๓) ถึง (๗) ให้อยู่ในดุลยพินิจคณะกรรมการแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ เห็นว่าไม่ควรรับราชการตำรวจ
ให้ไว้ ณ วันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗
พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี
ประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ
[เอกสารแนบท้าย]
๑.[๔] บัญชีโรคหรืออาการที่ไม่ควรเป็นข้าราชการตำรวจ ตามข้อ ๒ (๑๔) แนบท้าย กฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ (แก้ไขเพิ่มเติมข้อ ๓ข้อ ๑๒ และข้อ๑๔)
(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)
กฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙[๕]
ภูวนนท์/ผู้จัดทำ
๑ กันยายน ๒๕๕๓
พัสสน/ผู้ตรวจ
๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๑/ตอนที่ ๖๒ ก/หน้า ๑๖/๒๘ กันยายน ๒๕๔๗
[๒]
附則
ข้อ ๒ วรรคสี่ แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
[๓]
ข้อ ๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
[๔]
ข้อ ๓ ข้อ ๑๒ และข้อ ๑๔ ของบัญชีโรคหรืออาการที่ไม่ควรเป็นข้าราชการตำรวจ ตามข้อ ๒ (๑๔) แนบท้าย กฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
[๕]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๓ /ตอนที่ ๑๑๘ ก/หน้า ๓๖/๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๙
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).