我的書籤免費註冊

กฎกระทรวง (พ.ศ.2504) ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องแบบทหาร พุทธศักราช 2477 ว่าด้วยเครื่องแบบทหารบก ฉบับที่ 39 ภาค 4

ข้อ 61–ข้อ 74共 14 條

ข้อ 61附則

ข้อ 61 ทหารซึ่งมีหน้าที่ขี่ม้า หรือทหารทั่วไปในโอกาสขี่ม้า เมื่อแต่งเครื่องแบบที่ใช้กางเกงขายาวสีกากีแกมเขียว จะใช้กางเกงแบบขี่ม้า และรองเท้าหุ้มข้อหนังสีดำ ประกอบกับสนับแข้งหนังสีดำ หรือผ้าพันแข้งสีกากีแกมเขียวก็ได้ สำหรับนายทหารสัญญาบัตร และนายทหารประทวน จะใช้รองเท้าสูงหนังสีดำก็ได้ เมื่อแต่งเครื่องแบบที่ใช้กางเกงแถบ ให้ใช้กางเกงแถบแบบขี่ม้า และรองเท้าหุ้ม ข้อหนังสีดำ ประกอบกับสนับแข้งหนังสีดำ สำหรับนายทหารประทวนใช้รองเท้าสูงหนังสีดำก็ได้ สำหรับนายทหารสัญญาบัตรให้ใช้รองเท้าสูงหนังสีดำ

ข้อ 62附則

ข้อ 62 พลทหารแบะนายทหารประทวน ในหน่วยทหารช่างในเวลาทำการฝึกใน หน้าที่ทหารช่าง ใช้เครื่องแบบฝึกหรือเครื่องแบบสนาม และจะใช้รองเท้าผ้าใบสีดำก็ได้

ข้อ 63附則

ข้อ 63 ทหารซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ในเวลาปฏิบัติหน้าที่ใน สถานพยาบาล จะใช้เสื้อหรือผ้ากันเปื้อน หรือเครื่องแบบพยาบาลก็ได้ ในเวลาปฏิบัติหน้าที่ในสนาม ให้แต่งเครื่องแบบสนามเช่นเดียวกับทหารทั่วไป เว้นแต่ที่ด้านหน้าและด้านหลังหมวกเหล็กให้มีเครื่องหมายกาชาด กับที่แขนเสื้อข้างซ้ายระหว่าง ไหล่กับข้อศอก ให้พันผ้าพันแขนสีขาวกว้าง 10 ซ.ม. มีเครื่องหมายกาชาดอยู่ด้านนอก

ข้อ 64附則

ข้อ 64 เสื้อกันฝนสีกากีแกมเขียว หรือสีกากีนวล ใช้สวมคลุมเครื่องแบบได้ ทุกชนิด เสื้อนี้ไม่ใช้อินทรธนู และเครื่องหมายใด ๆ และห้ามใช้ขณะประจำแถวทหาร ถ้าใช้หมวกทรงหม้อตาล จะใช้พลาสติกสีขาวชนิดใสหุ้มหมวกก็ได้

