มาตรา ๑๑
ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ส. โหตระกิตย์
รองนายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากในปัจจุบันนี้
เบี้ยประชุมของกรรมการ
เลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการของทางราชการเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ
พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจ่ายเงินบางประเภทตามงบประมาณรายจ่าย
แต่โดยที่ขณะนี้พระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒
ได้บัญญัติให้คณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งประกอบด้วยกรรมการร่างกฎหมายและกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์
มีหน้าที่กว้างขวางยิ่งขึ้นโดยได้กำหนดโดยเฉพาะให้กรรมการกฤษฎีกาได้รับค่าตอบแทนตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาและโดยที่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมีการประชุมและมีวิธีพิจารณาที่แน่นอนตามระเบียบที่กำหนดขึ้นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว
ดังนั้น
จึงสมควรกำหนดค่าตอบแทนของคณะกรรมการกฤษฎีกาให้เป็นเบี้ยประชุมโดยพระราชกฤษฎีกาฉบับหนึ่งเป็นเอกเทศเพื่อให้เหมาะสมกับงานในหน้าที่ของคณะกรรมการกฤษฎีกา
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้ขึ้น
พระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๓[๗]
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้
คือ เนื่องจากการจ่ายเบี้ยประชุมกรรมการในลักษณะเหมาจ่ายเป็นรายเดือน ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกานั้น
ยังไม่เหมาะสม สมควรกำหนดให้มีการจ่ายเบี้ยประชุมเป็นรายครั้งเท่านั้น เพื่อให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา
(ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๓[๘]
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้
คือ โดยที่เบี้ยประชุมกรรมการกฤษฎีกาตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา
พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับที่
๒) พ.ศ. ๒๕๒๓ ได้ใช้มาเป็นเวลานานแล้ว สมควรปรับปรุงอัตราเบี้ยประชุมดังกล่าวเสียใหม่ให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา
(ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๕[๙]
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ
โดยที่พระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๔
ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย
และให้กรรมการพัฒนากฎหมายและอนุกรรมการที่คณะกรรมการพัฒนากฎหมายแต่งตั้งได้รับค่าตอบแทนเช่นเดียวกับกรรมการกฤษฎีกา
จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒
โดยกำหนดให้กรรมการพัฒนากฎหมายและอนุกรรมการที่คณะกรรมการพัฒนากฎหมายแต่งตั้งได้รับเบี้ยประชุมเช่นเดียวกับกรรมการร่างกฎหมายและกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์
และโดยที่พระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒
ได้กำหนดให้เลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์และของที่ประชุมใหญ่กรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์เท่านั้นที่ได้รับเบี้ยประชุม
จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว
โดยกำหนดให้เลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการ ของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย
ของคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการพัฒนากฎหมายแต่งตั้ง ของคณะกรรมการร่างกฎหมาย
ตลอดจนเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการของที่ประชุมใหญ่กรรมการร่างกฎหมายได้รับเบี้ยประชุมเช่นเดียวกัน
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
เอกฤทธิ์/ผู้จัดทำ
๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๑
โชติกานต์/ปรับปรุง
๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๙
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๙๖/ตอนที่ ๒๑๑/ฉบับพิเศษ หน้า ๖/๑๙ ธันวาคม ๒๕๒๒
[๒] มาตรา ๔
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๕
[๓] มาตรา ๕
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๕
[๔] มาตรา ๖
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๕
[๕] มาตรา ๗
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๕
[๖] มาตรา ๘
ยกเลิกโดยพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมของกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๓
[๗] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๙๗/ตอนที่ ๙๘/ฉบับพิเศษ หน้า ๑๓/๒๗ มิถุนายน ๒๕๒๓
[๘] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม
๑๐๗/ตอนที่ ๑๒๖/ฉบับพิเศษ หน้า ๑๑/๒๓ กรกฎาคม ๒๕๓๓
[๙] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม
๑๐๙/ตอนที่ ๑๔/หน้า ๒๔/๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