我的書籤免費註冊

กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2545

子法規・公布 2002-10-09・全 5 條

อารัมภบท

กฎกระทรวง กฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๔๕[๑] อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ ฉ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๓ และมาตรา ๓๑ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ นายกรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑

ข้อ ๑ ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีภารกิจเกี่ยวกับการจัดทำกฎหมาย การใช้กฎหมายและการพัฒนากฎหมายให้ถูกต้อง สร้างความเป็นธรรมและส่งเสริมการพัฒนาประเทศและประโยชน์สุขของประชาชน ตลอดจนพัฒนาบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย โดยให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (๑) พิจารณาและจัดทำร่างกฎหมายตามที่คณะรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย และพิจารณาเสนอความเห็นให้มีการแก้ไข ปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมาย รวมทั้งช่วยเหลือหน่วยงานของรัฐในการจัดทำร่างกฎหมาย (๒) ให้ความเห็นทางกฎหมายแก่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี และหน่วยงานของรัฐ (๓) งานประสานการนิติบัญญัติ โดยการตรวจสอบดูแลงานกฎหมายของประเทศและแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องในการเสนอกฎหมาย รวมทั้งการช่วยเหลืองานด้านกฎหมายในชั้นรัฐสภา (๔) จัดทำคำแปลกฎหมาย ให้ความเห็นทางกฎหมายเกี่ยวกับการกู้เงินและให้คำปรึกษาหรือปฏิบัติงานอื่นอันเกี่ยวกับกฎหมายให้แก่หน่วยงานของรัฐหรือตามที่รัฐบาลต่างประเทศหรือสถาบันระหว่างประเทศร้องขอ (๕) วิจัยและพัฒนากฎหมาย โดยตรวจสอบสภาพปัญหาของประเทศและของสังคม แล้วทำการศึกษาวิจัยเพื่อเสนอร่างกฎหมายใหม่หรือแก้ไขกฎหมายเดิม (๖) การพัฒนาหลักกฎหมายปกครองเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การปฏิบัติราชการ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปฏิบัติราชการ รวมทั้งรับผิดชอบกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ (๗) ทำหน้าที่เป็นศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง โดยการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องแล้วให้บริการค้นคว้าแก่รัฐบาล รัฐสภา หน่วยงานของรัฐและประชาชน (๘) ดำเนินการพัฒนานักกฎหมายภาครัฐ เพื่อให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน (๙) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

ข้อ ๒

ข้อ ๒ ให้แบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ดังต่อไปนี้ (๑) สำนักอำนวยการ (๒) ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง (๓) สถาบันพัฒนานักกฎหมายมหาชน (๔) สำนักกฎหมายต่างประเทศ (๕) สำนักกฎหมายปกครอง (๖) สำนักหลักนิติบัญญัติ

ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้มีกลุ่มผู้ปฏิบัติงานด้านวิชาการ เพื่อปฏิบัติหน้าที่หลักในการจัดทำร่างกฎหมาย การให้ความเห็นทางกฎหมาย และการพัฒนากฎหมาย โดยรับผิดชอบงานขึ้นตรงต่อเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ดังต่อไปนี้ (๑) ฝ่ายกฎหมายการบริหารราชการแผ่นดิน ๑ (๒) ฝ่ายกฎหมายการบริหารราชการแผ่นดิน ๒ (๓) ฝ่ายกฎหมายการคลัง (๔) ฝ่ายกฎหมายคมนาคม (๕) ฝ่ายกฎหมายการค้าและอุตสาหกรรม (๖) ฝ่ายกฎหมายทรัพยากรธรรมชาติ (๗) ฝ่ายกฎหมายการค้าระหว่างประเทศและทรัพย์สินทางปัญญา (๘) ฝ่ายกฎหมายการศึกษา (๙) ฝ่ายกฎหมายสวัสดิการสังคม (๑๐) ฝ่ายกฎหมายสาธารณสุข (๑๑) ฝ่ายกฎหมายกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง (๑๒) ฝ่ายกฎหมายกระบวนการยุติธรรมทางอาญา (๑๓) ฝ่ายพัฒนากฎหมาย ฝ่ายกฎหมายตามวรรคหนึ่ง (๑) ถึง (๑๒) รับผิดชอบปฏิบัติงานกฎหมายตามสาขากฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยให้แต่ละฝ่ายกฎหมายมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (ก) จัดทำร่างกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี หรือมติคณะรัฐมนตรี (ข) ให้ความเห็นทางกฎหมายแก่หน่วยงานของรัฐ หรือตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี หรือมติคณะรัฐมนตรี (ค) รับผิดชอบปฏิบัติงานเป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการกฤษฎีกา (ง) ติดตาม รวบรวม ศึกษา วิเคราะห์ในทางวิชาการเกี่ยวกับกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบ (จ) ดำเนินการเกี่ยวกับงานธุรการในความรับผิดชอบของฝ่าย (ฉ) ให้คำปรึกษาและปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบ การกำหนดลักษณะกฎหมายที่จะอยู่ในความรับผิดชอบ ให้เป็นไปตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาประกาศกำหนด ฝ่ายพัฒนากฎหมายตามวรรคหนึ่ง (๑๓) มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (ก) ดำเนินการศึกษา ตรวจสอบ และวิเคราะห์เกี่ยวกับสภาพกฎหมายที่สมควรกำหนดเป็นแผนงานหรือโครงการพัฒนากฎหมาย เพื่อเสนอแนะการศึกษาวิจัย เพื่อปรับปรุงกฎหมายอย่างเป็นระบบให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศในทุกสาขา (ข) จัดทำแผนกฎหมายระดับชาติ เพื่อกำหนดการจัดให้มีกฎหมายที่สอดคล้องกับแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และนโยบายของรัฐ (ค) รับผิดชอบปฏิบัติงานเป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนากฎหมายและคณะกรรมการปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ ที่คณะรัฐมนตรีกำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นฝ่ายเลขานุการ รวมตลอดถึงคณะอนุกรรมการและคณะทำงานของคณะกรรมการดังกล่าว (ง) ดำเนินการเกี่ยวกับงานปรับปรุงประมวลกฎหมาย (จ) ดำเนินการเกี่ยวกับการติดตามและประเมินผลการวิจัยตามแผนงาน หรือโครงการในความรับผิดชอบของฝ่ายพัฒนากฎหมาย (ฉ) ดำเนินการศึกษาวิจัยทางกฎหมายตามที่ได้รับมอบหมาย (ช) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย ในกรณีที่ฝ่ายพัฒนากฎหมายรับผิดชอบปฏิบัติงานของคณะกรรมการหลายคณะ จะแยกงานภายในเป็นศูนย์หรือสถาบันไว้เป็นการเฉพาะสำหรับงานดังกล่าวก็ได้

