法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

subsidiary

พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานปฏิรูปการศึกษา พ.ศ. 2542

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
41
มาตรา อารัมภบท

พระราชกฤษฎีกา

พระราชกฤษฎีกา

จัดตั้งสำนักงานปฏิรูปการศึกษา

พ.ศ. ๒๕๔๒

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๘

พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๒

เป็นปีที่ ๕๔

ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งสำนักงานปฏิรูปการศึกษาขึ้นเป็นองค์การมหาชนเฉพาะกิจตามกฎหมายว่าด้วยองค์การมหาชน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๒๑

ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.

๒๕๔๒ ประกอบกับมาตรา ๗๕ แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑

มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานปฏิรูปการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๒”

มาตรา ๒

มาตรา ๒[๑]

พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓

มาตรา ๓ ในพระราชกฤษฎีกานี้

“สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานปฏิรูปการศึกษา

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการบริหารสำนักงานปฏิรูปการศึกษา

“ประธานกรรมการ” หมายความว่า ประธานกรรมการบริหารสำนักงานปฏิรูปการศึกษา

“กรรมการ” หมายความว่า กรรมการบริหารสำนักงานปฏิรูปการศึกษา

“คณะกรรมการสรรหา” หมายความว่า

คณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการบริหารสำนักงานปฏิรูปการศึกษา

“เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปการศึกษา

“เจ้าหน้าที่” หมายความว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานปฏิรูปการศึกษา

“ลูกจ้าง” หมายความว่า ลูกจ้างสำนักงานปฏิรูปการศึกษา

“รัฐมนตรี”

หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

มาตรา ๔

มาตรา ๔

ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

หมวด

การจัดตั้ง

วัตถุประสงค์ และอำนาจหน้าที่

มาตรา ๕

มาตรา ๕

ให้จัดตั้งองค์การมหาชนเฉพาะกิจขึ้นเรียกว่า “สำนักงานปฏิรูปการศึกษา” เรียกโดยย่อว่า “สปศ.”

และให้ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “Office of Education

Reform” เรียกโดยย่อว่า “OER”

ให้สำนักงานมีที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร

มาตรา ๖

มาตรา ๖

ให้สำนักงานมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้เป็นไปตามแนวทางที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ

พ.ศ. ๒๕๔๒

เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามวรรคหนึ่ง

ให้สำนักงานมีอำนาจหน้าที่หลักดังนี้

(๑) เสนอการจัดโครงสร้าง องค์กร

การแบ่งส่วนงานตามที่บัญญัติไว้ในหมวด ๕ ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.

๒๕๔๒

(๒) เสนอการจัดระบบครู คณาจารย์

และบุคลากรทางการศึกษาตามที่บัญญัติไว้ในหมวด ๗ ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ

พ.ศ. ๒๕๔๒

(๓)

เสนอการจัดระบบทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษาตามที่บัญญัติไว้ในหมวด ๘

ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒

(๔)

เสนอแนะเกี่ยวกับการร่างกฎหมายเพื่อรองรับการดำเนินงานตาม (๑) (๒) และ (๓) ต่อคณะรัฐมนตรี

(๕) เสนอแนะเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ

ระเบียบ และคำสั่งที่บังคับใช้อยู่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตาม (๑) (๒)

และ (๓) เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒

การดำเนินการตามวรรคสอง ให้สำนักงานคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนประกอบด้วย

ข้อเสนอของสำนักงานตามวรรคสอง

ให้จัดทำเป็นรายงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไป

มาตรา ๗

มาตรา ๗ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๖

ให้สำนักงานมีอำนาจกระทำกิจการต่าง ๆ ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ด้วย

(๑) ถือกรรมสิทธิ์ หรือมีสิทธิครอบครอง

หรือมีทรัพยสิทธิต่าง ๆ ซื้อ จัดหา ขาย จำหน่าย เช่า ให้เช่า เช่าซื้อ ยืม ให้ยืม

แลกเปลี่ยน โอน รับโอน หรือดำเนินการใด ๆ

เกี่ยวกับทรัพย์สินทั้งในและนอกราชอาณาจักร ตลอดจนรับทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้

