มาตรา ๑๐๑ บทบัญญัติในหมวดนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเพียงพอในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้
โดยเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบ ควบคุม และเฝ้าระวังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และเพื่อให้มั่นใจได้ว่าการจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกิจการการประมงมีความครบถ้วนและถูกต้อง
มาตรา ๑๐๒ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดังต่อไปนี้
(๑) มีหนังสือเรียกผู้รับอนุญาต กรรมการ ผู้จัดการ
บุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการหรือพนักงานของผู้รับอนุญาตที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการตามพระราชกำหนดนี้
(๒) เข้าไปในสถานที่ประกอบกิจการหรือสถานที่ที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการของผู้รับอนุญาต
หรือสถานที่ที่เกี่ยวกับการนำเข้า ส่งออก นำผ่าน จำหน่าย
ผลิตหรือแปรรูปสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำในระหว่างเวลาทำการ
เพื่อตรวจสอบและควบคุมให้การเป็นไปตามพระราชกำหนดนี้
(๓) เข้าไปในสถานที่ประกอบกิจการหรือสถานที่ที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการที่ต้องมีการควบคุมตามมาตรา
๗๖ ในระหว่างเวลาทำการ เพื่อตรวจสอบและควบคุมให้การเป็นไปตามพระราชกำหนดนี้
(๔) ควบคุมเรือประมง หยุดเรือประมง
หยุดทำการประมงหรือการขนถ่ายสัตว์น้ำ หรือสั่งให้ผู้ควบคุมเรือประมงนำเรือประมงเข้าเทียบท่า
หรือขึ้นไปบนเรือประมง หรือเข้าไปในที่จับสัตว์น้ำใด เพื่อตรวจสอบและควบคุมให้การเป็นไปตามพระราชกำหนดนี้
ทั้งนี้
เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชกำหนดนี้
(๕) ค้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกหรือในระหว่างเวลาทำการ
ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชกำหนดนี้
(๖)
ยึดหรืออายัดเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามพระราชกำหนดนี้เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบหรือดำเนินคดี
(๗) เก็บตัวอย่างสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ
หรือวัตถุใด ๆ เพื่อนำไปตรวจสอบ หรือตรวจวิเคราะห์ เพื่อตรวจสอบและควบคุมให้การเป็นไปตามพระราชกำหนดนี้
(๘)
ยึดหรืออายัดสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่ห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ในครอบครองตามมาตรา
๖๔ หรือมาตรา ๖๕
(๙) ยึดหรืออายัดยา เคมีภัณฑ์
หรือสารอันตรายอื่นใดที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นยา เคมีภัณฑ์ หรือสารอันตรายที่ใช้หรือจะใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา
๗๘ (๔)
ในกรณีที่สัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ ยา เคมีภัณฑ์ หรือสารอันตรายอื่นใดที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ยึดหรืออายัดไว้ตาม
(๘) หรือ (๙) มีสภาพที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายของมนุษย์ หรือต่อสัตว์น้ำอื่นหรือสิ่งแวดล้อมของสัตว์น้ำ
หรือต่อทรัพย์สินของบุคคลหรือสาธารณสมบัติ
ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งทำลายหรือจัดการอย่างอื่นตามที่เห็นสมควร
เมื่อได้เข้าไปและทำการตรวจสอบตาม (๒) หรือ (๓) หรือค้นตาม (๕) แล้ว
ถ้ายังดำเนินการไม่แล้วเสร็จจะกระทำต่อไปในเวลากลางคืนหรือนอกเวลาทำการของสถานที่นั้นก็ได้
ให้อธิบดีมีอำนาจวางระเบียบในการปฏิบัติการตาม (๒) (๓) (๔) (๕) (๖)
(๗) (๘) และ (๙) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ถือปฏิบัติ
ในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง
ให้ผู้รับอนุญาตหรือผู้ซึ่งเกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามสมควร
มาตรา ๑๐๓ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้ซึ่งติดตั้งเครื่องมือทำการประมง
สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งใด ๆ ลงในที่จับสัตว์น้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต
หรือได้รับอนุญาตแต่ไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามที่ได้รับอนุญาต หรือปฏิบัติผิดไปจากเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตหรือหนังสืออนุญาตรื้อถอน
หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาตภายในเวลาที่กำหนดได้
หากผู้ได้รับคำสั่งไม่ปฏิบัติตามภายในเวลาที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการรื้อถอนหรือทำลายเครื่องมือทำการประมง
สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งใด ๆ นั้นเสียได้
โดยให้ผู้ได้รับคำสั่งเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการนั้น
มาตรา ๑๐๔ ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายระหว่างประเทศ
และเพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณี หรือความตกลงที่ประเทศไทยมีอยู่กับองค์การระหว่างประเทศในทุกระดับ
เมื่อได้รับการร้องขอจากเจ้าหน้าที่ของประเทศที่มีอำนาจ หรือองค์การระหว่างประเทศที่มีอำนาจควบคุมดูแลการทำการประมงในเขตนั้น
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจและได้รับการคุ้มครองในการขึ้นไปบนเรือไร้สัญชาติ
หรือเรือประมงที่พบว่ากำลังทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
บรรดาที่ทำการประมงอยู่นอกน่านน้ำไทยเพื่อตรวจสอบและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ได้
การขึ้นไปบนเรือประมงเพื่อตรวจสอบตามวรรคหนึ่ง
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีกำหนด
หลักเกณฑ์ดังกล่าวให้คำนึงถึงหลักเกณฑ์ที่ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติของนานาประเทศและเป็นที่ยอมรับขององค์การสหประชาชาติ
และให้นำความในมาตรา ๑๐๕ (๑) มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยให้แจ้งให้รัฐเจ้าของธงหรือองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องทราบ
มาตรา ๑๐๕ ในกรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้ใดกระทำความผิดหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามพระราชกำหนดนี้
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการ ดังต่อไปนี้
(๑)
บันทึกข้อมูลการฝ่าฝืนที่ต้องสงสัยไว้ในรายงานผลการตรวจสอบ และจัดเก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนที่ต้องสงสัยไว้
และส่งมอบรายงานการตรวจสอบให้แก่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย
(๒) สั่งยึดเครื่องมือทำการประมง
สัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีไว้หรือได้มาจากการทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
หรือสั่งกักเรือประมงไว้จนกว่าจะมีการพิจารณาและมีคำสั่งตามหมวด ๑๐ หรือหมวด ๑๑
มาตรา ๑๐๖ ให้อธิบดีมีอำนาจแต่งตั้งสมาชิกขององค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นที่ได้ขึ้นทะเบียนตามมาตรา
๒๕ (๒) เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้
ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งมีหน้าที่ในการช่วยเหลือพนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการตามพระราชกำหนดนี้
ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ร้องขอหรือกำหนด
หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการแต่งตั้ง การปฏิบัติหน้าที่
และบัตรประจำตัวของบุคคลซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามที่อธิบดีประกาศกำหนด
ในการปฏิบัติหน้าที่ บุคคลซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งต้องแสดงบัตรประจำตัวต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทุกครั้ง
มาตรา ๑๐๗ ให้เป็นหน้าที่ของอธิบดีต้องจัดให้พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติการตามพระราชกำหนดนี้ได้ตลอดเวลา
แต่ในกรณีมีผู้ขอรับบริการนอกเวลาราชการหรือนอกสถานที่ทำการ ผู้ขอรับบริการต้องชำระค่าธรรมเนียมและค่าป่วยการพิเศษตามอัตราที่อธิบดีประกาศกำหนด
มาตรา ๑๐๘ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้
พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวต่อผู้รับอนุญาตหรือผู้ซึ่งเกี่ยวข้อง
บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่
ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
มาตรา ๑๐๙ ในการปฏิบัติการตามพระราชกำหนดนี้
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
เพื่อประโยชน์ในการจับกุมผู้กระทำความผิดตามพระราชกำหนดนี้
