พระราชกฤษฎีกา
พระราชกฤษฎีกา
จัดตั้งสำนักงานปฏิรูปการศึกษา
พ.ศ. ๒๕๔๒
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๘
พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๒
เป็นปีที่ ๕๔
ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งสำนักงานปฏิรูปการศึกษาขึ้นเป็นองค์การมหาชนเฉพาะกิจตามกฎหมายว่าด้วยองค์การมหาชน
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๒๑
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.
๒๕๔๒ ประกอบกับมาตรา ๗๕ แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานปฏิรูปการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๒
มาตรา ๒[๑]
พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชกฤษฎีกานี้
สำนักงาน หมายความว่า สำนักงานปฏิรูปการศึกษา
คณะกรรมการ หมายความว่า คณะกรรมการบริหารสำนักงานปฏิรูปการศึกษา
ประธานกรรมการ หมายความว่า ประธานกรรมการบริหารสำนักงานปฏิรูปการศึกษา
กรรมการ หมายความว่า กรรมการบริหารสำนักงานปฏิรูปการศึกษา
คณะกรรมการสรรหา หมายความว่า
คณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการบริหารสำนักงานปฏิรูปการศึกษา
เลขาธิการ หมายความว่า เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปการศึกษา
เจ้าหน้าที่ หมายความว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานปฏิรูปการศึกษา
ลูกจ้าง หมายความว่า ลูกจ้างสำนักงานปฏิรูปการศึกษา
รัฐมนตรี
หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
มาตรา ๔
ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
หมวด
๑
การจัดตั้ง
วัตถุประสงค์ และอำนาจหน้าที่
มาตรา ๕
ให้จัดตั้งองค์การมหาชนเฉพาะกิจขึ้นเรียกว่า สำนักงานปฏิรูปการศึกษา เรียกโดยย่อว่า สปศ.
และให้ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Office of Education
Reform เรียกโดยย่อว่า OER
ให้สำนักงานมีที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร
มาตรา ๖
ให้สำนักงานมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้เป็นไปตามแนวทางที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๔๒
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามวรรคหนึ่ง
ให้สำนักงานมีอำนาจหน้าที่หลักดังนี้
(๑) เสนอการจัดโครงสร้าง องค์กร
การแบ่งส่วนงานตามที่บัญญัติไว้ในหมวด ๕ ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.
๒๕๔๒
(๒) เสนอการจัดระบบครู คณาจารย์
และบุคลากรทางการศึกษาตามที่บัญญัติไว้ในหมวด ๗ ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๔๒
(๓)
เสนอการจัดระบบทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษาตามที่บัญญัติไว้ในหมวด ๘
ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒
(๔)
เสนอแนะเกี่ยวกับการร่างกฎหมายเพื่อรองรับการดำเนินงานตาม (๑) (๒) และ (๓) ต่อคณะรัฐมนตรี
(๕) เสนอแนะเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ
ระเบียบ และคำสั่งที่บังคับใช้อยู่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตาม (๑) (๒)
และ (๓) เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒
การดำเนินการตามวรรคสอง ให้สำนักงานคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนประกอบด้วย
ข้อเสนอของสำนักงานตามวรรคสอง
ให้จัดทำเป็นรายงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไป
มาตรา ๗ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๖
ให้สำนักงานมีอำนาจกระทำกิจการต่าง ๆ ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ด้วย
(๑) ถือกรรมสิทธิ์ หรือมีสิทธิครอบครอง
หรือมีทรัพยสิทธิต่าง ๆ ซื้อ จัดหา ขาย จำหน่าย เช่า ให้เช่า เช่าซื้อ ยืม ให้ยืม
แลกเปลี่ยน โอน รับโอน หรือดำเนินการใด ๆ
เกี่ยวกับทรัพย์สินทั้งในและนอกราชอาณาจักร ตลอดจนรับทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้
(๒) ทำความตกลงและร่วมมือกับองค์การหรือหน่วยงานในประเทศและต่างประเทศในกิจการที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของสำนักงาน
(๓)
จัดให้มีและให้ทุนสนับสนุนการดำเนินการเพื่อการปฏิรูปการศึกษา
(๔) กู้ยืมเงิน โดยมีหลักประกันด้วยบุคคลหรือทรัพย์
(๕) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมายเพื่อให้ดำเนินการใด
ๆ ที่อยู่ภายในอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน
(๖)
ว่าจ้างหรือมอบให้บุคคลทำกิจการที่อยู่ภายในอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน
(๗)
