พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
พ.ศ. ๒๕๕๙
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๘ เมษายน
พ.ศ. ๒๕๕๙
เป็นปีที่ ๗๑
ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า
พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. ๒๕๕๙
มาตรา ๒[๑] พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
พ.ศ. ๒๕๔๑
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้
มหาวิทยาลัย หมายความว่า
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
วิทยาเขต หมายความว่า เขตการศึกษาที่ประกอบด้วยส่วนงานของมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในเขตท้องที่ตามที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด
สภามหาวิทยาลัย หมายความว่า
สภามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
สภาวิชาการ หมายความว่า
สภาวิชาการมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
สภาคณาจารย์และพนักงาน หมายความว่า สภาคณาจารย์และพนักงานมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
พนักงานมหาวิทยาลัย หมายความว่า
พนักงานมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย หมายความว่า
พนักงานมหาวิทยาลัย ข้าราชการ ลูกจ้างของส่วนราชการซึ่งปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย
และลูกจ้างของมหาวิทยาลัย
รัฐมนตรี หมายความว่า
รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๕ ให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒตามพระราชบัญญัตินี้ และเป็นนิติบุคคล
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ
ที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการและกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง
ทบวง กรม และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น
มาตรา ๖ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
บททั่วไป
มาตรา ๗ ให้มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันทางวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง
มีวัตถุประสงค์ในการสร้างองค์ความรู้ สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้
และสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดปัญญา เพื่อพัฒนาสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติและมีดุลยภาพ
มีพันธกิจต่อสังคมในการจัดการศึกษา ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการ
และทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม รวมถึงการสืบสาน
และสร้างเสริมภูมิปัญญาให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง
ด้วยวิทยาการความรู้ด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ
และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี
มาตรา ๘ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๗
ให้มหาวิทยาลัยคำนึงถึง
(๑)
ความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษา
(๒)
ความมีเสรีภาพทางวิชาการและความเป็นเลิศทางวิชาการควบคู่ไปกับคุณธรรมและจริยธรรม
(๓)
การเป็นชุมชนทางวิชาการและการใช้องค์ความรู้เพื่อชี้นำสังคม
(๔)
การมีส่วนร่วมและมีความรับผิดชอบต่อรัฐและสังคม
(๕)
ความมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ความโปร่งใส ความถูกต้อง ความยุติธรรม
ความน่าเชื่อถือและตรวจสอบได้
(๖)
การมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย
มาตรา ๙ มหาวิทยาลัยอาจแบ่งส่วนงาน ดังต่อไปนี้
(๑)
สำนักงานสภามหาวิทยาลัย
(๒)
สำนักงาน
(๓)
คณะ
(๔)
สถาบัน
(๕)
สำนัก
มหาวิทยาลัยอาจให้มีส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าสำนักงาน
คณะ สถาบันหรือสำนัก เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๗ อีกได้
มาตรา ๑๐ การจัดตั้ง การรวม
หรือการยุบเลิกส่วนงานตามมาตรา ๙
ให้ทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
และในกรณีการจัดตั้งและการรวมส่วนงาน
ให้กำหนดฐานะและภาระหน้าที่ของส่วนงานนั้นด้วย
การจัดตั้ง
การรวม การแบ่ง หรือการยุบเลิกหน่วยงานภายในของส่วนงานตามมาตรา ๙ ให้ทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๑๑ ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา ๗
มหาวิทยาลัยอาจรับสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นเข้าสมทบในมหาวิทยาลัยได้
และมีอำนาจให้ปริญญา อนุปริญญา
หรือประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใดแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันสมทบนั้นได้
การรับเข้าสมทบหรือการยกเลิกการสมทบซึ่งสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นตามวรรคหนึ่ง
ให้ทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
การควบคุมสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นที่เข้าสมทบในมหาวิทยาลัย
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๑๒ ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา ๗
มหาวิทยาลัยอาจจัดการศึกษาและดำเนินการวิจัยร่วมกับสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันวิจัยอื่นในประเทศหรือต่างประเทศหรือขององค์การระหว่างประเทศได้โดยในการจัดการศึกษา
มหาวิทยาลัยมีอำนาจให้ปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใดร่วมกับสถานศึกษาชั้นสูงนั้นแก่ผู้สำเร็จการศึกษาได้
การจัดการศึกษาหรือการยกเลิกการจัดการศึกษาตามวรรคหนึ่ง
ให้ทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๑๓ กิจการของมหาวิทยาลัยไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์
แต่พนักงานมหาวิทยาลัยต้องได้รับการคุ้มครองและประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน
มาตรา ๑๔ มหาวิทยาลัยมีอำนาจหน้าที่กระทำการต่าง ๆ
ตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ในมาตรา ๗ อำนาจหน้าที่เช่นว่านี้ให้รวมถึง
(๑)
ซื้อ ขาย จ้าง รับจ้าง สร้าง จัดหา โอน รับโอน เช่า ให้เช่า เช่าซื้อ ให้เช่าซื้อ
แลกเปลี่ยนและจำหน่าย หรือทำนิติกรรมใด ๆ เพื่อประโยชน์แก่กิจการของมหาวิทยาลัย
ตลอดจนถือกรรมสิทธิ์มีสิทธิครอบครอง มีสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
หรือมีทรัพยสิทธิต่าง ๆ
ในทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยและจำหน่ายทรัพย์สินทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร
ตลอดจนรับเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศ
การจำหน่ายหรือแลกเปลี่ยนอสังหาริมทรัพย์ของมหาวิทยาลัย
ให้กระทำได้เฉพาะอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาตามมาตรา ๑๗ ที่มีวัตถุประสงค์ให้จำหน่ายหรือแลกเปลี่ยนได้
(๒)
ดำเนินกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม
หรือเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อประโยชน์ในการให้การศึกษาและบริการทางวิชาการ
(๓)
รับค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าตอบแทน เบี้ยปรับ และค่าบริการในการให้บริการภายในอำนาจหน้าที่ของมหาวิทยาลัย
รวมทั้งทำความตกลงและกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการนั้น
(๔)
ร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน
หรือกับองค์การหรือหน่วยงานต่างประเทศหรือระหว่างประเทศ
(๕)
กู้ยืมเงินและให้กู้ยืมเงินโดยมีหลักประกันด้วยบุคคลหรือทรัพย์สิน ถือหุ้น
เข้าเป็นหุ้นส่วนและลงทุนหรือร่วมลงทุน ทั้งนี้
เพื่อประโยชน์แก่กิจการของมหาวิทยาลัย
การกู้ยืมเงิน
การให้กู้ยืมเงิน การถือหุ้น การเข้าเป็นหุ้นส่วน การลงทุน
หรือการร่วมลงทุนถ้าเป็นจำนวนเงินเกินวงเงินที่รัฐมนตรีกำหนดต้องได้รับความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีก่อน
(๖)
ออกพันธบัตรหรือตราสารอื่นใดเพื่อการลงทุนโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
(๗)
กำหนดค่าตอบแทนหรือค่าตอบแทนพิเศษ รวมทั้งสวัสดิการ สิทธิประโยชน์
และประโยชน์อย่างอื่นให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
(๘)
จัดให้มีกองทุนเพื่อกิจการต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย
โดยการบริหารกองทุนให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
(๙)
จัดให้มีทุนการศึกษาและทุนการวิจัยในสาขาวิชาต่าง ๆ
(๑๐)
ปกครอง ดูแล บำรุงรักษา จัดการ ใช้ และจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยและที่ราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุ
(๑๑)
จัดตั้งหรือร่วมกับบุคคลอื่นในการจัดตั้งองค์กรที่เป็นนิติบุคคล
รวมตลอดถึงลงทุนหรือร่วมลงทุนกับบุคคลหรือนิติบุคคลใด
เพื่อดำเนินกิจการที่เกี่ยวกับหรือต่อเนื่องกับกิจการของมหาวิทยาลัย
หรือนำผลการค้นคว้าวิจัยไปเผยแพร่หรือหาประโยชน์ เพื่อเป็นรายได้ของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๑๕ รายได้ของมหาวิทยาลัย มีดังต่อไปนี้
(๑)
เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปี
(๒)
เงินและทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่มหาวิทยาลัย
(๓)
เงินกองทุนที่รัฐบาลหรือมหาวิทยาลัยจัดตั้งขึ้น และรายได้หรือผลประโยชน์จากกองทุนดังกล่าว
(๔)
ค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าตอบแทน เบี้ยปรับ และค่าบริการต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย
(๕)
รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้จากการลงทุนหรือการร่วมลงทุนและจากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย
(๖)
รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้จากการใช้ที่ราชพัสดุ หรือจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุที่มหาวิทยาลัยปกครอง
ดูแล ใช้ หรือจัดหาประโยชน์
(๗)
รายได้หรือผลประโยชน์อย่างอื่น
เงินอุดหนุนทั่วไปตาม
(๑) นั้น รัฐบาลพึงจัดสรรให้แก่มหาวิทยาลัยโดยตรง
เป็นจำนวนที่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยและการพัฒนามหาวิทยาลัยเพื่อประกันคุณภาพการศึกษา
รายได้ของมหาวิทยาลัยไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง
กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ หรือกฎหมายอื่น
ในกรณีที่รายได้ตามวรรคหนึ่งมีจำนวนไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของมหาวิทยาลัยและค่าภาระต่าง
ๆ ที่เหมาะสม และมหาวิทยาลัยไม่สามารถหาเงินจากแหล่งอื่นได้
รัฐบาลพึงจัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไปเพิ่มเติมให้แก่มหาวิทยาลัยตามความจำเป็นของมหาวิทยาลัย
ในกรณีที่รัฐบาลได้ปรับเงินเดือน
เงินประจำตำแหน่ง ค่าตอบแทน หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดให้แก่ข้าราชการ
ให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณในลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไปเพิ่มเติมให้แก่มหาวิทยาลัยในสัดส่วนเดียวกัน
เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้แก่พนักงานมหาวิทยาลัยด้วย
มาตรา ๑๖ มหาวิทยาลัยต้องส่งเสริมและสนับสนุนผู้ซึ่งมหาวิทยาลัยรับเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยและนิสิตซึ่งขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างแท้จริงให้มีโอกาสเรียนจนสำเร็จปริญญาตรี
หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาว่าผู้ใดขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างแท้จริง
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๑๗ บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่มหาวิทยาลัยได้มาโดยมีผู้อุทิศ
หรือซื้อด้วยเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย หรือแลกเปลี่ยนกับทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย
หรือได้มาโดยวิธีอื่น ไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุและให้เป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๑๘ ทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยที่ใช้เพื่อประโยชน์เกี่ยวกับการศึกษา
การวิจัยการบริการทางวิชาการ และการทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมโดยตรง
ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีทั้งปวง และการบังคับทางปกครอง
บุคคลใดจะยกอายุความหรือระยะเวลาในการครอบครองขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับมหาวิทยาลัยในเรื่องทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยมิได้
มาตรา ๑๙ บรรดารายได้และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยต้องจัดการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยตามมาตรา
๗
เงินและทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่มหาวิทยาลัยต้องจัดการตามเงื่อนไขที่ผู้อุทิศกำหนดไว้
แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขดังกล่าว
ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้อุทิศหรือทายาท หากไม่มีทายาทหรือทายาทไม่ปรากฏ
ต้องได้รับอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัย
การดำเนินการ
มาตรา ๒๐ ให้มีสภามหาวิทยาลัย ประกอบด้วย
(๑)
นายกสภามหาวิทยาลัย ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
(๒)
กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสิบห้าคน ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากบุคคลภายนอกมหาวิทยาลัย
(๓)
อธิการบดี
(๔)
ประธานสภาคณาจารย์และพนักงาน
(๕)
กรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งคนจากผู้ซึ่งเป็นกรรมการสภาวิชาการ
(๖)
กรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งคนจากผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี
(๗)
กรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนสี่คนจากผู้ดำรงตำแหน่งคณบดีจำนวนสามคน
และจากผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการสำนัก
หรือหัวหน้าส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าสถาบันหรือสำนักจำนวนหนึ่งคน
(๘)
กรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนสี่คนจากคณาจารย์ประจำ และมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งตาม (๓) (๔)
(๕) (๖) และ (๗)
(๙)
กรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งคนจากผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานสภามหาวิทยาลัย
ผู้อำนวยการสำนักงาน หรือหัวหน้าหน่วยงานภายใน และมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งตาม (๔) และ
(๕)
คุณสมบัติ
หลักเกณฑ์ และวิธีการสรรหานายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิตาม
(๒) ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ทั้งนี้
ต้องสรรหากรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิจากรายชื่อที่คณะกรรมการการอุดมศึกษาเสนอจำนวนหนึ่งคน
คุณสมบัติ
หลักเกณฑ์ และวิธีการได้มาซึ่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยตาม (๕) (๖) (๗) (๘) และ (๙) ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
ให้สภามหาวิทยาลัยเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่งเป็นอุปนายกสภามหาวิทยาลัยและให้อุปนายกสภามหาวิทยาลัยทำหน้าที่แทนนายกสภามหาวิทยาลัย
เมื่อนายกสภามหาวิทยาลัยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือเมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย
และในกรณีที่อุปนายกสภามหาวิทยาลัยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
หรือเมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอุปนายกสภามหาวิทยาลัย ให้สภามหาวิทยาลัยเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่งทำหน้าที่แทนนายกสภามหาวิทยาลัย
ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งรองอธิการบดีคนหนึ่งซึ่งมิใช่กรรมการสภามหาวิทยาลัยตาม
(๖) เป็นเลขานุการสภามหาวิทยาลัย และจะให้มีผู้ช่วยเลขานุการด้วยก็ได้
มาตรา ๒๑ ให้สำนักงานสภามหาวิทยาลัยทำหน้าที่ด้านบริหารและธุรการของสภามหาวิทยาลัยการบริหารงานสำนักงานสภามหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๒๒ นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา
๒๐ (๒) มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งใหม่อีกได้
กรรมการสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา
๒๐ (๕) (๖) (๗) (๘) และ (๙) มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับเลือกใหม่อีกได้
นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง
นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามมาตรา ๒๐ (๒) (๕) (๖) (๗) (๘) และ
(๙) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑)
ตาย
(๒)
ลาออก
(๓)
สภามหาวิทยาลัยมีมติให้ถอดถอนด้วยคะแนนเสียงเกินกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการที่มาประชุม
(๔)
ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามของการเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยในประเภทนั้น
(๕)
ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
(๖)
เป็นบุคคลล้มละลาย
(๗)
เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
ในกรณีที่ตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุใดและยังมิได้มีการดำเนินการให้ได้มาซึ่งนายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยแทนตำแหน่งที่ว่างให้สภามหาวิทยาลัยประกอบด้วยกรรมการสภามหาวิทยาลัยเท่าที่มีอยู่
ในกรณีที่นายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระและได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้ง หรือได้มีการดำเนินการให้ผู้ใดดำรงตำแหน่งแทนแล้ว
ให้ผู้นั้นอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
แต่ถ้าวาระการดำรงตำแหน่งเหลืออยู่น้อยกว่าเก้าสิบวัน จะไม่ดำเนินการให้มีผู้ดำรงตำแหน่งแทนก็ได้