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
หมวด
๑๐
มาตรการทางปกครอง
มาตรา ๑๑๐ บทบัญญัติในหมวดนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดมาตรการทางปกครองที่เพียงพอเพื่อให้การปฏิบัติตามพระราชกำหนดนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ควบคู่กับการใช้โทษทางอาญาที่ได้กำหนดไว้ในหมวด ๑๑ และเพื่อกำหนดการทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรงให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
มาตรา ๑๑๑ ผู้รับอนุญาตผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชกำหนดนี้
กฎกระทรวง ประกาศ หรือระเบียบที่ออกตามความในพระราชกำหนดนี้
หรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตหรือหนังสืออนุญาต ให้ผู้มีอำนาจออกใบอนุญาตหรือหนังสืออนุญาตมีอำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือระงับการอนุญาตมีกำหนดครั้งละไม่เกินเก้าสิบวัน
ในกรณีที่ผู้รับอนุญาตตามมาตรา ๖๐ มาตรา ๖๒ มาตรา ๖๓ และมาตรา ๗๙
ฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขตามวรรคหนึ่งซ้ำ
ให้ผู้มีอำนาจออกใบอนุญาตหรือหนังสืออนุญาตมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตหรือการอนุญาตได้
มาตรา ๑๑๒ เจ้าของท่าเทียบเรือประมง
ผู้ประกอบกิจการแพปลา
หรือเจ้าของเรือที่ได้จดทะเบียนเป็นเรือขนถ่ายสัตว์น้ำหรือเก็บรักษาสัตว์น้ำ
ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชกำหนดนี้ กฎกระทรวง ประกาศ
หรือระเบียบที่ออกตามความในพระราชกำหนดนี้
ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนได้
มาตรา ๑๑๓ ผู้ใดทำการประมงโดยฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรง
ให้อธิบดีมีอำนาจสั่ง ดังต่อไปนี้
(๑)
ยึดสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมงนั้น หรือเครื่องมือทำการประมง
(๒) ห้ามทำการประมงจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
(๓)
สั่งพักใช้ใบอนุญาตมีกำหนดครั้งละไม่เกินเก้าสิบวัน
โดยจะสั่งห้ามมิให้ใช้เรือประมงนั้นจนกว่าจะสิ้นสุดระยะเวลาการพักใช้ใบอนุญาตด้วยก็ได้
(๔) เพิกถอนใบอนุญาต
และประกาศให้เรือประมงนั้นเป็นเรือที่ใช้ทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
(๕) กักเรือประมงหรือสั่งให้วางประกัน
ในกรณีเรือประมงที่กระทำความผิดเป็นเรือประมงที่มิใช่เรือประมงไทย
ในการยึดสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำตาม (๑)
อธิบดีจะสั่งให้เจ้าของเรือหรือผู้ควบคุมเรือ ดูแลและเก็บรักษาสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำนั้นไว้ในเรือให้อยู่ในสภาพเดิมก็ได้
การสั่งตามวรรคหนึ่ง ให้อธิบดีคำนึงถึงสภาพความร้ายแรงแห่งความผิด
การกระทำผิดซ้ำ และการป้องกันมิให้ผู้กระทำผิดกระทำความผิดซ้ำอีก
มาตรา ๑๑๔ การกระทำดังต่อไปนี้
ให้ถือว่าเป็นการทำการประมงโดยฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรงตามมาตรา ๑๑๓
(๑) ใช้เรือไร้สัญชาติทำการประมงตามมาตรา ๑๐
(๒) ทำการประมงโดยไม่มีใบอนุญาตทำการประมง หรือไม่มีใบอนุญาตให้ใช้เครื่องมือทำการประมงตามมาตรา
๓๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ หรือมาตรา ๔๘
(๓) ไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๘๑
(๔)
จัดทำบันทึกการทำการประมงหรือรายงานการทำการประมงโดยใช้เอกสารอันเป็นเท็จ หรือทำลายเอกสารหรือหลักฐานในการกระทำความผิด
(๕) ทำการประมงเกินปริมาณหรือเงื่อนไขที่กำหนดตามมาตรา
๓๖ ทำการประมงในบริเวณที่ห้ามทำการประมงตามมาตรา ๕๖
หรือทำการประมงในห้วงเวลาที่ห้ามทำการประมงตามมาตรา ๗๐
(๖) ดัดแปลงเครื่องมือทำการประมงตามมาตรา ๔๒
หรือใช้เครื่องมือทำการประมงที่ต้องห้ามตามมาตรา ๖๗ มาตรา ๖๘ มาตรา ๖๙ หรือมาตรา
๗๑ (๑)
(๗)
ทำการประมงโดยฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ที่รัฐชายฝั่งหรือองค์การระหว่างประเทศกำหนดไว้ตามมาตรา
๔๙
(๘)
จับสัตว์น้ำหรือนำสัตว์น้ำที่มีขนาดเล็กกว่าที่กำหนดไว้ขึ้นเรือประมงตามมาตรา ๕๗
(๙) จับสัตว์น้ำหรือนำสัตว์น้ำตามที่กำหนดไว้ขึ้นเรือประมงตามมาตรา
๖๖
(๑๐)
ขนถ่ายสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ตามมาตรา ๘๗ มาตรา
๘๘ หรือมาตรา ๘๙
(๑๑) ปลอมแปลง ปิดบัง