ข้อ ๔

ข้อ ๔ ส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (๑) สำนักอำนวยการ มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (ก) ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดทำแผนปฏิบัติการของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา การดูแลติดตามการดำเนินงานตามแผนงาน ตามแผนและคำสั่งของเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และการสนับสนุนข้อมูล รวมทั้งการปฏิบัติงานอื่นทางกฎหมายตามที่เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกามอบหมาย (ข) ดำเนินการเกี่ยวกับงานสารบรรณ งานช่วยอำนวยการ งานการเงินและพัสดุ การจัดระบบงานและบริหารงานบุคคล งานประมวลผลข้อมูล และงานบริหารทั่วไป (ค) ดำเนินการอื่นใดที่มิได้กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการใดของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ง) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย (๒) ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (ก) รวบรวมข้อมูลกฎหมาย คำแปลกฎหมาย คำวินิจฉัยขององค์กรต่าง ๆ ตามกฎหมาย ตำรา บทความ เอกสารอื่นเพื่อการค้นคว้าอ้างอิง เพื่อนำมาวิเคราะห์และจัดทำเป็นข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสมแก่สภาพการใช้ประโยชน์ในด้านกฎหมายและมีความถูกต้องเชื่อถือได้ (ข) ดำเนินการด้านการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศ เพื่อให้บริการข้อมูลทางกฎหมายแก่การปฏิบัติงานของรัฐบาล รัฐสภา ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานของรัฐที่เป็นอิสระเพื่อให้เข้าถึงข้อมูลกฎหมายด้วยระบบคอมพิวเตอร์ รวมทั้งให้บริการแก่ภาคเอกชน เพื่อให้มีข้อมูลที่ตรงกัน (ค) ประสานงานและให้ความร่วมมือในการเชื่อมต่อโครงข่ายคอมพิวเตอร์กับหน่วยงานอื่น เพื่อให้การใช้ข้อมูลสามารถเข้าถึงทุกข้อมูลได้อย่างครบถ้วน (ง) ดำเนินการด้านห้องสมุดทางกฎหมาย โดยรวบรวม จัดหาเอกสารทางวิชาการทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลทางกฎหมายของประเทศที่สมบูรณ์ สามารถสนองตอบต่องานของรัฐบาล รัฐสภา ศาล ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานของรัฐที่เป็นอิสระ สถาบันการศึกษา และประชาชน (จ) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย (๓) สถาบันพัฒนานักกฎหมายมหาชน มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (ก) ศึกษา วิเคราะห์และจัดทำหลักสูตรการศึกษากฎหมายมหาชน และหลักสูตรอื่นที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานด้านกฎหมายให้มีความเหมาะสมกับบุคลากรภาครัฐในแต่ละระดับและแต่ละสาขา (ข) ดำเนินการจัดและสนับสนุนการจัดการฝึกอบรมและการพัฒนาข้าราชการให้มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายมหาชนและการปฏิบัติงานด้านกฎหมายในการปฏิบัติราชการทางปกครอง (ค) ดำเนินการเกี่ยวกับการส่งเสริม สนับสนุน และประสานงานกับสถาบันการศึกษาอื่น เพื่อพัฒนาผู้สอนกฎหมายมหาชนให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการพัฒนาเอกสารทางวิชาการและตำราประกอบการเรียนการสอนกฎหมายมหาชน (ง) ดำเนินการเกี่ยวกับการทดสอบและประเมินผลเพื่อวัดความรู้นักกฎหมายกฤษฎีกาและนักกฎหมายมหาชนภาครัฐ (จ) ประสานงานกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานของรัฐเกี่ยวกับการจัดทำหลักสูตรด้านกฎหมาย (ฉ) ให้การสนับสนุนวิทยากรเพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมาย (ช) ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการหรือข่าวสารเกี่ยวกับความรู้ด้านกฎหมาย (ซ) ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนาความรู้แก่ข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในด้านต่าง ๆ (ฌ) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย (๔) สำนักกฎหมายต่างประเทศ มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (ก) ศึกษา ค้นคว้า และวิเคราะห์กฎหมายต่างประเทศและเอกสารทางกฎหมายของต่างประเทศ รวมทั้งศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายต่างประเทศกับกฎหมายไทยเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ข) จัดทำคำแปลกฎหมายและเอกสารทางกฎหมายอย่างเป็นทางการเพื่อใช้อ้างอิงความถูกต้องของกฎหมายไทย (ค) ให้ความเห็นทางกฎหมายเป็นภาษาต่างประเทศตามที่คณะรัฐมนตรี หน่วยงานของรัฐ สถานทูตของรัฐบาลต่างประเทศ และองค์การระหว่างประเทศร้องขอ (ง) ให้ความเห็นเกี่ยวกับการกู้เงินต่างประเทศและการออกพันธบัตร (จ) ประสานงานด้านกฎหมายกับต่างประเทศในการติดต่อเกี่ยวกับการประชุมกับต่างประเทศ การประสานด้านเอกสารกับต่างประเทศ การติดต่อประสานงานกับผู้เชี่ยวชาญของต่างประเทศและงานที่เกี่ยวกับวิเทศสัมพันธ์ (ฉ) ให้การสนับสนุนด้านภาษาต่างประเทศในการปฏิบัติงานของส่วนราชการในสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือตามที่เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกามอบหมาย (ช) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย (๕) สำนักกฎหมายปกครอง มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (ก) ให้ความเห็นและคำแนะนำแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติราชการให้ถูกต้องตามหลักกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ (ข) ศึกษาและวิเคราะห์ทฤษฎีกฎหมายมหาชนของต่างประเทศ โดยเปรียบเทียบกับวิธีการปฏิบัติราชการของไทย เพื่อสร้างหลักกฎหมายมหาชน และปรับปรุง หรือพัฒนากฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ (ค) รับผิดชอบปฏิบัติงานเป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง (ง) เผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนจัดทำเอกสารทางวิชาการเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ และหลักกฎหมายปกครองที่เกี่ยวข้องให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชน (จ) ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และดำเนินการแก้ไขเพื่อให้การปฏิบัติราชการของหน่วยงานของรัฐเป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย (ฉ) ศึกษา วิเคราะห์ และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการนำวิธีการหรือแนวทางทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวกับการพัฒนาหลักประชาธิปไตยแต่ละเรื่อง เพื่อดำเนินการแปลงแนวความคิดนั้นให้เกิดผลในทางปฏิบัติเป็นเรื่องใหม่ ๆ ในการปฏิบัติราชการที่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย (ช) เสนอแนะการจัดให้มีหรือการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ มติของคณะรัฐมนตรี หรือคำสั่งเพื่อให้การปฏิบัติราชการสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย โดยมีความโปร่งใส และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน (ซ) ส่งเสริมมาตรการต่าง ๆ เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปฏิบัติราชการและรับผิดชอบดำเนินการตามแผนงานของรัฐในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปฏิบัติราชการ (ฌ) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย (๖) สำนักหลักนิติบัญญัติ มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (ก) ตรวจสอบกฎหมายเพื่อทำการวิเคราะห์ กำหนดรูปแบบของกฎหมาย ให้เป็นมาตรฐานกลางเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการบัญญัติกฎหมายของประเทศ (ข) ศึกษา ค้นคว้า และให้ความเห็นเกี่ยวกับรูปแบบของกฎหมาย และการให้ถ้อยคำในกฎหมาย เพื่อให้ระบบกฎหมายไทยมีความสอดคล้องกันและเป็นไปโดยถูกต้องตามหลักวิชาการ (ค) วางแผนและประสานการด้านนิติบัญญัติเกี่ยวกับการเสนอร่างกฎหมายต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา รวมทั้งตรวจสอบสภาพปัญหาในการพิจารณาร่างกฎหมาย เพื่อเสนอแนะการแก้ไขปัญหาต่อรัฐบาล (ง) ให้ความเห็นต่อรัฐบาลเกี่ยวกับหลักการของร่างกฎหมายที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (จ) ติดตามและจัดทำข้อมูลความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่เสนอต่อรัฐสภาทั้งร่างกฎหมายของรัฐบาล ร่างกฎหมายที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและร่างกฎหมายที่เสนอโดยประชาชน (ฉ) สนับสนุนการปฏิบัติงานด้านกฎหมายเพื่อให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา (ช) จัดทำร่างกฎหมายที่ไม่อยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายกฎหมายอื่น (ซ) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย ให้ไว้ ณ วันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากมาตรา ๘ ฉ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๓ บัญญัติว่า การแบ่งส่วนราชการภายในสำนักนายกรัฐมนตรี กรม หรือส่วนราชการที่เรียกอย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ให้ออกเป็นกฎกระทรวง และให้ระบุอำนาจหน้าที่ของแต่ละส่วนราชการไว้ในกฎกระทรวงด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติดังกล่าว สมควรแบ่งส่วนราชการภายในสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักนายกรัฐมนตรี และระบุอำนาจหน้าที่ของแต่ละส่วนราชการดังกล่าวให้เหมาะสมกับสภาพของงาน จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้ ยงยุทธ/ตรวจ ธรรมนิตย์/ทาน ๑๓ มกราคม ๒๕๔๙ โชติกานต์/ปรับปรุง ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙ [๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙/ตอนที่ ๑๐๓ ก/หน้า ๕๕/๙ ตุลาคม ๒๕๔๕

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

公布日期部分取自:Open Law Data Thailand × สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีCC BY 4.0

接下來可以查