ในกรณีที่นายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยพ้นจากตำแหน่งตามวาระแต่ยังมิได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งนายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิหรือยังมิได้ดำเนินการให้ได้มาซึ่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยอื่นขึ้นใหม่
ให้นายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ
หรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยอื่นซึ่งพ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งนายกสภามหาวิทยาลัยหรือกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ
หรือได้มีการดำเนินการให้ได้มาซึ่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยอื่นขึ้นใหม่แล้ว
มาตรา ๒๓ สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของมหาวิทยาลัยอำนาจหน้าที่เช่นว่านี้ให้รวมถึง
(๑)
กำหนดนโยบายและแผนพัฒนาของมหาวิทยาลัย
(๒)
ออกข้อบังคับ ระเบียบ และประกาศของมหาวิทยาลัยเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานของมหาวิทยาลัย
และอาจมอบหมายให้ส่วนงานใดในมหาวิทยาลัยเป็นผู้ออกข้อบังคับ ระเบียบ
และประกาศสำหรับส่วนงานนั้นเป็นเรื่อง ๆ ไปได้
(๓)
ออกข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัย
(๔)
ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหาร การเงิน การพัสดุ และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย
(๕)
อนุมัติการจัดตั้งและยุบเลิกวิทยาเขต
(๖)
อนุมัติการจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกส่วนงานของมหาวิทยาลัย
รวมทั้งการแบ่งหน่วยงานภายในของส่วนงานดังกล่าว
(๗)
อนุมัติการรับเข้าสมทบ การจัดการศึกษาร่วม หรือการยกเลิกการสมทบ
การยกเลิกการจัดการศึกษาร่วมของสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่น
(๘)
อนุมัติหลักสูตรการศึกษาและการเปิดสอน รวมทั้งการปรับปรุง การยุบรวม
หรือการยกเลิกหลักสูตรการศึกษา
(๙)
อนุมัติการให้ปริญญา อนุปริญญา
และประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใดทั้งของมหาวิทยาลัยและที่มหาวิทยาลัยจัดการศึกษาร่วมกับสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่น
รวมทั้งอนุมัติการให้ปริญญากิตติมศักดิ์
(๑๐)
พิจารณาดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
และพิจารณาถอดถอนนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ อธิการบดี
ศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์พิเศษ
(๑๑)
แต่งตั้งและถอดถอนรองอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสถาบัน
ผู้อำนวยการสำนักหัวหน้าส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าสถาบันหรือสำนัก
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามมาตรา
๕๘ วรรคสาม และกรรมการสภาวิชาการ
(๑๒)
ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของอธิการบดีและหัวหน้าส่วนงานต่าง ๆ
(๑๓)
กำหนดนโยบายและวิธีการเกี่ยวกับการจัดหารายได้ การจัดหาแหล่งทุนและทรัพยากรอื่น
(๑๔)
อนุมัติการกู้ยืมเงิน การให้กู้ยืมเงิน การถือหุ้น การเข้าเป็นหุ้นส่วน การลงทุน
หรือการร่วมลงทุนตามมาตรา ๑๔ (๕)
(๑๕)
อนุมัติการตั้งงบประมาณรายรับและงบประมาณรายจ่ายของมหาวิทยาลัย
(๑๖)
อนุมัติการจัดตั้งหรือร่วมกับบุคคลอื่นในการจัดตั้งองค์กรที่เป็นนิติบุคคล
หรือยกเลิกนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๑๔ (๑๑)
(๑๗)
รับรองรายงานประจำปีของมหาวิทยาลัย และเสนอรายงานนั้นต่อรัฐมนตรีเพื่อทราบ
(๑๘)
แต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพื่อกระทำการใด ๆ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย
รวมทั้งมอบอำนาจให้คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการหรือบุคคลดังกล่าวทำการแทนแล้วรายงานสภามหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณาหรือเพื่อทราบ
แล้วแต่กรณี
(๑๙)
ปฏิบัติหน้าที่อื่นเกี่ยวกับกิจการของมหาวิทยาลัยที่มิได้ระบุให้เป็นหน้าที่ของผู้ใดโดยเฉพาะ
มาตรา ๒๔ การประชุมและวิธีดำเนินงานของสภามหาวิทยาลัย
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๒๕ ให้มีคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย
ประกอบด้วย
(๑)
อธิการบดี เป็นประธานกรรมการ
(๒)
กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ รองอธิการบดี คณบดี และประธานสภาคณาจารย์และพนักงาน
(๓)
กรรมการซึ่งอธิการบดีแต่งตั้งจากผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงาน
ผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการสำนัก
หรือหัวหน้าส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าสำนักงาน สถาบัน
หรือสำนัก
ให้คณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยแต่งตั้งรองอธิการบดีหรือผู้ช่วยอธิการบดีคนหนึ่งเป็นเลขานุการโดยคำแนะนำของอธิการบดี
องค์ประกอบ
จำนวน หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา อำนาจหน้าที่ ตลอดจนการประชุมและวิธีดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๒๖ ให้มีสภาวิชาการ ประกอบด้วย
ประธานกรรมการและกรรมการซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย
จำนวน
คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง
และการพ้นจากตำแหน่งของประธานกรรมการและกรรมการ อำนาจหน้าที่
ตลอดจนการประชุมและวิธีดำเนินงานของสภาวิชาการให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๒๗ ให้มีสภาคณาจารย์และพนักงาน ประกอบด้วย
ประธานกรรมการและกรรมการ ซึ่งเลือกจากผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย
จำนวน
คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง
และการพ้นจากตำแหน่งของประธานกรรมการและกรรมการ
ตลอดจนการประชุมและวิธีดำเนินงานของสภาคณาจารย์และพนักงานให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๒๘ สภาคณาจารย์และพนักงานมีอำนาจหน้าที่
ดังต่อไปนี้
(๑)
เสนอแนะและให้คำปรึกษาแก่สภามหาวิทยาลัยและอธิการบดีในการบริหารกิจการทั้งปวงของมหาวิทยาลัย
(๒)
ส่งเสริมจรรยาบรรณของคณาจารย์และผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย
(๓)
สร้างและส่งเสริมความสามัคคีของคณาจารย์และผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย
(๔)
ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่สภามหาวิทยาลัยหรืออธิการบดีมอบหมาย
มาตรา ๒๙ ให้มีอธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด
และรับผิดชอบการบริหารงานของมหาวิทยาลัย และอาจมีรองอธิการบดีหรือผู้ช่วยอธิการบดี
หรือจะมีทั้งรองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีตามจำนวนที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด
เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการบดีมอบหมายก็ได้
มาตรา ๓๐ อธิการบดีนั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภามหาวิทยาลัยจากผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา
๓๒
หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาอธิการบดี
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
รองอธิการบดีนั้น
ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งโดยคำแนะนำของอธิการบดีจากผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา
๓๓ วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสี่
ผู้ช่วยอธิการบดีนั้น
ให้อธิการบดีแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๓ วรรคสามและวรรคสี่
มาตรา ๓๑ อธิการบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี
และจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใหม่อีกได้
แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้
เมื่ออธิการบดีพ้นจากตำแหน่ง
ให้รองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีพ้นจากตำแหน่งด้วย
นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ
อธิการบดีพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑)
ตาย
(๒)
ลาออก
(๓)
สภามหาวิทยาลัยมีมติให้ถอดถอนด้วยคะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด
(๔)
ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๒
(๕)
ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
(๖)
เป็นบุคคลล้มละลาย
(๗)
เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
มาตรา ๓๒ อธิการบดีต้องมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใด
ดังต่อไปนี้
(๑)
สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าชั้นปริญญาเอกหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง
และได้ทำการสอนหรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่ปีในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง
(๒)
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง
และมีประสบการณ์ด้านการบริหารตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัยมาแล้วไม่น้อยกว่าแปดปี
(๓)
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัย
หรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง
และดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัย
(๔)
ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์หรือศาสตราจารย์พิเศษ
นอกจากคุณสมบัติตามวรรคหนึ่ง
อธิการบดีต้องมีคุณสมบัติอื่นและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๓๓ รองอธิการบดีต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง
และได้ทำการสอนหรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่ปีในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง
รองอธิการบดีอาจแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งมิได้เป็นผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยได้
โดยต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรองและมีประสบการณ์ด้านการบริหารตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัยมาแล้วไม่น้อยกว่าแปดปี
แต่ต้องมีจำนวนไม่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนรองอธิการบดี
ผู้ช่วยอธิการบดีต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง
นอกจากคุณสมบัติตามวรรคหนึ่ง
วรรคสอง และวรรคสาม รองอธิการบดี
และผู้ช่วยอธิการบดีต้องมีคุณสมบัติอื่นและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๓๔ อธิการบดีเป็นผู้แทนของมหาวิทยาลัยในกิจการทั้งปวง
และให้มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑)
บริหารกิจการของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ และประกาศ รวมทั้งนโยบายและวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย
(๒)
บริหารงานบุคคล บริหารการเงิน การพัสดุ และทรัพย์สินอื่นของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามกฎหมาย
ข้อบังคับ ระเบียบ และประกาศของมหาวิทยาลัย
(๓)
จัดหารายได้และทรัพยากรอื่นจากแหล่งต่าง ๆ
เพื่อสนับสนุนการดำเนินภารกิจให้บรรลุวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย
(๔)
จัดทำงบประมาณรายรับและงบประมาณรายจ่ายเพื่อเสนอต่อสภามหาวิทยาลัย
(๕)
แต่งตั้งและถอดถอนผู้ช่วยอธิการบดี รองคณบดี รองผู้อำนวยการ
รองหัวหน้าส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าสถาบันหรือสำนัก
และอาจารย์พิเศษ
(๖)
บรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอน และดำเนินการทางวินัยแก่ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย
ตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
(๗)
จัดทำแผนพัฒนามหาวิทยาลัย และดูแลให้มีการปฏิบัติตามนโยบายและแผนงาน
รวมทั้งติดตามและประเมินผลการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย
(๘)
เสนอรายงานประจำปีเกี่ยวกับกิจการด้านต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยต่อสภามหาวิทยาลัย
(๙)
ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ และประกาศของมหาวิทยาลัยหรือตามที่สภามหาวิทยาลัยมอบหมาย
มาตรา ๓๕ ในกรณีที่อธิการบดีไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้รองอธิการบดีเป็นผู้รักษาการแทนถ้ามีรองอธิการบดีหลายคน
ให้รองอธิการบดีซึ่งอธิการบดีมอบหมายเป็นผู้รักษาการแทน ถ้าอธิการบดีมิได้มอบหมาย
ให้รองอธิการบดีซึ่งมีอาวุโสสูงสุดตามหลักเกณฑ์ที่สภามหาวิทยาลัยกำหนดเป็นผู้รักษาการแทน
ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี
หรือไม่มีผู้รักษาการแทนอธิการบดีตามวรรคหนึ่ง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๒ เป็นผู้รักษาการแทน
มาตรา ๓๖ ในคณะหรือส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
ที่จัดการเรียนการสอน ให้มีคณบดีคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา
และรับผิดชอบการบริหารงานของส่วนงานนั้น
และจะให้มีรองคณบดีตามจำนวนที่สภามหาวิทยาลัยกำหนดเพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่คณบดีมอบหมายก็ได้
คณบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี
และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้
คณบดีนั้น
ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๗ วรรคหนึ่งและวรรคสาม
รองคณบดีนั้น
ให้อธิการบดีแต่งตั้งโดยคำแนะนำของคณบดีจากผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา
๓๗
หลักเกณฑ์
วิธีการแต่งตั้ง และการพ้นจากตำแหน่งของคณบดีและรองคณบดี
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
เมื่อคณบดีพ้นจากตำแหน่ง
ให้รองคณบดีพ้นจากตำแหน่งด้วย
มาตรา ๓๗ คณบดีและรองคณบดีต้องมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใด
ดังต่อไปนี้
(๑)
สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าชั้นปริญญาเอกหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง
และได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปีในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง
(๒)
สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง
และได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่ปีในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง
รองคณบดีอาจแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งมิได้เป็นผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยได้
โดยต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดหรือเทียบเท่าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภามหาวิทยาลัยรับรอง
และมีประสบการณ์ด้านการบริหารตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัยมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่ปี
แต่ต้องมีจำนวนไม่เกินหนึ่งในสามของจำนวนรองคณบดี
นอกจากคุณสมบัติตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง
คณบดีและรองคณบดีต้องมีคุณสมบัติอื่นและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๓๘ ในคณะหรือส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
ที่จัดการเรียนการสอน ให้มีคณะกรรมการประจำส่วนงานนั้น ประกอบด้วย
คณบดีเป็นประธานกรรมการและกรรมการอื่นอีกจำนวนหนึ่ง
องค์ประกอบ
จำนวน คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง
และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ อำนาจหน้าที่ ตลอดจนการประชุมและวิธีดำเนินงานของคณะกรรมการประจำคณะหรือส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
ที่จัดการเรียนการสอน ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๓๙ ในสถาบัน สำนัก
หรือส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าสถาบันหรือสำนัก
ที่ไม่ได้จัดการเรียนการสอน ให้มีผู้อำนวยการหรือหัวหน้าส่วนงานคนหนึ่ง
เป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการบริหารงานของส่วนงานนั้น
และจะให้มีรองผู้อำนวยการหรือรองหัวหน้าส่วนงานตามจำนวนที่สภามหาวิทยาลัยกำหนดเพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่ผู้อำนวยการหรือหัวหน้าส่วนงานมอบหมายก็ได้
ผู้อำนวยการหรือหัวหน้าส่วนงานตามวรรคหนึ่ง
มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้
แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้
คุณสมบัติ
หลักเกณฑ์ วิธีการแต่งตั้ง
และการพ้นจากตำแหน่งของผู้อำนวยการหรือหัวหน้าส่วนงานและรองผู้อำนวยการหรือรองหัวหน้าส่วนงาน
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
เมื่อผู้อำนวยการหรือหัวหน้าส่วนงานพ้นจากตำแหน่ง
ให้รองผู้อำนวยการหรือรองหัวหน้าส่วนงานพ้นจากตำแหน่งด้วย
มาตรา ๔๐ ในสถาบัน สำนัก
หรือส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าสถาบันหรือสำนัก
ที่ไม่ได้จัดการเรียนการสอน อาจให้มีคณะกรรมการประจำส่วนงานนั้น ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถาบัน
ผู้อำนวยการสำนัก
หรือหัวหน้าส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าสถาบันหรือสำนัก
ที่ไม่ได้จัดการเรียนการสอน เป็นประธานกรรมการและกรรมการอื่นอีกจำนวนหนึ่ง
องค์ประกอบ
จำนวน คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง
และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ อำนาจหน้าที่
ตลอดจนการประชุมและวิธีดำเนินงานของคณะกรรมการประจำสถาบัน สำนัก
หรือส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าสถาบันหรือสำนัก
ที่ไม่ได้จัดการเรียนการสอนให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๔๑ ในสำนักงานสภามหาวิทยาลัยหรือสำนักงาน
ให้มีผู้อำนวยการคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการบริหารงานของส่วนงานนั้น
คุณสมบัติ
หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา
และอำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการสำนักงานสภามหาวิทยาลัยหรือสำนักงาน ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๔๒ ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี
คณบดี ผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการสำนัก
และหัวหน้าส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าสถาบันหรือสำนัก
ต้องปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มเวลา และจะดำรงตำแหน่งดังกล่าวเกินหนึ่งตำแหน่งในขณะเดียวกันมิได้
ผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่งอยู่หนึ่งตำแหน่งแล้ว
ให้รักษาการแทนตำแหน่งอื่นได้อีกเพียงหนึ่งตำแหน่ง
แต่ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
มาตรา ๔๓ เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานในสำนักงานสภามหาวิทยาลัย
สำนักงาน คณะ สถาบัน สำนัก หรือส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าสำนักงาน
คณะ สถาบัน หรือสำนักอธิการบดีจะมอบอำนาจให้ผู้ดำรงตำแหน่งคณบดี ผู้อำนวยการ
หรือหัวหน้าส่วนงานดังกล่าว ปฏิบัติหน้าที่แทนอธิการบดีเฉพาะในส่วนงานนั้นก็ได้
คณบดี
ผู้อำนวยการ หรือหัวหน้าส่วนงานซึ่งได้รับมอบอำนาจจากอธิการบดีอาจมอบอำนาจต่อให้รองคณบดี
รองผู้อำนวยการ
หรือรองหัวหน้าส่วนงานนั้นปฏิบัติหน้าที่ที่รับมอบอำนาจมานั้นแทนได้เมื่อได้รับความเห็นชอบจากอธิการบดี
และให้ผู้รับมอบอำนาจหรือผู้รับมอบอำนาจต่อมีอำนาจหน้าที่ตามที่อธิการบดีกำหนด
มาตรา ๔๔ นอกจากที่บัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้
การรักษาการแทน การมอบอำนาจให้ปฏิบัติการแทน
ตลอดจนการมอบอำนาจช่วงให้ปฏิบัติการแทนของผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ
ในมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
ในกรณีที่มีกฎหมาย
ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งหรือกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดเป็นกรรมการ
อนุกรรมการ หรือมีอำนาจหน้าที่อย่างใด
ให้ผู้รักษาการแทนหรือผู้ปฏิบัติการแทนทำหน้าที่กรรมการ อนุกรรมการ
หรือมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้นในระหว่างที่รักษาการแทนหรือปฏิบัติการแทนด้วย
แล้วแต่กรณี เว้นแต่ผู้มอบอำนาจจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในคำสั่งมอบอำนาจ
การประกันคุณภาพและการประเมิน
มาตรา ๔๕ ให้มหาวิทยาลัยจัดให้มีการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของมหาวิทยาลัย
ระบบ
หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๔๖ ให้มหาวิทยาลัยจัดให้มีการประเมินส่วนงานของมหาวิทยาลัย
เพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของมหาวิทยาลัย
ระบบ
หลักเกณฑ์ และวิธีการประเมินส่วนงานของมหาวิทยาลัย
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๔๗ ให้สภาวิชาการจัดให้มีการประเมินหลักสูตรการศึกษา
การเรียนการสอนและการวัดผลตามหลักสูตรนั้น ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ
และระยะเวลาที่สภามหาวิทยาลัยกำหนดแล้วเสนอสภามหาวิทยาลัยพิจารณา
มาตรา ๔๘ ให้สภามหาวิทยาลัยจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของอธิการบดีและหัวหน้าส่วนงานต่าง
ๆ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๔๙ ให้อธิการบดีจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยตามหลักเกณฑ์
วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
การบัญชีและการตรวจสอบ
มาตรา ๕๐ ให้มหาวิทยาลัยวางและรักษาไว้ซึ่งระบบบัญชีอันถูกต้อง
แยกตามส่วนงานของมหาวิทยาลัย เป็นไปตามหลักการควบคุมภายในที่ดี
มีสมุดบัญชีลงรายการแยกตามประเภทของสินทรัพย์ หนี้สิน ทุน รายได้
และค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริง พร้อมด้วยข้อความอันเป็นที่มาของรายการนั้น ๆ และให้มีการตรวจสอบบัญชีภายในเป็นประจำ
การบันทึกรายการในสมุดบัญชีตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีที่รับรองทั่วไป
มาตรา ๕๑ ให้มหาวิทยาลัยจัดทำงบการเงินและบัญชีรายรับและรายจ่ายส่งผู้สอบบัญชีของมหาวิทยาลัยภายในเก้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี
วันเริ่มและวันสิ้นปีบัญชีของมหาวิทยาลัย
ให้เป็นไปตามประกาศของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๕๒ ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือบุคคลภายนอกซึ่งสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
เป็นผู้สอบบัญชีของมหาวิทยาลัย และให้ทำการตรวจสอบรับรองบัญชีและการเงินทุกประเภทของมหาวิทยาลัยทุกรอบปีบัญชี
มาตรา ๕๓ ให้ผู้สอบบัญชีมีอำนาจตรวจสอบสรรพสมุดบัญชีและเอกสารหลักฐานต่าง
ๆ ที่เกี่ยวข้องของมหาวิทยาลัย เพื่อการนี้ ให้มีอำนาจสอบถามอธิการบดีและผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยและเรียกให้ส่งสรรพสมุดบัญชีและเอกสารหลักฐานต่าง
ๆ ที่เกี่ยวข้องของมหาวิทยาลัยเป็นการเพิ่มเติมได้ตามความจำเป็น
มาตรา ๕๔ ให้ผู้สอบบัญชีจัดทำรายงานผลการสอบบัญชีและการเงินเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี
เพื่อให้สภามหาวิทยาลัยเสนอต่อรัฐมนตรี
ให้มหาวิทยาลัยเผยแพร่รายงานประจำปีของปีที่สิ้นไปนั้น
แสดงบัญชีงบดุล บัญชีทำการและบัญชีรายรับและรายจ่ายที่ผู้สอบบัญชีรับรองแล้ว
พร้อมทั้งแสดงผลงานของมหาวิทยาลัยในปีที่ล่วงมาและแผนงานที่จะจัดทำในปีต่อไปภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี
มาตรา ๕๕ ให้อธิการบดีเป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
การกำกับและดูแล
มาตรา ๕๖ รัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่กำกับและดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในมาตรา
๗ และให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลหรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเป็นการเฉพาะ
ในกรณีที่มีปัญหาข้อขัดแย้งในการดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัยซึ่งอาจเกิดความเสียหายต่อส่วนรวม
ให้รัฐมนตรีเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา เมื่อคณะรัฐมนตรีวินิจฉัยเป็นประการใดแล้ว
ให้ผู้เกี่ยวข้องมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะรัฐมนตรี
มาตรา ๕๗ บรรดาเรื่องที่มหาวิทยาลัยจะต้องเสนอไปยังคณะรัฐมนตรีตามพระราชบัญญัตินี้ให้รัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ
ตำแหน่งทางวิชาการ
มาตรา ๕๘ คณาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยมีตำแหน่งทางวิชาการ
ดังต่อไปนี้
(๑)
ศาสตราจารย์
(๒)
รองศาสตราจารย์
(๓)
ผู้ช่วยศาสตราจารย์
(๔)
อาจารย์
ศาสตราจารย์นั้น
จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภามหาวิทยาลัย
สภามหาวิทยาลัยอาจกำหนดให้มีตำแหน่งทางวิชาการที่เรียกชื่ออย่างอื่นได้โดยทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
คุณสมบัติ
หลักเกณฑ์ และวิธีการแต่งตั้งและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๕๙ ศาสตราจารย์ซึ่งมีความรู้ความสามารถและความชำนาญเป็นพิเศษและพ้นจากตำแหน่งไปโดยไม่มีความผิด
สภามหาวิทยาลัยอาจแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณในสาขาวิชาที่ศาสตราจารย์ผู้นั้นมีความเชี่ยวชาญเพื่อเป็นเกียรติยศได้
คุณสมบัติ
หลักเกณฑ์ และวิธีการแต่งตั้งและถอดถอนศาสตราจารย์เกียรติคุณ
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๖๐ ศาสตราจารย์พิเศษนั้น
จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากผู้ซึ่งมิได้เป็นผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยโดยคำแนะนำของสภามหาวิทยาลัย
คุณสมบัติ
หลักเกณฑ์ และวิธีการแต่งตั้งและถอดถอนศาสตราจารย์พิเศษ
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๖๑ สภามหาวิทยาลัยอาจแต่งตั้งผู้ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมและมิได้เป็นผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยเป็นรองศาสตราจารย์พิเศษหรือผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษได้
โดยคำแนะนำของสภาวิชาการ
อธิการบดีอาจแต่งตั้งผู้ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมและมิได้เป็นคณาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยเป็นอาจารย์พิเศษได้
โดยคำแนะนำของคณบดี
คุณสมบัติ
หลักเกณฑ์ และวิธีการแต่งตั้งและถอดถอนรองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษและอาจารย์พิเศษ
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๖๒ บุคคลซึ่งได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ
หรือได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ หรือผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้มีสิทธิใช้ตำแหน่งทางวิชาการดังกล่าวเป็นคำนำหน้านาม
เพื่อแสดงวิทยฐานะได้ตลอดไป
การใช้คำนำหน้านามตามความในวรรคหนึ่งให้ใช้อักษรย่อ
ดังต่อไปนี้
(๑) ศาสตราจารย์ ใช้อักษรย่อ
ศ.