หรือเปลี่ยนเครื่องหมายประจำเรือประมงหรือทะเบียนเรือประมง
(๑๒) ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้สังเกตการณ์
ปิดบัง ซ่อนเร้น หรือทำลายหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนของพนักงานเจ้าหน้าที่
(๑๓) มีส่วนร่วม สนับสนุน
หรือจัดหาสิ่งจำเป็นให้แก่เรือประมงที่ทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
(๑๔) กระทำการอันเป็นความผิดในเรื่องอื่นใดที่ไม่ใช่เป็นการกระทำตาม
(๑) ถึง (๑๓) เกินสามครั้งภายในหนึ่งปี ไม่ว่าจะเป็นการกระทำเดียวกันหรือไม่ก็ตาม
มาตรา ๑๑๕ ผู้รับอนุญาตผู้ใดไม่เห็นด้วยกับคำสั่งพักใช้ใบอนุญาต
หรือระงับการอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา ๑๑๑
การเพิกถอนการจดทะเบียนตามมาตรา ๑๑๒ หรือการออกคำสั่งตามมาตรา ๑๑๓
มีสิทธิอุทธรณ์ต่อบุคคลดังต่อไปนี้ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
(๑) ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นผู้ออกคำสั่ง
ให้อุทธรณ์ต่ออธิบดี
(๒) ในกรณีที่อธิบดีเป็นผู้ออกคำสั่ง
ให้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรี
ให้อธิบดีหรือรัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่ง ให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์
การอุทธรณ์คำสั่งตามวรรคหนึ่ง ไม่เป็นการทุเลาการบังคับตามคำสั่งนั้น
เว้นแต่อธิบดีหรือรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี จะสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน
คำวินิจฉัยของอธิบดีหรือรัฐมนตรี ให้เป็นที่สุด
มาตรา ๑๑๖ เรือประมงใดถูกใช้ทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ให้รัฐมนตรีประกาศรายชื่อเรือนั้นให้ทราบทั่วกัน
และจะสั่งให้นายทะเบียนเรือตามกฎหมายว่าด้วยเรือไทยเพิกถอนทะเบียนเรือสำหรับใช้ในการประมงด้วยก็ได้
และเมื่อรัฐมนตรีประกาศรายชื่อเรือประมงนั้น หรือมีการออกคำสั่งเพิกถอนทะเบียนเรือแล้ว
ห้ามมิให้ผู้ใดใช้เรือนั้นทำการประมงอีกเป็นระยะเวลาตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่าสองปีนับแต่วันที่มีประกาศรายชื่อดังกล่าว
และในระหว่างเวลาดังกล่าว
ห้ามไม่ให้เจ้าของท่าเทียบเรือประมงหรือกิจการแพปลายินยอมให้เรือประมงดังกล่าวนำสัตว์น้ำขึ้นเทียบท่าเทียบเรือประมงหรือแพปลาของตน
มาตรา ๑๑๗ ประกาศรายชื่อเรือประมงตามมาตรา ๑๑๖
อย่างน้อยต้องมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้
(๑) ชื่อเรือประมงและชื่อเดิม
(๒) ธงของเรือประมงและธงสัญชาติเดิมของเรือ
(๓) เจ้าของเรือ เจ้าของเรือคนเดิมที่เกี่ยวข้อง
และผู้ได้รับผลประโยชน์ของเรือดังกล่าว
(๔)
เลขทะเบียนหรือหมายเลขประจำเรือที่ออกโดยองค์การระหว่างประเทศ
และที่ออกโดยกรมเจ้าท่า
(๕) รูปถ่ายของเรือ
(๖) วันที่ขึ้นบัญชีรายชื่อ
(๗)
ระบุการกระทำความผิดที่เป็นเหตุให้ขึ้นบัญชีรายชื่อเรือประมง
(๘) ระยะเวลาการเพิกถอนทะเบียนเรือสำหรับใช้ทำการประมง
มาตรา ๑๑๘ ให้กรมประมงแจ้งบัญชีรายชื่อเรือประมงที่รัฐมนตรีประกาศตามมาตรา
๑๑๖ ให้แก่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ และองค์การระหว่างประเทศทราบ
มาตรา ๑๑๙ รัฐมนตรีอาจถอนชื่อเรือประมงออกจากบัญชีรายชื่อเรือประมงที่ทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายได้
เมื่อ
(๑) เจ้าของเรือได้แสดงหลักฐานว่าเรือประมงนั้นมิได้มีความเกี่ยวพันกับการทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
(๒) เรือประมงนั้นอับปางหรือถูกทำลาย
(๓) เมื่อพ้นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสองปีนับแต่เรือประมงถูกประกาศขึ้นบัญชีรายชื่อ
และไม่ได้รับรายงานว่าเรือประมงนั้นเกี่ยวข้องกับการทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอีก
(๔) เจ้าของเรือนั้นได้แสดงหลักฐานว่าได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้เรือนั้นสามารถทำการประมงได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
หรือขจัดส่วนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายครบถ้วนแล้ว
(๕) เจ้าของเรือนั้นได้แสดงพยานหลักฐานให้เป็นที่พอใจได้ว่าตนมิได้มีส่วนรู้เห็น
หรือเกี่ยวข้องกับการทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด
และได้มีมาตรการในการป้องกันตามสมควรแล้ว
