我的書籤免費註冊

คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 178/2520 เรื่อง การกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันส่งเงินเข้ากองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและการจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้ค้าน้ำมัน

行政規則・公布 1977-09-22・全 9 條

อารัมภบท

คำสั่งนายกรัฐมนตรี คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๗๘ / ๒๕๒๐ เรื่อง การกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันส่งเงินเข้ากองทุนรักษา ระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและการจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้ค้าน้ำมัน[๑] โดยที่ผู้ค้าน้ำมันได้ร้องเรียนว่า ตามที่ประเทศซาอุดีอารเบียและยูไนเต็ดอารับอามิเรต ได้ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดิบร้อยละ ๕ และประเทศอื่นในกลุ่มประเทศผู้ส่งปิโตรเลียมออกได้ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดิบร้อยละ ๑๐ ตั้งแต่ ๑ มกราคม ๒๕๒๐ และกระทรวงอุตสาหกรรมได้กำหนดราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากโรงกลั่นน้ำมันในราชอาณาจักรใหม่ ตั้งแต่ ๒ มีนาคม ๒๕๒๐ แล้วนั้น บัดนี้ ประเทศซาอุดีอาราเบียและยูไนเต็ดอาหรับอามิเรตได้ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดิบอีกร้อยละ ๕ ตั้งแต่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๒๐ อีก เป็นเหตุให้ผู้ค้าน้ำมันไม่อยู่ในฐานะที่จะรับภาระขาดทุนในการนำน้ำมันดิบเข้ามากลั่นในราชอาณาจักร หรือนำน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูปเข้ามาจำหน่ายได้อีกต่อไป และได้ขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมประกาศปรับปรุงราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากโรงกลั่นน้ำมันในราชอาณาจักรเสียใหม่โดยเร็วที่สุด เพื่อให้สามารถประกอบธุรกิจต่อไปได้ โดยที่กระทรวงอุตสาหกรรมเห็นว่าการประกาศกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากโรงกลั่นน้ำมันในราชอาณาจักรใหม่ย่อมจะมีผลกระทบกระเทือนไปถึงราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งนอกจากจะส่งผลเป็นการเพิ่มความเดือดร้อนในเรื่องค่าครองชีพให้แก่ประชาชนยิ่งขึ้นไปอีกแล้ว ยังจะเป็นการขัดกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ว่าจะไม่ให้มีการขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงภายในปีนี้อีกด้วย และโดยที่กระทรวงอุตสาหกรรมเห็นว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะพึงเลือกปฏิบัติในภาวะการณ์ของบ้านเมืองเช่นนี้ คือ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากโรงกลั่นน้ำมันในราชอาณาจักรใหม่ให้สูงขึ้น เพื่อให้ผู้ค้าน้ำมันสามารถประกอบธุรกิจต่อไปได้ และขณะเดียวกันจะต้องตรึงราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงไว้เพื่อมิให้เป็นที่เดือดร้อนแก่ประชาชนอีกระยะหนึ่ง แต่วิธีนี้รัฐบาลจะต้องยอมสละรายได้บางส่วนจากการเก็บภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน โดยการลดอัตราภาษีสำหรับน้ำมันเบนซินชนิดพิเศษและน้ำมันเบนซินชนิดธรรมดา และเรียกเก็บเงินส่วนหนึ่งจากผู้ค้าน้ำมันคืนในอัตราที่กำหนดตามปริมาณน้ำมันเบนซินชนิดพิเศษและน้ำมันเบนซินชนิดธรรมดาที่ผลิตและจำหน่ายจากโรงกลั่นน้ำมันในราชอาณาจักร หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักร มาตั้งเป็นกองทุนเพื่อจ่ายเป็นเงินชดเชยให้แก่ผู้ค้าน้ำมันตามปริมาณน้ำมันเตาที่ผลิตและจำหน่ายจากโรงกลั่นน้ำมันในราชอาณาจักร หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักร เพราะขณะนี้ไม่มีภาษีสำหรับน้ำมันเตาที่จะลดลงได้อีกต่อไปแล้ว ดังนั้น เพื่อให้การกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากโรงกลั่นน้ำมันในราชอาณาจักรครั้งนี้บังเกิดผลที่เป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมากที่สุด อาศัยอำนาจตามมาตรา ๓ แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๑๖ นายกรัฐมนตรีออกคำสั่งกำหนดมาตรการไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑

ข้อ ๑ ให้จัดตั้งกองทุน เรียกว่า “กองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง” ประกอบด้วยเงินที่ผู้มีหน้าที่ส่งเข้ากองทุนส่งตามคำสั่งนี้ และเงินที่รัฐบาลจะจัดสรรเพิ่มเติมให้เป็นคราว ๆ ตามความจำเป็น

