พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
จัดตั้งศาลแขวงสำหรับหัวเมือง
พุทธศักราช
๒๔๗๘
ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร
ลงวันที่
๒๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๗๘)
น.อ.
อาทิตย์ทิพอาภา ร.น.
เจ้าพระยายมราช
พล.
อ. เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน
ตราไว้
ณ วันที่ ๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๗๘
เป็นปีที่
๒ ในรัชกาลปัจจุบัน
โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า
สมควรจัดตั้งศาลแขวงขึ้นสำหรับหัวเมืองบางแห่ง
เพื่อสะดวกแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทางอรรถคดีในโรงศาล
จึ่งมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร
ดั่งต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงสำหรับหัวเมือง
พุทธศักราช ๒๔๗๘
มาตรา ๒[๑] ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้
ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ตั้งศาลแขวงขึ้นสำหรับหัวเมือง
ดั่งต่อไปนี้
(๑) ศาลแขวงมีนบุรี
(๒) ศาลแขวงกบินทร์บุรี
(๓) ศาลแขวงแม่สอด
(๔) ศาลแขวงแม่สะเรียง
(๕) ศาลแขวงหลังสวน
(๖) ศาลแขวงตะกั่วป่า
(๗) ศาลแขวงเบตง
มาตรา ๔
ให้ศาลแขวงมีนบุรีมีเขตตลอดเขตอำเภอมีนบุรี อำเภอหนองจอก และอำเภอลาดกระบัง
มาตรา ๕
ให้ศาลแขวงกบินทร์บุรีมีเขตตลอดเขตอำเภอกบินทร์บุรี และอำเภออรัญญประเทศ
มาตรา ๖ ให้ศาลแขวงแม่สอดมีเขตตลอดเขตอำเภอแม่สอด
มาตรา ๗
ให้ศาลแขวงแม่สะเรียงมีเขตตลอดเขตอำเภอแม่สะเรียง
มาตรา ๘
ให้ศาลแขวงหลังสวนมีเขตตลอดเขตอำเภอขันเงิน และอำเภอพะโต๊ะ
มาตรา ๙
ให้ศาลแขวงตะกั่วป่ามีเขตตลอดเขตอำเภอตะกั่วป่า อำเภอกะปง
และอำเภอเกาะคอเขา
มาตรา ๑๐ ให้ศาลแขวงเบตงมีเขตตลอดเขตอำเภอเบตง
มาตรา ๑๑ ให้ศาลแขวงดั่งระบุไว้ในมาตรา ๓
มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่เปิดศาลตามความในมาตรา ๑๒
และซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
มาตรา ๑๒
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
กับให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดวันที่จะเริ่มเปิดศาลดั่งกล่าวมาข้างต้น
เพื่อทำการพิจารณาพิพากษาคดี และเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามความในพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น
เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
(ตามมติคณะรัฐมนตรี)
พระยานิติศาสตร์ไพศาลย์
รัฐมนตรี
วงศ์ชนก/พิมพ์
ปณตภร/ตรวจ
๘
พฤศจิกายน ๒๕๕๖
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒/-/หน้า ๑๔๘๙/๑๗ พฤศจิกายน ๒๔๗๘
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).