มาตรา ๑๒๐ ในกรณีที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ
หรือผู้รับอนุญาตถูกเพิกถอนใบอนุญาตหรือหนังสืออนุญาตตามมาตรา ๑๑๑ หรือมาตรา ๑๑๓
ให้ผู้รับอนุญาตจัดการรื้อถอนหรือทำลายเครื่องมือทำการประมง สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งใด
ๆ ที่เป็นของผู้รับอนุญาต
ในที่จับสัตว์น้ำภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุหรือวันที่ได้รับแจ้งคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตหรือหนังสืออนุญาต
แล้วแต่กรณี และให้นำความในมาตรา ๑๐๓ วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม
หมวด
๑๑
บทกำหนดโทษ
มาตรา ๑๒๑ บทบัญญัติในหมวดนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดโทษทางอาญาให้เหมาะสมและได้สัดส่วนกับการกระทำความผิด
เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพ และป้องปรามการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย
ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใด
รวมทั้งการป้องกันไม่ให้ผู้กระทำความผิดได้รับประโยชน์จากการกระทำความผิดตามพระราชกำหนดนี้
มาตรา ๑๒๒ ผู้ประกอบอาชีพการประมงหรือผู้ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประมงผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา
๙ วรรคสาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท
มาตรา ๑๒๓ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๐
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท
หรือปรับจำนวนสามเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง
ใช้เรือขนาดตั้งแต่สิบตันกรอสขึ้นไปแต่ไม่ถึงยี่สิบตันกรอส ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสองแสนบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง
ใช้เรือขนาดตั้งแต่ยี่สิบตันกรอสขึ้นไปแต่ไม่ถึงหกสิบตันกรอส ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหกแสนบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง
ใช้เรือขนาดตั้งแต่หกสิบตันกรอสขึ้นไปแต่ไม่ถึงหนึ่งร้อยห้าสิบตันกรอส
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หกแสนบาทถึงห้าล้านบาท หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง
ใช้เรือขนาดตั้งแต่หนึ่งร้อยห้าสิบตันกรอสขึ้นไป ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าล้านบาทถึงสามสิบล้านบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
มาตรา ๑๒๔ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง
ต้องระวางโทษปรับไม่น้อยกว่าสี่แสนบาท แต่ไม่เกินแปดแสนบาทต่อลูกจ้างหรือคนงานที่มีการจ้างงานโดยผิดกฎหมายหนึ่งคน
ผู้ใดประกอบกิจการโรงงานอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๑๑ วรรคสอง วรรคสาม
หรือวรรคสี่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
และปรับอีกวันละหนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาทตลอดระยะเวลาที่มีการฝ่าฝืน
มาตรา ๑๒๕ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง
หรือมาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท
หรือปรับจำนวนสามเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
มาตรา ๑๒๖ ผู้ทำการประมงพื้นบ้านผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา
๓๓ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
มาตรา ๑๒๗ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๓๔
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
มาตรา ๑๒๘ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๓๕
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
มาตรา ๑๒๙ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๓๖ วรรคหนึ่ง
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสองแสนบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง
ใช้เรือตั้งแต่ยี่สิบตันกรอสขึ้นไปแต่ไม่ถึงหกสิบตันกรอส ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหกแสนบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง
ใช้เรือตั้งแต่หกสิบตันกรอสขึ้นไปแต่ไม่ถึงหนึ่งร้อยห้าสิบตันกรอส ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หกแสนบาทถึงหกล้านบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง
ใช้เรือตั้งแต่หนึ่งร้อยห้าสิบตันกรอสขึ้นไป
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หกล้านบาทถึงสามสิบล้านบาท หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
มาตรา ๑๓๐ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๓๘ มาตรา ๔๓ หรือมาตรา ๕๒
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสองแสนบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง
ใช้เรือขนาดตั้งแต่ยี่สิบตันกรอสขึ้นไปแต่ไม่ถึงหกสิบตันกรอส ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหกแสนบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง ใช้เรือขนาดตั้งแต่หกสิบตันกรอสขึ้นไปแต่ไม่ถึงหนึ่งร้อยห้าสิบตันกรอส
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หกแสนบาทถึงหกล้านบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง
ใช้เรือตั้งแต่หนึ่งร้อยห้าสิบตันกรอสขึ้นไป ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หกล้านบาทถึงสามสิบล้านบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมงแล้ว แต่จำนวนใดจะสูงกว่า
มาตรา ๑๓๑ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๔๑ วรรคหนึ่ง
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
มาตรา ๑๓๒ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๒ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสองแสนบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง
ใช้เรือขนาดตั้งแต่ยี่สิบตันกรอสขึ้นไปแต่ไม่ถึงหกสิบตันกรอส ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหกแสนบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง
ใช้เรือขนาดตั้งแต่หกสิบตันกรอสขึ้นไปแต่ไม่ถึงหนึ่งร้อยห้าสิบตันกรอส
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หกแสนบาทถึงหกล้านบาท หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง
ใช้เรือขนาดตั้งแต่หนึ่งร้อยห้าสิบตันกรอสขึ้นไป
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หกล้านบาทถึงสามสิบล้านบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
มาตรา ๑๓๓ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๔๘ วรรคหนึ่ง
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองล้านบาทถึงสิบล้านบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง
ใช้เรือขนาดตั้งแต่หกสิบตันกรอสขึ้นไปแต่ไม่ถึงหนึ่งร้อยห้าสิบตันกรอส
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สิบล้านบาทถึงยี่สิบล้านบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง
ใช้เรือขนาดตั้งแต่หนึ่งร้อยห้าสิบตันกรอสขึ้นไป ต้องระวางโทษปรับยี่สิบล้านบาทถึงสามสิบล้านบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
มาตรา ๑๓๔ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๔๙
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองล้านบาทถึงสิบล้านบาท หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง
ใช้เรือขนาดตั้งแต่หกสิบตันกรอสขึ้นไปแต่ไม่ถึงหนึ่งร้อยห้าสิบตันกรอส
ต้องระวางโทษปรับสิบล้านบาทถึงยี่สิบล้านบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง
ใช้เรือขนาดตั้งแต่หนึ่งร้อยห้าสิบตันกรอสขึ้นไป
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ยี่สิบล้านบาทถึงสามสิบล้านบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
มาตรา ๑๓๕ ผู้ใดทำการประมงโดยไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๕๐
ต้องระวางโทษปรับหนึ่งล้านบาท
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง
ใช้เรือขนาดตั้งแต่หนึ่งร้อยห้าสิบตันกรอสขึ้นไป ต้องระวางโทษปรับสองล้านบาท
มาตรา ๑๓๖ ผู้สังเกตการณ์ผู้ใดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา
๕๑ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใด
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งเดือนถึงสองปี
หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสองล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๓๗ เจ้าของเรือประมงผู้ใดไม่ชดใช้ค่าใช้จ่ายตามมาตรา