ข้อ ๒

ข้อ ๒ ให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมมอบหมายสั่งจ่ายเงินชดเชยจากกองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่ผู้ซึ่ง (๑) ซื้อน้ำมันเตาจากโรงกลั่นน้ำมันในราชอาณาจักร เพื่อใช้ในราชอาณาจักร ในอัตราลิตรละ ๘.๘ สตางค์ (แปดจุดแปดสตางค์) หรือ (๒) นำน้ำมันเตาเข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักรตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายน้ำมันกำหนด ในอัตราไม่เกินลิตรละ ๘.๘ สตางค์ (แปดจุดแปดสตางค์) เงินที่ได้รับตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นเงินได้ตามประมวลรัษฎากร

ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในการขอรับเงินชดเชยตามข้อ ๒ ให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ (๑) ถ้าเป็นน้ำมันเตาที่ซื้อหรือได้มาจากโรงกลั่นน้ำมันในราชอาณาจักร ให้ยื่นรายการแจ้งชนิดและปริมาณของน้ำมันเตาที่ขอรับเงินชดเชยต่อกรมสรรพสามิต พร้อมกับการขอชำระภาษีน้ำมันของโรงกลั่นนั้น (๒) ถ้าเป็นน้ำมันเตาที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ให้ยื่นรายการแจ้งชนิดและปริมาณของน้ำมันเตาที่ขอรับเงินชดเชยต่อกรมศุลกากรพร้อมกับการขอชำระอากรขาเข้า

ข้อ ๔

ข้อ ๔ ให้กรมสรรพสามิตหรือกรมศุลกากรแล้วแต่กรณี ตรวจสอบชนิดและปริมาณน้ำมันเตาที่ขอรับเงินชดเชยที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยยื่นตามข้อ ๓ เมื่อกรมสรรพสามิตหรือกรมศุลกากรรับรองว่าถูกต้องแล้วให้รายงานกระทรวงอุตสาหกรรม และให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมมอบหมายสั่งจ่ายเงินชดเชยจากกองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่ผู้นั้นโดยไม่ชักช้า

ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันเบนซินและน้ำมันที่คล้ายกันจากโรงกลั่นน้ำมันในราชอาณาจักรเพื่อใช้ในราชอาณาจักร ส่งเงินเข้ากองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ตามปริมาณน้ำมันเบนซินและน้ำมันที่คล้ายกันที่ผลิตและจำหน่ายเพื่อใช้ในราชอาณาจักร ในอัตราลิตรละ ๑๒.๕ สตางค์ (สิบสองจุดห้าสตางค์) เงินที่ต้องส่งตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นรายจ่ายตามประมวลรัษฎากร

ข้อ ๖

ข้อ ๖ ให้ผู้นำน้ำมันเบนซินและน้ำมันสำหรับเครื่องยนต์ที่คล้ายกันเข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักรส่งเงินเข้ากองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ตามปริมาณน้ำมันเบนซินและน้ำมันสำหรับเครื่องยนต์ที่คล้ายกันที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักร ในอัตราลิตรละ ๑๒.๕ สตางค์ (สิบสองจุดห้าสตางค์) เงินที่ต้องส่งตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นรายจ่ายตามประมวลรัษฎากร

ข้อ ๗

ข้อ ๗ ในการส่งเงินเข้ากองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงตามข้อ ๕ หรือข้อ ๖ ให้ผู้มีหน้าที่ส่งเงินปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ (๑) ถ้าเป็นน้ำมันเบนซินและน้ำมันที่คล้ายกันที่ผลิตและจำหน่ายจากโรงกลั่นน้ำมันในราชอาณาจักร ต้องส่งให้แก่ผู้รับชำระภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันซึ่งทำในราชอาณาจักร พร้อมกับการชำระภาษีดังกล่าว (๒) ถ้าเป็นน้ำมันเบนซินและน้ำมันสำหรับเครื่องยนต์ที่คล้ายกันที่เข้ามาในราชอาณาจักร ต้องส่งให้แก่ผู้รับชำระอากรขาเข้า พร้อมกับการชำระอากรนั้น

ข้อ ๘

ข้อ ๘ ในการคำนวณปริมาณน้ำมันเบนซินและน้ำมันเตาตามคำสั่งนี้ให้ถือปริมาตร ณ อุณหภูมิตามที่กำหนดไว้โดยกฎหมายว่าด้วยภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันซึ่งทำในราชอาณาจักร ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๒๐ ธานินทร์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรี ธิดาวรรณ/แก้ไข ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๕ อภิญญา/ปรับปรุง ๙ กันยายน ๒๕๕๗ ปุณิกา/ปรับปรุง ๑๕ มกราคม ๒๕๕๘ [๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๔/ตอนที่ ๘๘/ฉบับพิเศษ หน้า ๔๓/๒๒ กันยายน ๒๕๒๐

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

公布日期部分取自:Open Law Data Thailand × สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีCC BY 4.0

接下來可以查