(๒) ทำความตกลงและร่วมมือกับองค์การหรือหน่วยงานในประเทศและต่างประเทศในกิจการที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของสำนักงาน

(๓)

จัดให้มีและให้ทุนสนับสนุนการดำเนินการเพื่อการปฏิรูปการศึกษา

(๔) กู้ยืมเงิน โดยมีหลักประกันด้วยบุคคลหรือทรัพย์

(๕) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมายเพื่อให้ดำเนินการใด

ๆ ที่อยู่ภายในอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน

(๖)

ว่าจ้างหรือมอบให้บุคคลทำกิจการที่อยู่ภายในอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน

(๗)

กระทำการอื่นใดที่จำเป็นหรือต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสำนักงานหรือตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

การกู้ยืมเงินตาม (๔)

ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

หมวด

ทุน รายได้

และทรัพย์สิน

มาตรา ๘

มาตรา ๘

ทุนและทรัพย์สินในการดำเนินกิจการของสำนักงานประกอบด้วย

(๑) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับโอนมา

(๒) เงินที่รัฐบาลจ่ายให้เป็นทุนประเดิม

(๓) เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้ตามความเหมาะสมเป็นรายปี

(๔) เงินอุดหนุนจากภาคเอกชนหรือองค์กรอื่น

รวมทั้งจากต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ

และเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้

(๕) ค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือรายได้จากการดำเนินการ

(๖) ดอกผลของเงินหรือรายได้จากทรัพย์สินของสำนักงาน

เพื่อเป็นทุนในการดำเนินการของสำนักงานในระยะเริ่มแรก

ให้รัฐมนตรีเสนอคณะรัฐมนตรีดำเนินการตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน

พ.ศ. ๒๕๔๒

เพื่ออนุมัติให้มีการโอนเงินงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ

สำนักนายกรัฐมนตรี ในวงเงินที่รัฐมนตรีกำหนด ไปเป็นของสำนักงาน

มาตรา ๙

มาตรา ๙

บรรดารายได้ของสำนักงานไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง

และกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐

ให้อสังหาริมทรัพย์ซึ่งสำนักงานได้มาจากการให้หรือจากการซื้อด้วยเงินรายได้ของสำนักงานเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงาน

ให้สำนักงานมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ จำหน่าย

และจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินของสำนักงาน

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑

การใช้จ่ายเงินของสำนักงานให้เป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด

หมวด

การบริหารและการดำเนินกิจการ

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการบริหารสำนักงานปฏิรูปการศึกษา” ประกอบด้วยประธานกรรมการและกรรมการ

จำนวนเก้าคน

ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากบุคคลตามบัญชีรายชื่อซึ่งคณะกรรมการสรรหาเสนอ

ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านการบริหารการศึกษา

การบริหารรัฐกิจ การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ การเงินและการคลัง กฎหมายมหาชน

และกฎหมายการศึกษา ทั้งนี้

จะต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมิใช่ข้าราชการหรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐร่วมอยู่ด้วยไม่น้อยกว่าสามคน

ให้คณะกรรมการเลือกกรรมการผู้หนึ่งเป็นเลขาธิการ

ทำหน้าที่เป็นกรรมการเลขานุการของคณะกรรมการและบริหารกิจการของสำนักงาน

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓

ประธานกรรมการและกรรมการต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

(๑) มีสัญชาติไทย

(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์

และไม่เกินเจ็ดสิบปีบริบูรณ์

(๓) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย คนไร้ความสามารถ

หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

(๔) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก

เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(๕) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งซึ่งรับผิดชอบการบริหารพรรคการเมือง

ที่ปรึกษาพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง

(๖)

ไม่เป็นเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสำนักงานหรือที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญของคณะกรรมการหรือสำนักงาน

ในกรณีที่ผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการและกรรมการเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตาม

(๕) หรือ (๖)

ผู้นั้นต้องลาออกจากตำแหน่งเดิมก่อนปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานกรรมการหรือกรรมการซึ่งต้องกระทำภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง

แต่ถ้ามิได้ลาออกภายในเวลาที่กำหนดให้ถือว่าผู้นั้นมิเคยได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการหรือกรรมการและให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งผู้ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อตามมาตรา

๑๘ ดำรงตำแหน่งแทน

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔

ประธานกรรมการและกรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งวาระเดียวเป็นเวลาสามปี

นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ

ประธานกรรมการและกรรมการพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) คณะรัฐมนตรีให้ออก เพราะบกพร่องต่อหน้าที่

มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือหย่อนความสามารถ

(๔)

ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๑๓

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕

ในกรณีที่ประธานกรรมการหรือกรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้อื่นซึ่งมีรายชื่อตามบัญชีที่เสนอไว้ตามมาตรา

๑๘

ดำรงตำแหน่งแทนเว้นแต่วาระเหลืออยู่ไม่ถึงเก้าสิบวันจะไม่แต่งตั้งกรรมการแทนก็ได้

และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว

ในกรณีที่ประธานกรรมการหรือกรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ

ให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการทั้งหมดที่มีอยู่จนกว่าจะมีการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการแทนตามความในวรรคหนึ่ง

และในกรณีที่ประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระให้กรรมการที่เหลือเลือกผู้ทำหน้าที่ประธานกรรมการเป็นการชั่วคราว

มาตรา ๑๖

มาตรา ๑๖

การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด

จึงจะเป็นองค์ประชุม

ในการประชุมคณะกรรมการ

ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้

ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม

การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก

กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน

ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

มาตรา ๑๗

มาตรา ๑๗

ให้รัฐมนตรีดำเนินการให้มีคณะกรรมการสรรหาคณะหนึ่ง จำนวนสิบห้าคน

ทำหน้าที่คัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการและกรรมการของคณะกรรมการตามมาตรา

๑๒ ประกอบด้วย

(๑) ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวนห้าคน ได้แก่

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการปลัดทบวงมหาวิทยาลัย เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ

(๒)

อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชนที่เป็นนิติบุคคล

ซึ่งคัดเลือกกันเองจำนวนสองคน และคณบดีคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์

หรือการศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนที่มีการสอนระดับปริญญาในสาขาวิชาครุศาสตร์

ศึกษาศาสตร์ หรือการศึกษา

ซึ่งคัดเลือกกันเองจำนวนสามคนในจำนวนนี้จะต้องเป็นคณบดีคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์

หรือการศึกษาจากมหาวิทยาลัยของรัฐไม่น้อยกว่าหนึ่งคน

(๓)

ผู้แทนสมาคมวิชาการหรือวิชาชีพด้านการศึกษาที่เป็นนิติบุคคล

ซึ่งคัดเลือกกันเองจำนวนห้าคน

ให้กระทรวงศึกษาธิการ ทบวงมหาวิทยาลัย

และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติร่วมกันจัดทำบัญชีสมาคมวิชาการหรือวิชาชีพด้านการศึกษาและชื่อผู้แทนของสมาคมดังกล่าวแล้วดำเนินการให้มีการคัดเลือกผู้แทนสมาคมตาม

(๓)

หลักเกณฑ์ คุณสมบัติ วิธีการจัดทำบัญชี

วิธีการคัดเลือกสมาคมตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่กระทรวงศึกษาธิการ ทบวงมหาวิทยาลัย

และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ร่วมกันกำหนด

ให้คณะกรรมการสรรหาเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการของคณะกรรมการสรรหาและเลือกกรรมการสรรหาอีกคนหนึ่งเป็นเลขานุการของคณะกรรมการดังกล่าว

มาตรา ๑๘

มาตรา ๑๘ ให้คณะกรรมการสรรหาคัดเลือกบุคคลซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ในด้านต่าง