กระทำการอื่นใดที่จำเป็นหรือต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสำนักงานหรือตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
การกู้ยืมเงินตาม (๔)
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
หมวด
๒
ทุน รายได้
และทรัพย์สิน
มาตรา ๘
ทุนและทรัพย์สินในการดำเนินกิจการของสำนักงานประกอบด้วย
(๑) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับโอนมา
(๒) เงินที่รัฐบาลจ่ายให้เป็นทุนประเดิม
(๓) เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้ตามความเหมาะสมเป็นรายปี
(๔) เงินอุดหนุนจากภาคเอกชนหรือองค์กรอื่น
รวมทั้งจากต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ
และเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้
(๕) ค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือรายได้จากการดำเนินการ
(๖) ดอกผลของเงินหรือรายได้จากทรัพย์สินของสำนักงาน
เพื่อเป็นทุนในการดำเนินการของสำนักงานในระยะเริ่มแรก
ให้รัฐมนตรีเสนอคณะรัฐมนตรีดำเนินการตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน
พ.ศ. ๒๕๔๒
เพื่ออนุมัติให้มีการโอนเงินงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ
สำนักนายกรัฐมนตรี ในวงเงินที่รัฐมนตรีกำหนด ไปเป็นของสำนักงาน
มาตรา ๙
บรรดารายได้ของสำนักงานไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง
และกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
มาตรา ๑๐
ให้อสังหาริมทรัพย์ซึ่งสำนักงานได้มาจากการให้หรือจากการซื้อด้วยเงินรายได้ของสำนักงานเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงาน
ให้สำนักงานมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ จำหน่าย
และจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินของสำนักงาน
มาตรา ๑๑
การใช้จ่ายเงินของสำนักงานให้เป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด
หมวด
๓
การบริหารและการดำเนินกิจการ
มาตรา ๑๒ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า คณะกรรมการบริหารสำนักงานปฏิรูปการศึกษา ประกอบด้วยประธานกรรมการและกรรมการ
จำนวนเก้าคน
ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากบุคคลตามบัญชีรายชื่อซึ่งคณะกรรมการสรรหาเสนอ
ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านการบริหารการศึกษา
การบริหารรัฐกิจ การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ การเงินและการคลัง กฎหมายมหาชน
และกฎหมายการศึกษา ทั้งนี้
จะต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมิใช่ข้าราชการหรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐร่วมอยู่ด้วยไม่น้อยกว่าสามคน
ให้คณะกรรมการเลือกกรรมการผู้หนึ่งเป็นเลขาธิการ
ทำหน้าที่เป็นกรรมการเลขานุการของคณะกรรมการและบริหารกิจการของสำนักงาน
มาตรา ๑๓
ประธานกรรมการและกรรมการต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทย
(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์
และไม่เกินเจ็ดสิบปีบริบูรณ์
(๓) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย คนไร้ความสามารถ
หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๔) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๕) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งซึ่งรับผิดชอบการบริหารพรรคการเมือง
ที่ปรึกษาพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง
(๖)
ไม่เป็นเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสำนักงานหรือที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญของคณะกรรมการหรือสำนักงาน
ในกรณีที่ผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการและกรรมการเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตาม
(๕) หรือ (๖)
ผู้นั้นต้องลาออกจากตำแหน่งเดิมก่อนปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานกรรมการหรือกรรมการซึ่งต้องกระทำภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง
แต่ถ้ามิได้ลาออกภายในเวลาที่กำหนดให้ถือว่าผู้นั้นมิเคยได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการหรือกรรมการและให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งผู้ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อตามมาตรา
๑๘ ดำรงตำแหน่งแทน
มาตรา ๑๔
ประธานกรรมการและกรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งวาระเดียวเป็นเวลาสามปี
นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ
ประธานกรรมการและกรรมการพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) คณะรัฐมนตรีให้ออก เพราะบกพร่องต่อหน้าที่
มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือหย่อนความสามารถ
(๔)
ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๑๓
มาตรา ๑๕
ในกรณีที่ประธานกรรมการหรือกรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้อื่นซึ่งมีรายชื่อตามบัญชีที่เสนอไว้ตามมาตรา
๑๘
ดำรงตำแหน่งแทนเว้นแต่วาระเหลืออยู่ไม่ถึงเก้าสิบวันจะไม่แต่งตั้งกรรมการแทนก็ได้
และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว
ในกรณีที่ประธานกรรมการหรือกรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ
ให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการทั้งหมดที่มีอยู่จนกว่าจะมีการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการแทนตามความในวรรคหนึ่ง
และในกรณีที่ประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระให้กรรมการที่เหลือเลือกผู้ทำหน้าที่ประธานกรรมการเป็นการชั่วคราว
มาตรา ๑๖
การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด
จึงจะเป็นองค์ประชุม
ในการประชุมคณะกรรมการ
ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก
กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน
ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา ๑๗
ให้รัฐมนตรีดำเนินการให้มีคณะกรรมการสรรหาคณะหนึ่ง จำนวนสิบห้าคน
ทำหน้าที่คัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการและกรรมการของคณะกรรมการตามมาตรา
๑๒ ประกอบด้วย
(๑) ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวนห้าคน ได้แก่
ปลัดกระทรวงศึกษาธิการปลัดทบวงมหาวิทยาลัย เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
(๒)
อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชนที่เป็นนิติบุคคล
ซึ่งคัดเลือกกันเองจำนวนสองคน และคณบดีคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์
หรือการศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนที่มีการสอนระดับปริญญาในสาขาวิชาครุศาสตร์
ศึกษาศาสตร์ หรือการศึกษา
ซึ่งคัดเลือกกันเองจำนวนสามคนในจำนวนนี้จะต้องเป็นคณบดีคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์
หรือการศึกษาจากมหาวิทยาลัยของรัฐไม่น้อยกว่าหนึ่งคน
(๓)
ผู้แทนสมาคมวิชาการหรือวิชาชีพด้านการศึกษาที่เป็นนิติบุคคล
ซึ่งคัดเลือกกันเองจำนวนห้าคน
ให้กระทรวงศึกษาธิการ ทบวงมหาวิทยาลัย
และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติร่วมกันจัดทำบัญชีสมาคมวิชาการหรือวิชาชีพด้านการศึกษาและชื่อผู้แทนของสมาคมดังกล่าวแล้วดำเนินการให้มีการคัดเลือกผู้แทนสมาคมตาม
(๓)
หลักเกณฑ์ คุณสมบัติ วิธีการจัดทำบัญชี
วิธีการคัดเลือกสมาคมตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่กระทรวงศึกษาธิการ ทบวงมหาวิทยาลัย
และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ร่วมกันกำหนด
ให้คณะกรรมการสรรหาเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการของคณะกรรมการสรรหาและเลือกกรรมการสรรหาอีกคนหนึ่งเป็นเลขานุการของคณะกรรมการดังกล่าว
มาตรา ๑๘ ให้คณะกรรมการสรรหาคัดเลือกบุคคลซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ในด้านต่าง
ๆ ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๒ และมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๓
จำนวนสิบแปดคน
ซึ่งในจำนวนนี้จะต้องมีผู้ซึ่งมิใช่ข้าราชการหรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐไม่น้อยกว่าหกคน
แล้วจัดทำเป็นบัญชีรายชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือกทั้งหมดเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการและกรรมการของคณะกรรมการตามมาตรา
๑๒
ในการเสนอชื่อบุคคลตามวรรคหนึ่งต้องเสนอพร้อมความยินยอมของผู้ได้รับการเสนอชื่อด้วย
มาตรา ๑๙ การประชุมคณะกรรมการสรรหา ให้นำมาตรา ๑๖
มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๒๐ คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑)
กำกับดูแลการดำเนินกิจการของสำนักงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์
(๒) กำหนดนโยบายการบริหารงาน
และให้ความเห็นชอบแผนการดำเนินงานของสำนักงาน
(๓)
จัดทำรายงานข้อเสนอเกี่ยวกับการดำเนินงานปฏิรูปการศึกษาตามอำนาจหน้าที่ของสำนักงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรี
(๔) ออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ
หรือข้อกำหนดเกี่ยวกับการควบคุมดูแลการดำเนินงานและการบริหารงานทั่วไปของสำนักงาน