(๒) ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ใช้อักษรย่อ ศ. (เกียรติคุณ)
(๓) ศาสตราจารย์พิเศษ ใช้อักษรย่อ
ศ. (พิเศษ)
(๔) รองศาสตราจารย์ ใช้อักษรย่อ
รศ.
(๕) รองศาสตราจารย์พิเศษ ใช้อักษรย่อ รศ. (พิเศษ)
(๖) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ใช้อักษรย่อ
ผศ.
(๗) ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ ใช้อักษรย่อ ผศ. (พิเศษ)
การใช้คำนำหน้านามและการใช้อักษรย่อคำนำหน้านามสำหรับตำแหน่งทางวิชาการที่เรียกชื่ออย่างอื่น
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๖๓ สภามหาวิทยาลัยอาจกำหนดให้มีตำแหน่งสำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยซึ่งมิใช่คณาจารย์ประจำ
และเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์
และมีผลงานในหน้าที่ที่แสดงถึงการใช้วิชาชีพหรือระดับความสามารถได้
คุณสมบัติ
หลักเกณฑ์การกำหนดตำแหน่ง วิธีการแต่งตั้ง
และถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
ปริญญาและเครื่องหมายวิทยฐานะ
มาตรา ๖๔ ปริญญามีสามชั้น คือ
ปริญญาเอก เรียกว่า
ดุษฎีบัณฑิต ใช้อักษรย่อ
ด.
ปริญญาโท เรียกว่า
มหาบัณฑิต ใช้อักษรย่อ
ม.
ปริญญาตรี เรียกว่า
บัณฑิต ใช้อักษรย่อ
บ.
มาตรา ๖๕ มหาวิทยาลัยมีอำนาจให้ปริญญา อนุปริญญา
หรือประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใดในสาขาวิชาที่มีการสอนในมหาวิทยาลัย
และให้หรือร่วมให้ปริญญา อนุปริญญา
หรือประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใดในสาขาวิชาที่มีการจัดการศึกษาร่วมกับสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันวิจัยอื่นในประเทศหรือต่างประเทศหรือขององค์การระหว่างประเทศ
การกำหนดให้สาขาวิชาใดมีปริญญา
อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรชั้นใด และจะใช้อักษรย่อสำหรับสาขาวิชานั้นอย่างไร
ให้เป็นไปตามประกาศของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๖๖ สภามหาวิทยาลัยอาจออกข้อบังคับกำหนดให้ผู้สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรีได้รับปริญญาเกียรตินิยมอันดับหนึ่งหรือปริญญาเกียรตินิยมอันดับสองได้
มาตรา ๖๗ สภามหาวิทยาลัยอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มีประกาศนียบัตรชั้นต่าง
ๆ และอนุปริญญาได้ ดังต่อไปนี้
(๑)
ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง
ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งภายหลังที่ได้รับปริญญาโทหรือเทียบเท่าแล้ว
(๒)
ประกาศนียบัตรบัณฑิต ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งภายหลังที่ได้รับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าแล้ว
(๓)
อนุปริญญา
ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งก่อนถึงขั้นได้รับปริญญาตรี
(๔)
ประกาศนียบัตรประเภทอื่น ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาเฉพาะวิชา
มาตรา ๖๘ มหาวิทยาลัยมีอำนาจให้ปริญญากิตติมศักดิ์แก่ผู้ซึ่งสภามหาวิทยาลัยเห็นว่าทรงคุณวุฒิและคุณธรรมสมควรแก่ปริญญานั้น
ๆ แต่จะให้ปริญญาดังกล่าวแก่ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยนายกสภามหาวิทยาลัย
หรือกรรมการสภามหาวิทยาลัย ในขณะดำรงตำแหน่งนั้นมิได้
ชั้น
สาขาของปริญญา และหลักเกณฑ์การให้ปริญญากิตติมศักดิ์
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๖๙ มหาวิทยาลัยอาจกำหนดให้มีครุยวิทยฐานะหรือเข็มวิทยฐานะเป็นเครื่องหมายแสดงวิทยฐานะของผู้ได้รับปริญญา
อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใด
และอาจกำหนดให้มีครุยประจำตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย
ครุยประจำตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัย ครุยประจำตำแหน่งผู้บริหาร
หรือครุยประจำตำแหน่งคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยได้
การกำหนดลักษณะ
ชนิด ประเภท และส่วนประกอบของครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะและครุยประจำตำแหน่ง
ให้ทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ครุยวิทยฐานะ
เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งจะใช้ในโอกาสใด
โดยมีเงื่อนไขอย่างใดให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๗๐ มหาวิทยาลัยอาจกำหนดให้มีตรา เครื่องหมาย
หรือสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยหรือส่วนงานของมหาวิทยาลัยได้
โดยทำเป็นประกาศของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
การใช้ตรา
เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ตามวรรคหนึ่งเพื่อการค้า
หรือการใช้สิ่งดังกล่าวที่มิใช่เพื่อประโยชน์ของมหาวิทยาลัยหรือส่วนงานของมหาวิทยาลัย
ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากมหาวิทยาลัย
มาตรา ๗๑ มหาวิทยาลัยอาจกำหนดให้มีเครื่องแบบ
เครื่องหมาย หรือเครื่องแต่งกายของนิสิตและผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยได้
โดยทำเป็นข้อบังคับของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
บทกำหนดโทษ
มาตรา ๗๒ ผู้ใดใช้ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ
ครุยประจำตำแหน่ง เครื่องแบบ เครื่องหมายหรือเครื่องแต่งกายของนิสิตและผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย
หรือสิ่งใดที่เลียนแบบสิ่งดังกล่าว โดยไม่มีสิทธิที่จะใช้ หรือแสดงด้วยประการใด ๆ
ว่าตนมีปริญญา อนุปริญญา
หรือประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใดหรือมีตำแหน่งใดในมหาวิทยาลัยโดยที่ตนไม่มีสิทธิ
ถ้าได้กระทำเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิที่จะใช้หรือมีวิทยฐานะ
หรือมีตำแหน่งเช่นนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน
หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๗๓ ผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(๑)
ปลอม หรือทำเลียนแบบซึ่งตรา เครื่องหมาย
หรือสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยหรือส่วนงานของมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะทำเป็นสีใด
หรือทำด้วยวิธีใด ๆ
(๒)
ใช้ตรา เครื่องหมาย
หรือสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยหรือส่วนงานของมหาวิทยาลัยปลอมหรือซึ่งทำเลียนแบบ
(๓)
ใช้ หรือทำให้ปรากฏซึ่งตรา เครื่องหมาย
หรือสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยหรือส่วนงานของมหาวิทยาลัย ที่วัตถุหรือสินค้าใด ๆ
โดยฝ่าฝืนมาตรา ๗๐ วรรคสอง
ถ้าผู้กระทำความผิดตาม
(๑) เป็นผู้กระทำความผิดตาม (๒) ด้วย ให้ลงโทษตาม (๒) แต่กระทงเดียว
ความผิดตาม
(๓) เป็นความผิดอันยอมความได้
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๗๔ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้
ภาระผูกพัน งบประมาณ และรายได้ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. ๒๕๔๑ มาเป็นของมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๗๕ ให้นายกสภามหาวิทยาลัย อุปนายกสภามหาวิทยาลัย
และกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. ๒๕๔๑
ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
เป็นนายกสภามหาวิทยาลัย อุปนายกสภามหาวิทยาลัย
และกรรมการสภามหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้ และปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีสภามหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้
ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๗๖ ให้ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการและกรรมการสภาคณาจารย์และข้าราชการตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ปฏิบัติหน้าที่ประธานสภาคณาจารย์และพนักงานและกรรมการสภาคณาจารย์และพนักงานจนกว่าจะมีสภาคณาจารย์และพนักงานตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๗๗ ให้ส่วนราชการในมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
พ.ศ. ๒๕๔๑ และส่วนงานภายในที่สภามหาวิทยาลัยได้อนุมัติและจัดตั้งขึ้นในมหาวิทยาลัย
ที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
เป็นส่วนงานของมหาวิทยาลัยไปพลางก่อนจนกว่าจะมีประกาศของมหาวิทยาลัยจัดตั้งส่วนงานตามมาตรา
๑๐ ซึ่งต้องไม่เกินสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๗๘ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
พ.ศ. ๒๕๔๑ อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
คงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระแต่ถ้าบุคคลดังกล่าวเป็นข้าราชการของมหาวิทยาลัยต้องแสดงเจตนาเปลี่ยนสถานภาพมาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
และให้มหาวิทยาลัยดำเนินการบรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยทันที
ให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
พ.ศ. ๒๕๔๑ อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
คงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีจะพ้นจากตำแหน่ง
ในกรณีที่มีการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
พ.ศ. ๒๕๔๑ อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้ผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งอธิการบดี
และให้รองอธิการบดีซึ่งสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งและผู้ช่วยอธิการบดีซึ่งผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีแต่งตั้งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีจะพ้นจากตำแหน่ง
ในกรณีที่มีการสรรหาและดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งอธิการบดีตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. ๒๕๔๑
อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้ถือว่าเป็นการสรรหาและดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ และหากได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งอธิการบดีแล้ว ให้ผู้นั้นดำรงตำแหน่งอธิการบดีตามพระราชบัญญัตินี้
แต่ถ้าบุคคลดังกล่าวเป็นข้าราชการของมหาวิทยาลัยต้องแสดงเจตนาเปลี่ยนสถานภาพมาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้
ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
และให้มหาวิทยาลัยดำเนินการบรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยทันที
เมื่อครบกำหนดเวลาสามสิบวันตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสี่แล้ว
ถ้าผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่แสดงเจตนาเปลี่ยนสถานภาพมาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย
ให้พ้นจากตำแหน่ง
มาตรา ๗๙ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งคณบดี ผู้อำนวยการสถาบัน
ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการวิทยาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ หัวหน้าภาควิชา
และหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชาตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
พ.ศ. ๒๕๔๑ และหัวหน้าส่วนงานภายในที่สภามหาวิทยาลัยได้อนุมัติและจัดตั้งขึ้นในมหาวิทยาลัย
อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับคงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระ
ให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองของผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง
คงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่งจะพ้นจากตำแหน่ง
มาตรา ๘๐ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี
ผู้อำนวยการกอง ผู้อำนวยการสำนักงานบัณฑิตวิทยาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานคณบดี
ผู้อำนวยการสำนักงานสถาบัน ผู้อำนวยการสำนักงานสำนัก ผู้อำนวยการสำนักงานวิทยาลัย
ผู้อำนวยการสำนักงานศูนย์ และหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าผู้อำนวยการกอง
ผู้อำนวยการสำนักงานคณบดี ผู้อำนวยการสำนักงานสถาบันผู้อำนวยการสำนักงานสำนัก
ผู้อำนวยการสำนักงานวิทยาลัย และผู้อำนวยการสำนักงานศูนย์
อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ คงดำรงตำแหน่งต่อไป
มาตรา ๘๑ การนับวาระการดำรงตำแหน่งของอธิการบดี
คณบดี ผู้อำนวยการสถาบัน ผู้อำนวยการสำนัก
และหัวหน้าส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าสถาบันหรือสำนัก
ให้นับรวมวาระการดำรงตำแหน่งตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. ๒๕๔๑
เป็นวาระการดำรงตำแหน่งตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย
มาตรา ๘๒ ให้คณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย
คณะกรรมการประจำคณะ คณะกรรมการประจำสถาบัน คณะกรรมการประจำสำนัก
คณะกรรมการประจำวิทยาลัย คณะกรรมการประจำศูนย์ หรือคณะกรรมการประจำส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
พ.ศ. ๒๕๔๑
และคณะกรรมการประจำส่วนงานภายในที่สภามหาวิทยาลัยได้อนุมัติและจัดตั้งขึ้นในมหาวิทยาลัย
ที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีคณะกรรมการประจำคณะ คณะกรรมการประจำสถาบัน
คณะกรรมการประจำสำนักหรือคณะกรรมการประจำส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
สถาบัน หรือสำนักตามพระราชบัญญัตินี้
ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้คณะกรรมการอื่นซึ่งสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะครบวาระการดำรงตำแหน่งหรือจนกว่าสภามหาวิทยาลัยจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
มาตรา ๘๓ ให้ผู้ซึ่งเป็นศาสตราจารย์
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ศาสตราจารย์พิเศษ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ
และอาจารย์ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
พ.ศ. ๒๕๔๑ อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นศาสตราจารย์
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ศาสตราจารย์พิเศษ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ
และอาจารย์ของมหาวิทยาลัยต่อไปตามพระราชบัญญัตินี้
ให้ผู้ซึ่งเป็นอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
พ.ศ. ๒๕๔๑ อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้จนครบกำหนดเวลาที่ได้รับการแต่งตั้ง
มาตรา ๘๔ ให้โอนบรรดาข้าราชการ ลูกจ้างของส่วนราชการ
พนักงานมหาวิทยาลัยและลูกจ้างของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
พ.ศ. ๒๕๔๑ มาเป็นข้าราชการ ลูกจ้างของส่วนราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย
และลูกจ้างของมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้
เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการและลูกจ้างของส่วนราชการตามวรรคหนึ่งให้ถือว่ามหาวิทยาลัยเป็นส่วนราชการ
และให้ข้าราชการและลูกจ้างของส่วนราชการดังกล่าว รับเงินเดือน ค่าจ้าง และเงินอื่น
ๆ ผ่านมหาวิทยาลัย โดยเบิกจ่ายจากเงินงบประมาณแผ่นดิน