ๆ ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๒ และมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๓

จำนวนสิบแปดคน

ซึ่งในจำนวนนี้จะต้องมีผู้ซึ่งมิใช่ข้าราชการหรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐไม่น้อยกว่าหกคน

แล้วจัดทำเป็นบัญชีรายชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือกทั้งหมดเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการและกรรมการของคณะกรรมการตามมาตรา

๑๒

ในการเสนอชื่อบุคคลตามวรรคหนึ่งต้องเสนอพร้อมความยินยอมของผู้ได้รับการเสนอชื่อด้วย

มาตรา ๑๙

มาตรา ๑๙ การประชุมคณะกรรมการสรรหา ให้นำมาตรา ๑๖

มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ๒๐

มาตรา ๒๐ คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑)

กำกับดูแลการดำเนินกิจการของสำนักงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์

(๒) กำหนดนโยบายการบริหารงาน

และให้ความเห็นชอบแผนการดำเนินงานของสำนักงาน

(๓)

จัดทำรายงานข้อเสนอเกี่ยวกับการดำเนินงานปฏิรูปการศึกษาตามอำนาจหน้าที่ของสำนักงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรี

(๔) ออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ

หรือข้อกำหนดเกี่ยวกับการควบคุมดูแลการดำเนินงานและการบริหารงานทั่วไปของสำนักงาน

ในเรื่องต่อไปนี้

(ก) การบริหารงานทั่วไปของสำนักงาน

การจัดแบ่งส่วนงานของสำนักงานและขอบเขตหน้าที่ของส่วนงานดังกล่าว

(ข) การกำหนดตำแหน่ง คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง อัตราเงินเดือน

ค่าจ้างและเงินอื่นของเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง

(ค) การคัดเลือก การบรรจุ การแต่งตั้ง การประเมินผลงาน

การถอดถอนวินัย และการลงโทษทางวินัย การออกจากตำแหน่ง

การร้องทุกข์และการอุทธรณ์การลงโทษของเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง

รวมทั้งวิธีการและเงื่อนไขในการจ้างลูกจ้าง

(ง) การบริหารและจัดการการเงิน การพัสดุ

และทรัพย์สินของสำนักงาน รวมทั้งการบัญชีและการจำหน่ายทรัพย์สินจากบัญชีเป็นสูญ

(จ)

การจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นแก่เจ้าหน้าที่และลูกจ้าง

(ฉ) ขอบเขตอำนาจหน้าที่ หลักเกณฑ์

และวิธีการเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตรวจสอบภายใน

(ช) การปฏิบัติงานของเลขาธิการ

และการมอบหมายให้ผู้อื่นปฏิบัติงานแทน

(๕)

กระทำการอื่นใดที่จำเป็นหรือต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสำนักงาน

ระเบียบเกี่ยวกับการจำหน่ายทรัพย์สินจากบัญชีเป็นสูญตาม (๒)

(ง) ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

มาตรา ๒๑

มาตรา ๒๑

คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความเชี่ยวชาญ

ให้เป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการ

และมีอำนาจแต่งตั้งอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้

การประชุมคณะอนุกรรมการ ให้นำมาตรา ๑๖ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ๒๒

มาตรา ๒๒ ประธานกรรมการ กรรมการ ที่ปรึกษา

และอนุกรรมการ

ให้ได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๓

ให้สำนักงานมีเลขาธิการคนหนึ่งเป็นผู้บริหารกิจการของสำนักงาน

ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหาร

มาตรา ๒๔

มาตรา ๒๔

เลขาธิการต้องเป็นผู้สามารถทำงานให้แก่สำนักงานได้เต็มเวลา

มาตรา ๒๕

มาตรา ๒๕

เลขาธิการมีวาระการดำรงตำแหน่งวาระเดียวเท่ากับวาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการ

มาตรา ๒๖

มาตรา ๒๖ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ

เลขาธิการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) พ้นจากตำแหน่งกรรมการ