ในเรื่องต่อไปนี้
(ก) การบริหารงานทั่วไปของสำนักงาน
การจัดแบ่งส่วนงานของสำนักงานและขอบเขตหน้าที่ของส่วนงานดังกล่าว
(ข) การกำหนดตำแหน่ง คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง อัตราเงินเดือน
ค่าจ้างและเงินอื่นของเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง
(ค) การคัดเลือก การบรรจุ การแต่งตั้ง การประเมินผลงาน
การถอดถอนวินัย และการลงโทษทางวินัย การออกจากตำแหน่ง
การร้องทุกข์และการอุทธรณ์การลงโทษของเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง
รวมทั้งวิธีการและเงื่อนไขในการจ้างลูกจ้าง
(ง) การบริหารและจัดการการเงิน การพัสดุ
และทรัพย์สินของสำนักงาน รวมทั้งการบัญชีและการจำหน่ายทรัพย์สินจากบัญชีเป็นสูญ
(จ)
การจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นแก่เจ้าหน้าที่และลูกจ้าง
(ฉ) ขอบเขตอำนาจหน้าที่ หลักเกณฑ์
และวิธีการเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตรวจสอบภายใน
(ช) การปฏิบัติงานของเลขาธิการ
และการมอบหมายให้ผู้อื่นปฏิบัติงานแทน
(๕)
กระทำการอื่นใดที่จำเป็นหรือต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสำนักงาน
ระเบียบเกี่ยวกับการจำหน่ายทรัพย์สินจากบัญชีเป็นสูญตาม (๒)
(ง) ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๒๑
คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความเชี่ยวชาญ
ให้เป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการ
และมีอำนาจแต่งตั้งอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้
การประชุมคณะอนุกรรมการ ให้นำมาตรา ๑๖ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๒๒ ประธานกรรมการ กรรมการ ที่ปรึกษา
และอนุกรรมการ
ให้ได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๒๓
ให้สำนักงานมีเลขาธิการคนหนึ่งเป็นผู้บริหารกิจการของสำนักงาน
ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหาร
มาตรา ๒๔
เลขาธิการต้องเป็นผู้สามารถทำงานให้แก่สำนักงานได้เต็มเวลา
มาตรา ๒๕
เลขาธิการมีวาระการดำรงตำแหน่งวาระเดียวเท่ากับวาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการ
มาตรา ๒๖ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ
เลขาธิการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) พ้นจากตำแหน่งกรรมการ
(๔) คณะกรรมการให้ออกเพราะบกพร่องต่อหน้าที่
มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือหย่อนความสามารถ
(๕) มีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๑๓
มติของคณะกรรมการให้เลขาธิการออกจากตำแหน่งตาม (๔)
ต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการที่มีอยู่โดยไม่นับรวมตำแหน่งเลขาธิการ
มาตรา ๒๗
เลขาธิการมีหน้าที่บริหารกิจการของสำนักงานให้เป็นไปตามกฎหมาย
วัตถุประสงค์ของสำนักงาน ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด นโยบาย มติ
และประกาศของคณะกรรมการ และเป็นผู้บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่และลูกจ้างทุกตำแหน่ง
เว้นแต่ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจสอบภายในตามมาตรา ๓๕ วรรคสอง
รวมทั้งให้มีหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) เสนอเป้าหมาย แผนงาน
และโครงการต่อคณะกรรมการเพื่อให้การดำเนินงานของสำนักงานบรรลุวัตถุประสงค์
(๒) เสนอรายงานประจำปีเกี่ยวกับผลการดำเนินงานด้านต่าง ๆ
ของสำนักงาน รวมทั้งรายงานการเงินและบัญชี
ตลอดจนเสนอแผนการเงินและงบประมาณของปีต่อไปต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา
(๓)
เสนอความเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงกิจการและการดำเนินงานของสำนักงาน
ให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ต่อคณะกรรมการ
เลขาธิการต้องรับผิดชอบต่อคณะกรรมการในการบริหารกิจการของสำนักงาน
มาตรา ๒๘ เลขาธิการมีอำนาจ
(๑) บรรจุ แต่งตั้ง เลื่อน ลด ตัดเงินเดือนหรือค่าจ้าง
ลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง ตลอดจนให้เจ้าหน้าที่และลูกจ้างออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ ตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด
(๒)
วางระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินงานของสำนักงานโดยไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบ ประกาศ
ข้อกำหนด นโยบาย หรือมติที่คณะกรรมการกำหนด
มาตรา ๒๙ ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก
ให้เลขาธิการเป็นผู้แทนของสำนักงาน เพื่อการนี้เลขาธิการจะมอบอำนาจให้บุคคลใดปฏิบัติงานเฉพาะอย่างแทนก็ได้
แต่ต้องเป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด
มาตรา ๓๐
ให้คณะกรรมการเป็นผู้กำหนดอัตราเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นของเลขาธิการตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
หมวด
๔
ผู้ปฏิบัติงานของสำนักงาน
มาตรา ๓๑ ผู้ปฏิบัติงานของสำนักงานมีสามประเภท คือ
(๑) เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้าง ได้แก่
ผู้ซึ่งปฏิบัติงานโดยได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างจากงบประมาณของสำนักงาน
(๒) ที่ปรึกษาหรือผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่
ผู้ซึ่งคณะกรรมการจ้างให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นที่ปรึกษาหรือผู้ทรงคุณวุฒิของสำนักงาน
(๓)
เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมาช่วยงานของสำนักงานเป็นการชั่วคราวตามมติคณะรัฐมนตรีตามมาตรา
๓๔
มาตรา ๓๒
เจ้าหน้าที่ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทย
(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์
และไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์
(๓) สามารถทำงานให้สำนักงานได้เต็มเวลา
(๔)
มีคุณวุฒิหรือประสบการณ์เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน
โดยต้องเป็นผู้มีศักยภาพสูง มีความสามารถในการศึกษาวิเคราะห์งานวิชาการ
วางแผนการดำเนินงาน ปฏิบัติงาน ประสานงานแก้ปัญหาและพัฒนางานที่อยู่ในความรับผิดชอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
(๕) ไม่เป็นข้าราชการหรือลูกจ้างของส่วนราชการ
พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ
หรือพนักงานหรือลูกจ้างของราชการส่วนท้องถิ่น
(๖) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๓ (๓) (๔) หรือ (๕)
ความใน (๑) มิให้ใช้บังคับแก่เจ้าหน้าที่ชาวต่างประเทศซึ่งสำนักงานจำเป็นต้องจ้างหรือแต่งตั้งตามข้อผูกพันหรือตามลักษณะกิจการของสำนักงาน
มาตรา ๓๓ เจ้าหน้าที่พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓)
ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๓๒
(๔) ถูกให้ออกหรือปลดออก เพราะไม่ผ่านการประเมินผลงาน
หรือกระทำผิดวินัยตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนดไว้ในข้อบังคับ
มาตรา ๓๔ เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานของสำนักงาน
รัฐมนตรีอาจขอให้ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นในกระทรวง
ทบวง กรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ
หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ มาปฏิบัติงานในสำนักงานเป็นการชั่วคราวได้ ทั้งนี้
เมื่อได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้างของผู้นั้นและมีข้อตกลงที่ทำไว้ในการอนุมัติ
ในกรณีที่ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่
หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นตามวรรคหนึ่งได้รับอนุมัติให้มาปฏิบัติงานเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน
ให้ถือว่าเป็นการได้รับอนุญาตให้ออกจากราชการหรือออกจากงานไปปฏิบัติงานใด ๆ
และให้นับเวลาระหว่างที่มาปฏิบัติงานในสำนักงานสำหรับการคำนวณบำเหน็จบำนาญหรือประโยชน์ตอบแทนอื่นทำนองเดียวกันเสมือนอยู่ปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงานเต็มเวลาดังกล่าว
แล้วแต่กรณี
เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการดำเนินกิจการของสำนักงาน
ให้บุคคลตามวรรคหนึ่งได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งและรับเงินเดือนในส่วนราชการหรือหน่วยงานเดิมในระดับตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าระดับตำแหน่งเดิมตามข้อตกลงที่ทำไว้
หมวด
๕
การบัญชี การตรวจสอบ
และการประเมินผลงานของสำนักงาน
มาตรา ๓๕ การบัญชีของสำนักงาน
ให้จัดทำตามหลักสากลตามแบบและหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด
และต้องจัดให้มีการตรวจสอบภายในเกี่ยวกับการเงินการบัญชี และการพัสดุของสำนักงาน
ตลอดจนรายงานผลการตรวจสอบให้คณะกรรมการทราบอย่างน้อยปีละครั้ง
ในการตรวจสอบภายใน
ให้มีผู้ปฏิบัติงานของสำนักงานทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบภายในโดยเฉพาะและให้รับผิดชอบขึ้นตรงต่อคณะกรรมการตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
มาตรา ๓๖ ภายใต้บังคับบทบัญญัติหมวด ๗
แห่งพระราชกฤษฎีกานี้ ให้สำนักงานจัดทำงบดุล งบการเงิน