งบบุคลากรที่จ่ายในลักษณะเงินเดือน ค่าจ้างประจำ และเงินอื่นที่เกี่ยวข้อง
และให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา
หรือระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยลูกจ้างของส่วนราชการมาใช้บังคับ แล้วแต่กรณี
ในกรณีที่นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาหรือระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยลูกจ้างของส่วนราชการมาใช้บังคับ
แต่ไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัตินี้หรือมีกรณีที่ไม่อาจนำมาใช้บังคับได้ด้วยเหตุใด
ให้การดำเนินการในส่วนที่ไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัตินี้ หรือในส่วนที่ไม่อาจนำมาใช้บังคับได้
เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยหรือตามมติสภามหาวิทยาลัย
มาตรา ๘๕ ข้าราชการหรือลูกจ้างของส่วนราชการตามมาตรา
๘๔ ผู้ใด
(๑)
แสดงเจตนาเปลี่ยนสถานภาพมาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้มหาวิทยาลัยดำเนินการบรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยทันที
แล้วแต่กรณี
(๒)
แสดงเจตนาเปลี่ยนสถานภาพมาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้ภายหลังกำหนดเวลาตาม
(๑)
แต่ไม่เกินสามปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเมื่อมหาวิทยาลัยได้ประเมินแล้วเห็นว่ามีความรู้ความสามารถตามหลักเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดให้มหาวิทยาลัยดำเนินการบรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยได้โดยไม่ต้องทดลองปฏิบัติงาน
(๓)
แสดงเจตนาเปลี่ยนสถานภาพมาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้ภายหลังกำหนดเวลาตาม
(๒)
ถ้ามหาวิทยาลัยเห็นว่าการรับบุคคลนั้นเข้าทำงานจะเป็นประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยและมีอัตราที่จะบรรจุทำงานได้
เมื่อมหาวิทยาลัยได้ประเมินแล้วเห็นว่ามีความรู้ความสามารถตามหลักเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนด
ให้มหาวิทยาลัยดำเนินการบรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยได้โดยไม่ต้องทดลองปฏิบัติงาน
การแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย และเมื่อได้ยื่นแสดงเจตนาแล้วจะถอนมิได้
ข้าราชการหรือลูกจ้างของส่วนราชการตามมาตรา
๘๔
ซึ่งมิได้รับการบรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้
ให้ยังคงสถานะความเป็นข้าราชการ
หรือลูกจ้างของส่วนราชการต่อไปตามกฎหมายหรือระเบียบว่าด้วยการนั้น
มาตรา ๘๖ ผู้ซึ่งมหาวิทยาลัยบรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยตามมาตรา
๗๘ และมาตรา ๘๕ ให้ได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง สวัสดิการ
และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นไม่น้อยกว่าที่เคยได้รับอยู่ก่อนบรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๘๗ ข้าราชการซึ่งมหาวิทยาลัยบรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยตามมาตรา
๗๘ และมาตรา ๘๕
ให้ถือว่าเป็นการให้ออกจากราชการเพราะทางราชการเลิกหรือยุบตำแหน่งตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
หรือกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ นับแต่วันที่ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย
ลูกจ้างของส่วนราชการซึ่งมหาวิทยาลัยบรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยตามมาตรา
๘๕
ให้ถือว่าเป็นการออกจากงานเพราะทางราชการยุบตำแหน่งและมีสิทธิได้รับบำเหน็จตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง
ข้าราชการซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการอยู่แล้ว
ให้มีสิทธิขอเป็นสมาชิกต่อไปได้แม้จะออกจากราชการแล้ว
ในกรณีเช่นนี้ให้ถือว่าเป็นข้าราชการบำนาญและมีสิทธิได้รับสวัสดิการจากทางราชการเช่นเดียวกับผู้ได้รับบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
พนักงานมหาวิทยาลัยซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์ในฐานะข้าราชการบำนาญแล้ว
ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม
แต่ไม่ตัดสิทธิที่จะประกันตนด้วยความสมัครใจ
มาตรา ๘๘ สิทธิในการเข้าสู่ตำแหน่งศาสตราจารย์
รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์หรือตำแหน่งอื่นใดของข้าราชการหรือพนักงานที่โอนมาตามมาตรา
๘๔ หรือเปลี่ยนสถานภาพตามมาตรา ๗๘ และมาตรา ๘๕
และสิทธิในการเลื่อนตำแหน่งของลูกจ้างของส่วนราชการที่มีอยู่เดิม
มิให้เสียไปเพราะเหตุที่โอนมาหรือเปลี่ยนสถานภาพหรือไม่เปลี่ยนสถานภาพมาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัย
มาตรา ๘๙ ในกรณีที่ตำแหน่งข้าราชการและลูกจ้างของส่วนราชการในมหาวิทยาลัยว่างลงไม่ว่าจะว่างอยู่ก่อนหรือภายหลังวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้ยุบเลิกตำแหน่งนั้นและให้โอนอัตราตำแหน่งและเงินงบประมาณแผ่นดินประจำอัตรา
รวมตลอดทั้งงบบุคลากรที่จ่ายในลักษณะเงินเดือน ค่าจ้างประจำ และเงินอื่นที่เกี่ยวข้องซึ่งตั้งไว้สำหรับตำแหน่งนั้นมาเป็นของมหาวิทยาลัย
และให้ถือว่าการโอนเงินงบประมาณดังกล่าวเป็นการโอนเงินงบประมาณรายจ่ายตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
มาตรา ๙๐ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามความในบทเฉพาะกาลนี้
ให้มีคณะกรรมการเฉพาะกิจคณะหนึ่ง ประกอบด้วย นายกสภามหาวิทยาลัยเป็นประธานกรรมการ
อธิการบดี ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ ผู้แทนกระทรวงการคลัง
ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งจำนวนสองคน เป็นกรรมการ
ให้อธิการบดีแต่งตั้งรองอธิการบดีคนหนึ่งเป็นกรรมการและเลขานุการ
ให้คณะกรรมการเฉพาะกิจทำหน้าที่ให้ความเห็นและกำหนดแนวปฏิบัติในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติตามบทเฉพาะกาล
ให้คณะกรรมการเฉพาะกิจตามมาตรานี้
ปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าการปฏิบัติตามบทเฉพาะกาลนี้ได้ดำเนินการจนเสร็จสิ้นแล้ว
มาตรา ๙๑ ให้ออกข้อบังคับ ระเบียบ หรือประกาศ
เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้แล้วเสร็จภายในสามปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ในระหว่างที่ยังมิได้ออกข้อบังคับ
ระเบียบ หรือประกาศตามวรรคหนึ่ง ให้นำพระราชกฤษฎีกากฎทบวง ประกาศทบวงมหาวิทยาลัย
ข้อบังคับ ระเบียบ และประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่ใช้อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม
โดยการส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยของรัฐพัฒนาไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการแต่อยู่ในกำกับของรัฐ
เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการที่เป็นอิสระและมีความคล่องตัว
สามารถจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
โดยการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาจะต้องคำนึงถึงความเป็นอิสระและความเป็นเลิศทางวิชาการ
สมควรปรับปรุงการบริหารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒให้เป็นไปตามแนวทางดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
วิศนี/ปริยานุช/จัดทำ
๒๒ เมษายน ๒๕๕๙
ปัญญา/ตรวจ
๒๗ เมษายน ๒๕๕๙
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๓๓/ตอนที่ ๓๓ ก/หน้า ๑๐/๒๑ เมษายน ๒๕๕๙
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).