(๔) คณะกรรมการให้ออกเพราะบกพร่องต่อหน้าที่

มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือหย่อนความสามารถ

(๕) มีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๑๓

มติของคณะกรรมการให้เลขาธิการออกจากตำแหน่งตาม (๔)

ต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการที่มีอยู่โดยไม่นับรวมตำแหน่งเลขาธิการ

มาตรา ๒๗

มาตรา ๒๗

เลขาธิการมีหน้าที่บริหารกิจการของสำนักงานให้เป็นไปตามกฎหมาย

วัตถุประสงค์ของสำนักงาน ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด นโยบาย มติ

และประกาศของคณะกรรมการ และเป็นผู้บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่และลูกจ้างทุกตำแหน่ง

เว้นแต่ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจสอบภายในตามมาตรา ๓๕ วรรคสอง

รวมทั้งให้มีหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) เสนอเป้าหมาย แผนงาน

และโครงการต่อคณะกรรมการเพื่อให้การดำเนินงานของสำนักงานบรรลุวัตถุประสงค์

(๒) เสนอรายงานประจำปีเกี่ยวกับผลการดำเนินงานด้านต่าง ๆ

ของสำนักงาน รวมทั้งรายงานการเงินและบัญชี

ตลอดจนเสนอแผนการเงินและงบประมาณของปีต่อไปต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา

(๓)

เสนอความเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงกิจการและการดำเนินงานของสำนักงาน

ให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ต่อคณะกรรมการ

เลขาธิการต้องรับผิดชอบต่อคณะกรรมการในการบริหารกิจการของสำนักงาน

มาตรา ๒๘

มาตรา ๒๘ เลขาธิการมีอำนาจ

(๑) บรรจุ แต่งตั้ง เลื่อน ลด ตัดเงินเดือนหรือค่าจ้าง

ลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง ตลอดจนให้เจ้าหน้าที่และลูกจ้างออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ ตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด

(๒)

วางระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินงานของสำนักงานโดยไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบ ประกาศ

ข้อกำหนด นโยบาย หรือมติที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ๒๙

มาตรา ๒๙ ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก

ให้เลขาธิการเป็นผู้แทนของสำนักงาน เพื่อการนี้เลขาธิการจะมอบอำนาจให้บุคคลใดปฏิบัติงานเฉพาะอย่างแทนก็ได้

แต่ต้องเป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ๓๐

มาตรา ๓๐

ให้คณะกรรมการเป็นผู้กำหนดอัตราเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นของเลขาธิการตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

หมวด

ผู้ปฏิบัติงานของสำนักงาน

มาตรา ๓๑

มาตรา ๓๑ ผู้ปฏิบัติงานของสำนักงานมีสามประเภท คือ

(๑) เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้าง ได้แก่

ผู้ซึ่งปฏิบัติงานโดยได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างจากงบประมาณของสำนักงาน

(๒) ที่ปรึกษาหรือผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่

ผู้ซึ่งคณะกรรมการจ้างให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นที่ปรึกษาหรือผู้ทรงคุณวุฒิของสำนักงาน

(๓)

เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมาช่วยงานของสำนักงานเป็นการชั่วคราวตามมติคณะรัฐมนตรีตามมาตรา

๓๔

มาตรา ๓๒

มาตรา ๓๒

เจ้าหน้าที่ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้

(๑) มีสัญชาติไทย

(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์

และไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์

(๓) สามารถทำงานให้สำนักงานได้เต็มเวลา

(๔)

มีคุณวุฒิหรือประสบการณ์เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน

โดยต้องเป็นผู้มีศักยภาพสูง มีความสามารถในการศึกษาวิเคราะห์งานวิชาการ

วางแผนการดำเนินงาน ปฏิบัติงาน ประสานงานแก้ปัญหาและพัฒนางานที่อยู่ในความรับผิดชอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

(๕) ไม่เป็นข้าราชการหรือลูกจ้างของส่วนราชการ

พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ

หรือพนักงานหรือลูกจ้างของราชการส่วนท้องถิ่น

(๖) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๓ (๓) (๔) หรือ (๕)

