พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
จำกัดสิทธิคนไทยผู้กระทำการอันเป็นภัยแก่ชาติ
พุทธศักราช ๒๔๘๔
ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร
ลงวันที่ ๔ สิงหาคม
พุทธศักราช ๒๔๘๐)
อาทิตย์ทิพอาภา
พล.อ.พิชเยนทรโยธิน
ตราไว้ ณ วันที่ ๘ กันยายน
พุทธศักราช ๒๔๘๔
เป็นปีที่ ๘
ในรัชกาลปัจจุบัน
โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า
เพื่อความผาสุกและความเจริญของปวงชนชาวไทย
สมควรจำกัดสิทธิคนไทยผู้กระทำการอันเป็นภัยแก่ชาติ
จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร
ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า พระราชบัญญัติจำกัดสิทธิคนไทยผู้กระทำการอันเป็นภัยแก่ชาติ
พุทธศักราช ๒๔๘๔
มาตรา ๒[๑] ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ คนไทยผู้ใดกระทำการดังต่อไปนี้
อาจถูกจำกัดสิทธิตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้
๑.
กระทำความผิดฐานกบฏภายในหรือฐานกบฏภายนอกราชอาณาจักรและศาลได้พิพากษาคดีถึงที่สุดให้จำคุกไม่ต่ำกว่าห้าปี
๒. ยอมให้คนต่างด้าวใช้ชื่อตนกระทำ
หรือตนเองกระทำเพื่อประโยชน์แก่คนต่างด้าว ซึ่งกิจการใดอันกฎหมายไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวกระทำได้
หรือ
๓.
การกระทำใดอันเป็นการแสดงตนเข้าข้างต่างชาติในขณะที่มีการรบระหว่างชาติไทยกับชาตินั้น
มาตรา ๔ เมื่อปรากฏการกระทำดังกล่าวในมาตราก่อน
ให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณา
ถ้าเห็นสมควรก็อาจร้องต่อคณะกรรมการตามความในพระราชบัญญัตินี้ให้วินิจฉัยมีคำสั่งจำกัดสิทธิผู้กระทำได้
การร้องต่อคณะกรรมการตามความในวรรคก่อน
ให้ร้องได้ภายในกำหนดเวลาหนึ่งปี นับแต่วันที่ศาลได้พิพากษาคดีถึงที่สุด
หรือนับแต่วันกระทำแล้วแต่กรณี
มาตรา ๕
คณะกรรมการมีอำนาจทำการไต่สวนและวินิจฉัยมีคำสั่งให้ยกคำร้องของกระทรวงมหาดไทย
หรือให้จำกัดสิทธิผู้ถูกกล่าวหามีกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควร แต่ไม่เกินสิบปี
คำสั่งจำกัดสิทธิเช่นว่านี้ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ในการไต่สวนนั้น
ให้คณะกรรมการให้โอกาสแก่ผู้ถูกกล่าวหาทราบข้อหา
และยื่นคำให้การกับให้ฟังพยานหลักฐานของกระทรวงมหาดไทย และของผู้ถูกกล่าวหาถ้าประสงค์จะนำสืบ
ในการนี้ให้คณะกรรมการมีอำนาจออกหมายเรียกพยานหลักฐาน
และบังคับให้พยานสาบานหรือปฏิญาณได้ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ
กระทรวงมหาดไทย
และผู้ถูกกล่าวหาจะตั้งผู้แทนให้เป็นผู้ซักถามพยานและกระทำการอื่น
ในการไต่สวนของคณะกรรมการก็ได้ ผู้แทนของกระทรวงมหาดไทยจะต้องเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่
ตามความในประมวลกฎมายวิธีพิจารณาความอาญา
ผู้แทนของผู้ถูกกล่าวหาจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เป็นทนายความตามกฎหมายว่าด้วยทนายความ
มาตรา ๖
เมื่อได้มีคำสั่งของคณะกรรมการให้จำกัดสิทธิผู้ใดผู้นั้นย่อมเสียไปซึ่งสิทธิหรือประโยชน์ทั้งปวงอันมีกฎหมายบัญญัติให้เป็นสิทธิหรือประโยชน์ที่เฉพาะคนไทยพึงมีพึงได้เท่านั้น
ตลอดเวลาที่ถูกจำกัดสิทธิ
มาตรา ๗
คณะกรรมการมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งจำกัดสิทธิที่ได้สั่งไปแล้วเสียเมื่อใดก็ได้
เมื่อคณะกรรมการเห็นมีเหตุอันสมควร คำสั่งเพิกถอนคำสั่งจำกัดสิทธิเช่นว่านี้ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๘
ให้มีคณะกรรมการเพื่อปฏิบัติการตามความในมาตรา ๕ คณะหนึ่งมีจำนวนเจ็ดนาย
ประกอบด้วยกรรมการโดยตำแหน่งห้านาย คือ ประธานศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา และอธิบดีกรมอัยการ
กับกรรมการอื่นอีกสองนายซึ่งคณะรัฐมนตรีจะได้ตั้งขึ้นและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ให้ประธานศาลฎีกาเป็นประธานกรรมการ
มาตรา ๙ การประชุมของคณะกรรมการนั้น
ต้องมีกรรมการอย่างน้อยห้านายจึงจะเป็นองค์ประชุม การวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็นไปตามเสียงข้างมาก
มาตรา ๑๐
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น
เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี
การตราพระราชบัญญัติฉบับนี้
เพื่อมิให้คนไทยผู้กระทำการอันเป็นภัยแก่ชาติใช้สิทธิหรือได้รับประโยชน์
ในฐานะที่เป็นคนไทย
A+B
(C)
ทรงยศ
สราวุฒิ
จัดทำ
๑๙
พ.ค. ๔๖
[๑]
รก.๒๔๘๔/-/๑๑๔๗/๑๑ กันยายน ๒๔๘๔
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).