พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
(ฉบับที่ ๓)
พ.ศ.
๒๕๐๖
ในพระปรมาภิไธย
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ธานีนิวัต
กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร
ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ให้ไว้
ณ วันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๖
เป็นปีที่
๑๘ ในรัชกาลปัจจุบัน
โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
พระมหากษัตริย์โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญ
ในฐานะรัฐสภา จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
(ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๐๖
มาตรา ๒[๑]
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๕ ทวิ
แห่งพระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๐๒
มาตรา ๑๕ ทวิ
เมื่อที่ประชุมใหญ่เห็นสมควรจะเลือกตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นจากจำนวนกรรมการตามมาตรา
๑๕ วรรคหนึ่ง อีกไม่เกินสองคนก็ได้และให้นำความในมาตรา ๑๕ วรรคสอง
มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
มาตรา ๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๕
แห่งพระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๐๒
และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๒๕
ในกรณีที่เกี่ยวกับเงินกู้รายใด ๆ
ที่ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการหรือที่แหล่งกู้ยืมอื่นใดในต่างประเทศได้ให้บรรษัทกู้ยืม
และรัฐบาลค้ำประกันนั้น รัฐบาลจะทำสัญญากับบรรษัทก็ได้ว่า
ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงค่าของบาทเทียบกับเงินตราต่างประเทศสกุลที่ได้กู้ยืมและมีการขาดทุนเกิดขึ้น
รัฐบาลจะชดใช้เงินที่ขาด หรือถ้ามีผลกำไรเกิดขึ้น รัฐบาลจะได้รับผลกำไรนั้น
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล
ส. ธนะรัชต์
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
โดยที่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้เพิ่มทุนเรือนหุ้นจากเดิม ๒๐
ล้านบาทเป็น ๑๐๐ ล้านบาทแล้ว ตามมติพิเศษของที่ประชุม
และโดยที่บรรษัทได้ตกลงเรียกหุ้นที่ชำระแล้วเพิ่มจากเดิม ๖.๑ ล้านบาท เป็น ๓๐
ล้านบาท ตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการบรรษัท จึงจำเป็นต้องเพิ่มมาตรา ๑๕ ทวิ
เพื่อให้บรรษัทมีอำนาจจะเลือกตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นไว้รอรับผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าเป็นกรรมการในกาลอันควรต่อไป
และโดยที่บรรษัทจะได้รับเงินกู้จากแหล่งอื่นในต่างประเทศ
นอกจากธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการ จึงจำเป็นต้องเพิ่มความหรือที่แหล่งกู้ยืมอื่นใดในต่างประเทศ
เข้าไว้ในมาตรา ๒๕ เพื่อรัฐบาลจะทำสัญญากับบรรษัท
เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงค่าของเงินบาทเทียบกับเงินตราต่างประเทศสกุลที่ได้กู้ยืมจากแหล่งอื่นในต่างประเทศ
วศิน/ผู้จัดทำ
๖
มกราคม ๒๕๕๒
[๑]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๘๐/ตอนที่ ๗๓/หน้า ๓๗๖/๒๓ กรกฎาคม ๒๕๐๖
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).