๕๔ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท
หรือปรับจำนวนสองเท่าของค่าใช้จ่ายตามมาตรา ๕๔ แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๓๘ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๕๖ หรือมาตรา ๗๐
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงห้าหมื่นบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง
ใช้เรือขนาดตั้งแต่สิบตันกรอสขึ้นไปแต่ไม่ถึงยี่สิบตันกรอส ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง ใช้เรือขนาดตั้งแต่ยี่สิบตันกรอสขึ้นไปแต่ไม่ถึงหกสิบตันกรอส
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง
ใช้เรือขนาดตั้งแต่หกสิบตันกรอสขึ้นไปแต่ไม่ถึงหนึ่งร้อยห้าสิบตันกรอส
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงห้าล้านบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง
ใช้เรือขนาดตั้งแต่หนึ่งร้อยห้าสิบตันกรอสขึ้นไป ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าล้านบาทถึงสามสิบล้านบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
มาตรา ๑๓๙ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๕๗
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง
ใช้เรือขนาดตั้งแต่สิบตันกรอสขึ้นไปแต่ไม่ถึงยี่สิบตันกรอส ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสองแสนบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง
ใช้เรือขนาดตั้งแต่ยี่สิบตันกรอสขึ้นไปแต่ไม่ถึงหกสิบตันกรอส ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหกแสนบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง ใช้เรือขนาดตั้งแต่หกสิบตันกรอสขึ้นไปแต่ไม่ถึงหนึ่งร้อยห้าสิบตันกรอส
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หกแสนบาทถึงห้าล้านบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง
ใช้เรือขนาดตั้งแต่หนึ่งร้อยห้าสิบตันกรอสขึ้นไป ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าล้านบาทถึงสามสิบล้านบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
มาตรา ๑๔๐ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๕๘
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สามแสนบาทถึงห้าแสนบาท
มาตรา ๑๔๑ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๖๐ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
มาตรา ๑๔๒ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๖๑
ต้องระวางโทษปรับหนึ่งหมื่นบาท หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่มีไว้ในครอบครอง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
มาตรา ๑๔๓ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๖๒ หรือมาตรา ๖๓
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งล้านบาท
และต้องรื้อถอนหรือฟื้นฟูที่จับสัตว์น้ำให้กลับคืนสู่สภาพธรรมชาติ หรือชดใช้ค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนหรือฟื้นฟูที่จับสัตว์น้ำให้กลับคืนสู่สภาพตามธรรมชาติให้แก่รัฐตามจำนวนที่รัฐได้ใช้จ่ายไป
มาตรา ๑๔๔ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๖๔ หรือมาตรา ๖๕ วรรคสอง
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง
นำสัตว์น้ำไปปล่อยในที่จับสัตว์น้ำ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี
หรือปรับไม่เกินสองล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๔๕ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๖๖
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สามแสนบาทถึงสามล้านบาท หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่จับหรือนำขึ้นเรือประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
มาตรา ๑๔๖ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๖๗ (๑) ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท
หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง
แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
มาตรา ๑๔๗ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๖๗ (๒) (๓) หรือ (๔)
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).