และบัญชีทำการส่งผู้สอบบัญชีภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชีทุกปี
ในทุกรอบปี
ให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินหรือบุคคลภายนอกตามที่คณะกรรมการแต่งตั้งด้วยความเห็นชอบของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
เป็นผู้สอบบัญชีและประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของสำนักงาน
โดยให้แสดงความคิดเห็นเป็นข้อวิเคราะห์ว่าการใช้จ่ายดังกล่าวเป็นไปตามวัตถุประสงค์
ประหยัด และได้ผลตามเป้าหมายเพียงใด
แล้วทำบันทึกรายงานผลการสอบบัญชีเสนอต่อคณะกรรมการ
เพื่อการนี้
ให้ผู้สอบบัญชีมีอำนาจตรวจสอบสรรพสมุดบัญชีและเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ของสำนักงาน
สอบถามเลขาธิการ ผู้ตรวจสอบภายใน เจ้าหน้าที่และลูกจ้าง
และเรียกให้ส่งสรรพสมุดบัญชีและเอกสารหลักฐานต่าง ๆ
ของสำนักงานเป็นการเพิ่มเติมได้ตามความจำเป็น
มาตรา ๓๗ ภายใต้บังคับบทบัญญัติหมวด ๗
แห่งพระราชกฤษฎีกานี้ ให้สำนักงานทำรายงานประจำปีเสนอรัฐมนตรีทุกสิ้นปีงบประมาณ
รายงานนี้ให้กล่าวถึงผลงานของสำนักงานในปีที่ล่วงมาแล้ว
บัญชีทำการพร้อมทั้งรายงานของผู้สอบบัญชี
รวมทั้งคำชี้แจงเกี่ยวกับนโยบายของคณะกรรมการ โครงการและแผนงานที่จะจัดทำในภายหน้า
มาตรา ๓๘
เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมประสิทธิภาพและการตรวจสอบการดำเนินงานของสำนักงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์
โครงการ และแผนงานที่ได้จัดทำไว้
ให้จัดให้มีการประเมินผลการดำเนินงานของสำนักงานตามระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนด
การประเมินผลตามวรรคหนึ่ง
ให้จัดทำโดยวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
หมวด
๖
การกำกับดูแล
มาตรา ๓๙ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินกิจการของสำนักงานให้เป็นไปตามกฎหมายและให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสำนักงาน
นโยบายของรัฐบาล และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับสำนักงาน
เพื่อการนี้ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้สำนักงานชี้แจงแสดงความคิดเห็น ทำรายงาน หรือยับยั้งการกระทำของสำนักงานที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสำนักงาน
นโยบายของรัฐบาล หรือมติของคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับสำนักงาน
ตลอดจนสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการของสำนักงานได้
หมวด
๗
การยุบเลิก
มาตรา ๔๐ ให้สำนักงานเป็นอันยุบเลิกเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการดำเนินกิจการครบสามปีนับแต่วันที่มีคณะกรรมการบริหารสำนักงานปฏิรูปการศึกษาตามพระราชกฤษฎีกานี้
ให้รัฐมนตรีประกาศการยุบเลิกสำนักงานในราชกิจจานุเบกษา
ให้สภาพนิติบุคคลของสำนักงานดำรงอยู่ตราบเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการตามมาตรา
๔๑
มาตรา ๔๑ เมื่อยุบเลิกสำนักงานแล้ว
ให้มีเจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบทรัพย์สินและชำระบัญชีรวมทั้งการโอนหรือการจำหน่ายทรัพย์สินที่ยังคงเหลืออยู่
และการจัดการเกี่ยวกับบุคลากร ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ชวน หลีกภัย
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ
เนื่องจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒
กำหนดให้มีการจัดตั้งสำนักงานปฏิรูปการศึกษาให้เป็นองค์การมหาชนเฉพาะกิจตามกฎหมายว่าด้วยองค์การมหาชนเพื่อดำเนินการปฏิรูปการศึกษาเกี่ยวกับการจัดโครงสร้าง
องค์กร และการแบ่งส่วนงานในการจัดการศึกษา เสนอการจัดระบบครู คณาจารย์
และบุคลากรทางการศึกษา และเสนอการจัดระบบทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา
ตลอดจนเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดทำกฎหมายรองรับและการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย
สมควรให้มีการจัดตั้งสำนักงานปฏิรูปการศึกษาเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
ดลธี/ผู้จัดทำ
๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒
พัชรินทร์/ตรวจ
๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒
วิมล/ปรับปรุง
๒๙ เมษายน ๒๕๕๙
ภัทรวีร์/ปรับปรุง
๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๐
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๑๖/ตอนที่ ๑๑๘ ก/หน้า ๔๕/๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๒
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).