ความใน (๑) มิให้ใช้บังคับแก่เจ้าหน้าที่ชาวต่างประเทศซึ่งสำนักงานจำเป็นต้องจ้างหรือแต่งตั้งตามข้อผูกพันหรือตามลักษณะกิจการของสำนักงาน

มาตรา ๓๓

มาตรา ๓๓ เจ้าหน้าที่พ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓)

ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๓๒

(๔) ถูกให้ออกหรือปลดออก เพราะไม่ผ่านการประเมินผลงาน

หรือกระทำผิดวินัยตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนดไว้ในข้อบังคับ

มาตรา ๓๔

มาตรา ๓๔ เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานของสำนักงาน

รัฐมนตรีอาจขอให้ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นในกระทรวง

ทบวง กรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ

หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ มาปฏิบัติงานในสำนักงานเป็นการชั่วคราวได้ ทั้งนี้

เมื่อได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้างของผู้นั้นและมีข้อตกลงที่ทำไว้ในการอนุมัติ

ในกรณีที่ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่

หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นตามวรรคหนึ่งได้รับอนุมัติให้มาปฏิบัติงานเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน

ให้ถือว่าเป็นการได้รับอนุญาตให้ออกจากราชการหรือออกจากงานไปปฏิบัติงานใด ๆ

และให้นับเวลาระหว่างที่มาปฏิบัติงานในสำนักงานสำหรับการคำนวณบำเหน็จบำนาญหรือประโยชน์ตอบแทนอื่นทำนองเดียวกันเสมือนอยู่ปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงานเต็มเวลาดังกล่าว

แล้วแต่กรณี

เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการดำเนินกิจการของสำนักงาน

ให้บุคคลตามวรรคหนึ่งได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งและรับเงินเดือนในส่วนราชการหรือหน่วยงานเดิมในระดับตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าระดับตำแหน่งเดิมตามข้อตกลงที่ทำไว้

หมวด

การบัญชี การตรวจสอบ

และการประเมินผลงานของสำนักงาน

มาตรา ๓๕

มาตรา ๓๕ การบัญชีของสำนักงาน

ให้จัดทำตามหลักสากลตามแบบและหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด

และต้องจัดให้มีการตรวจสอบภายในเกี่ยวกับการเงินการบัญชี และการพัสดุของสำนักงาน

ตลอดจนรายงานผลการตรวจสอบให้คณะกรรมการทราบอย่างน้อยปีละครั้ง

ในการตรวจสอบภายใน

ให้มีผู้ปฏิบัติงานของสำนักงานทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบภายในโดยเฉพาะและให้รับผิดชอบขึ้นตรงต่อคณะกรรมการตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ๓๖

มาตรา ๓๖ ภายใต้บังคับบทบัญญัติหมวด ๗

แห่งพระราชกฤษฎีกานี้ ให้สำนักงานจัดทำงบดุล งบการเงิน

และบัญชีทำการส่งผู้สอบบัญชีภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชีทุกปี

ในทุกรอบปี

ให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินหรือบุคคลภายนอกตามที่คณะกรรมการแต่งตั้งด้วยความเห็นชอบของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน

เป็นผู้สอบบัญชีและประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของสำนักงาน

โดยให้แสดงความคิดเห็นเป็นข้อวิเคราะห์ว่าการใช้จ่ายดังกล่าวเป็นไปตามวัตถุประสงค์

ประหยัด และได้ผลตามเป้าหมายเพียงใด

แล้วทำบันทึกรายงานผลการสอบบัญชีเสนอต่อคณะกรรมการ

เพื่อการนี้

ให้ผู้สอบบัญชีมีอำนาจตรวจสอบสรรพสมุดบัญชีและเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ของสำนักงาน

