我的書籤免費註冊

ประกาศคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่ กธ. 18/2566 เรื่อง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการในการขอรับใบอนุญาต และการออกใบอนุญาตประกอบการเป็นศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ หมวด ๑

ข้อ ๓–ข้อ ๔共 2 條

ข้อ ๓

ข้อ ๓ ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องเป็น (๑) บริษัทจํากัด บริษัทมหาชนจํากัด ธนาคารพาณิชย์ ศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์ สถาบันการเงินที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น หรือผู้ที่อยู่ระหว่างยื่นคําขอรับใบอนุญาตจัดตั้งศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์ และ (๒) ต้องมิใช่ผู้ประกอบการเป็นสํานักหักบัญชี หรือสํานักหักบัญชีสัญญา

ข้อ ๔

ข้อ ๔ ผู้ขอรับใบอนุญาตจะได้รับใบอนุญาตต่อเมื่อมีคุณสมบัติและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (๑) มีทุนจดทะเบียนซึ่งชําระแล้วไม่น้อยกว่า ๑๐๐ ล้านบาท ทั้งนี้ ในกรณีไม่มีทุนจดทะเบียนให้พิจารณาจากส่วนของเจ้าของในรอบปีบัญชีล่าสุด หากไม่มีส่วนของเจ้าของให้พิจารณาจากทุนในการดําเนินงาน (๒) แสดงได้ว่าจะมีระบบงานที่มีความพร้อมในการประกอบการเป็นศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ อย่างน้อยตามที่กําหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการกํากับตลาดทุนว่าด้วยหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการในการประกอบการเป็นสํานักหักบัญชีหลักทรัพย์และศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (๓) แสดงได้ว่าจะให้บริการเฉพาะหลักทรัพย์ที่มิได้เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (๔) แสดงได้ว่าจะมีการนํานวัตกรรม (innovative financial services) มาใช้ในการประกอบการ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุนไทย (๕) ไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีฐานะทางการเงินที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย หรือมีพฤติการณ์อื่นที่แสดงให้เห็นว่าอยู่ในระหว่างประสบปัญหาทางการเงิน รวมทั้งไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีข้อบกพร่องหรือมีความไม่เหมาะสมเกี่ยวกับการควบคุมและการปฏิบัติงานอันดีของธุรกิจ (๖) ในกรณีที่ผู้ขอรับใบอนุญาตมีการประกอบธุรกิจอื่นหรือประสงค์จะประกอบธุรกิจอื่น ต้องมีคุณสมบัติเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ (ก) แสดงได้ว่ามีทุนจดทะเบียนซึ่งชําระแล้วหรือส่วนของเจ้าของในรอบปีบัญชีล่าสุดหรือทุนในการดําเนินงานเพียงพอสําหรับการประกอบธุรกิจอื่น ซึ่งแยกต่างหากจากทุนจดทะเบียนซึ่งชําระแล้วหรือส่วนของเจ้าของในรอบปีบัญชีล่าสุดหรือทุนในการดําเนินงานสําหรับการประกอบการเป็นศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ข) ธุรกิจอื่นของผู้ขอรับใบอนุญาตต้อง ๑. เป็นกิจการที่เกี่ยวเนื่อง เป็นประโยชน์ หรือสนับสนุนการประกอบการเป็นศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ ๒. ไม่มีความเสี่ยงต่อทรัพย์สินของสมาชิกหรือผู้ใช้บริการ เว้นแต่จะแสดงได้ว่าสามารถจัดให้มีระบบในการควบคุมความเสี่ยงต่อทรัพย์สินของสมาชิกหรือผู้ใช้บริการได้อย่างเพียงพอและเหมาะสม ๓. ไม่มีลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับการประกอบการเป็นศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ เว้นแต่จะแสดงได้ว่าสามารถจัดให้มีระบบในการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในเรื่องดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ค) งบการเงินประจําปีงวดการบัญชีปีล่าสุดของผู้ขอรับใบอนุญาตต้องผ่านการตรวจสอบและแสดงความเห็นจากผู้สอบบัญชีที่สํานักงานให้ความเห็นชอบ (ง) สามารถดํารงเงินกองทุนและกันเงินสํารองได้ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่จัดตั้งนิติบุคคลนั้น หรือกฎหมายที่ควบคุมการประกอบธุรกิจของนิติบุคคลนั้น ทั้งนี้ ในกรณีไม่มีเงินกองทุนและเงินสํารองให้พิจารณาจากทุนในการดําเนินงาน (จ) ได้รับความยินยอมให้ประกอบการเป็นศูนย์รับฝากหลักทรัพย์จากหน่วยงานที่ควบคุมการประกอบธุรกิจอื่นของนิติบุคคลนั้น (๗) ไม่มีประวัติดังต่อไปนี้ ในช่วงระยะเวลา ๖ เดือนก่อนวันที่ยื่นคําขอรับใบอนุญาต (ก) เคยถูกคณะกรรมการ ก.ล.ต. ปฏิเสธการให้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการเป็นศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ข) เคยถอนคําขอรับใบอนุญาตประกอบการเป็นศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ในระหว่างการพิจารณาคําขอ (ค) เคยถูกสํานักงานจําหน่ายเรื่องออกจากสารบบเนื่องจากไม่แก้ไขความบกพร่องให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่สํานักงานกําหนดตามข้อ ๗ (๘) ไม่อยู่ระหว่างถูกกล่าวโทษโดยสํานักงานหรืออยู่ระหว่างถูกดําเนินคดีอันเนื่องจากกรณีที่สํานักงานกล่าวโทษในความผิดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้รับจดทะเบียน (๙) ไม่เป็นผู้ที่ศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุดในความผิดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้รับจดทะเบียน เว้นแต่จะพ้นโทษตามคําพิพากษาถึงที่สุดแล้วไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี (๑๐) มีหนังสือยินยอมให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปในสถานที่ประกอบธุรกิจ หรือเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่นใด เพื่อตรวจสอบฐานะการเงิน การดําเนินงาน สินทรัพย์ หรือข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องของผู้ขอรับใบอนุญาตได้ตามข้อ ๖ การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาต ประกอบการเป็นศูนย์รับฝากหลักทรัพย์

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).