สอบถามเลขาธิการ ผู้ตรวจสอบภายใน เจ้าหน้าที่และลูกจ้าง

และเรียกให้ส่งสรรพสมุดบัญชีและเอกสารหลักฐานต่าง ๆ

ของสำนักงานเป็นการเพิ่มเติมได้ตามความจำเป็น

มาตรา ๓๗

มาตรา ๓๗ ภายใต้บังคับบทบัญญัติหมวด ๗

แห่งพระราชกฤษฎีกานี้ ให้สำนักงานทำรายงานประจำปีเสนอรัฐมนตรีทุกสิ้นปีงบประมาณ

รายงานนี้ให้กล่าวถึงผลงานของสำนักงานในปีที่ล่วงมาแล้ว

บัญชีทำการพร้อมทั้งรายงานของผู้สอบบัญชี

รวมทั้งคำชี้แจงเกี่ยวกับนโยบายของคณะกรรมการ โครงการและแผนงานที่จะจัดทำในภายหน้า

มาตรา ๓๘

มาตรา ๓๘

เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมประสิทธิภาพและการตรวจสอบการดำเนินงานของสำนักงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์

โครงการ และแผนงานที่ได้จัดทำไว้

ให้จัดให้มีการประเมินผลการดำเนินงานของสำนักงานตามระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนด

การประเมินผลตามวรรคหนึ่ง

ให้จัดทำโดยวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด

หมวด

การกำกับดูแล

มาตรา ๓๙

มาตรา ๓๙ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินกิจการของสำนักงานให้เป็นไปตามกฎหมายและให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสำนักงาน

นโยบายของรัฐบาล และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับสำนักงาน

เพื่อการนี้ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้สำนักงานชี้แจงแสดงความคิดเห็น ทำรายงาน หรือยับยั้งการกระทำของสำนักงานที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสำนักงาน

นโยบายของรัฐบาล หรือมติของคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับสำนักงาน

ตลอดจนสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการของสำนักงานได้

หมวด

การยุบเลิก

มาตรา ๔๐

มาตรา ๔๐ ให้สำนักงานเป็นอันยุบเลิกเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการดำเนินกิจการครบสามปีนับแต่วันที่มีคณะกรรมการบริหารสำนักงานปฏิรูปการศึกษาตามพระราชกฤษฎีกานี้

ให้รัฐมนตรีประกาศการยุบเลิกสำนักงานในราชกิจจานุเบกษา

ให้สภาพนิติบุคคลของสำนักงานดำรงอยู่ตราบเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการตามมาตรา

๔๑

มาตรา ๔๑

มาตรา ๔๑ เมื่อยุบเลิกสำนักงานแล้ว

ให้มีเจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบทรัพย์สินและชำระบัญชีรวมทั้งการโอนหรือการจำหน่ายทรัพย์สินที่ยังคงเหลืออยู่

และการจัดการเกี่ยวกับบุคลากร ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ

และเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ชวน หลีกภัย

นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ

เนื่องจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒

กำหนดให้มีการจัดตั้งสำนักงานปฏิรูปการศึกษาให้เป็นองค์การมหาชนเฉพาะกิจตามกฎหมายว่าด้วยองค์การมหาชนเพื่อดำเนินการปฏิรูปการศึกษาเกี่ยวกับการจัดโครงสร้าง

องค์กร และการแบ่งส่วนงานในการจัดการศึกษา เสนอการจัดระบบครู คณาจารย์

และบุคลากรทางการศึกษา และเสนอการจัดระบบทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา

ตลอดจนเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดทำกฎหมายรองรับและการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย

สมควรให้มีการจัดตั้งสำนักงานปฏิรูปการศึกษาเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

ดลธี/ผู้จัดทำ

๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

พัชรินทร์/ตรวจ

๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

วิมล/ปรับปรุง

๒๙ เมษายน ๒๕๕๙

ภัทรวีร์/ปรับปรุง

๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๐

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๑๖/ตอนที่ ๑๑๘ ก/หน้า ๔๕/๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๒

41 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานปฏิรูปการศึกษา พ.ศ. 2542 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_b85c1e70ffb5cbb9

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com