ข้อ 65附則

ข้อ 65 เสื้อคลุมกันหนาว มี 2 แบบ คือ (1) เสื้อคลุมกันหนาวสีม่วงแกมเทา ทำด้วยสักหลาดหรือเสิท คอปกและ แบะได้ ตัวยาวครึ่งน่อง มีตะเข็บหลัง 3 ตะเข็บ ตะเข็บกลางจีบและเปิดชายเสื้อไว้ถึงแนว ตะโพก ที่แนวเอวด้านหลังมีแถบทำด้วยสักหลาดหรือเสิทสีเดียวกับเสื้อกว้าง 6 ซ.ม. 2 แถบ พาดทับกัน ติดดุม 3 ดุม ระยะห่างเท่ากันตามยาวของแถบ ที่แนวอกมีดุม 2 แถว แถวละ 4 ดุม เป็นแถวเฉียง ตอนล่างเข้าหากัน ด้านข้างมีกระเป๋าข้างละ 1 กระเป๋า เป็นกระเป๋าเจาะ เฉียงมีปกมุมปกด้านในมน มุมปกด้านนอกแหลม แขนยาวปลายแขนพับ 15 ซ.ม. มีอินทรธนูอ่อน ขัดดุมข้างละ 1 ดุม ดุมทั้งสิ้นใช้ดุมโลหะสีทองขนาดใหญ่ เสื้อแบบนี้ให้ติดเครื่องหมายยศ เครื่องหมายเหล่า และเครื่องหมายสังกัด ด้วย ใช้สวมคลุมเครื่องแบบที่ใช้เสื้อชั้นนอกทำด้วยสักหลาดหรือเสิทสีน้ำเงินดำ (2) เสื้อคลุมกันหนาวสีเทาอ่อน ทำด้วยสักหลาดหรือเสิท คอแบะแบบ แหลม ตัวยาวใต้เข่าเล็กน้อย มีตะเข็บหลัง 3 ตะเข็บ ตะเข็บกลางเปิดชายเสื้อไว้ถึงแนว ตะโพก ที่แนวอกมีดุมโลหะสีทองขนาดใหญ่ 2 แถว แถวละ 3 ดุม ที่อกด้านซ้ายมีกระเป๋า 1 กระเป๋า เป็นกระเป๋าเจาะ มีขอบกว้าง 3 ซ.ม. ไม่มีปกด้านข้างมีกระเป๋าล่างข้างละ 1 กระเป๋า เป็นกระเป๋าเจาะ มีปกรูปตัดชายมน แขนยาวผ่าปลายแขนด้านหลังเล็กน้อย มีอินทรธนูอ่อนขัด ดุมโลหะสีทองขนาดเล็กข้างละ 1 ดุม เสื้อแบบนี้ให้ติดเครื่องหมายยศ เครื่องหมายเหล่า และเครื่องหมายสังกัด ด้วย ใช้สวมคลุมเครื่องแบบที่ใช้เสื้อชั้นนอก ทำด้วยสักหลาดหรือเสิทสีกากีแกมเขียว

ข้อ 66附則

ข้อ 66 ตราหน้าหมวกเป็นรูปจักรอุณาโลม ภายใต้พระมหามงกุฎ ประดับแถบ 2 ข้าง และมีช่อชัยพฤกษ์อยู่ภายใต้จักรปลายช่อชัยพฤกษ์โค้งขึ้นบน มี 3 ขนาด คือ (1) ขนาดใหญ่ ทำด้วยโลหะสีทองกว้าง 6 ซ.ม. สูง 8.5 ซ.ม. (2) ขนาดกลาง กว้าง 5 ซ.ม. สูง 7.5 ซ.ม. มี 2 ชนิด คือ (ก) ปักด้วยดิ้นทอง บนหมอนสักหลาดสีแดงใช้ได้เฉพาะนายทหาร สัญญาบัตร นายดาบ นักเรียนนายร้อย นักเรียนนายทหาร แผนที่ นักเรียนนายร้อยสำรอง (ข) ทำด้วยโลหะสีทอง ใช้ได้เฉพาะนายทหารประทวน นักเรียน นายสิบ และพลทหาร (3) ขนาดเล็ก ทำด้วยโลหะสีทอง กว้าง 3 ซ.ม. สูง 4.5 ซ.ม.

ข้อ 67附則

ข้อ 67 ดุมโลหะสีทอง มี 3 ขนาด คือ (1) ขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 ซ.ม. (2) ขนาดกลาง เส้นผ่าศูนย์กลาง 2 ซ.ม. (3) ขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 ซ.ม. ดุมเหล่านี้มีลักษณะกลมนูนเล็กน้อย มีเส้นขอบโดยรอบ ภายในเส้นขอบมีรายดุน รูปจักรภายใต้พระมหามงกุฎ เว้นแต่ สำหรับทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีลายดุนรูปอักษรพระปรมาภิไธยย่อ จปร สำหรับทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีลายดุนรูปอักษรพระปรมาภิไธยย่อ วปร

ข้อ 68附則

ข้อ 68 เดือยโลหะสีเงินติดที่ส้นรองเท้าหุ้มข้อหรือรองเท้าสูง ใช้ได้เฉพาะ ทหารซึ่งมีหน้าที่ขี่ม้า ทหารทั่วไปในโอกาสขี่ม้า ผู้มีตำแหน่งตั้งแต่ชั้นผู้บังคับกองพันขึ้นไป และ นายทหารสัญญาบัตรตั้งแต่ชั้นนายพันขึ้นไป

ข้อ 69附則

ข้อ 69 เครื่องหมายยศ เครื่องหมายเหล่า เครื่องหมายสังกัด และเครื่อง หมายพิเศษ ที่กำหนดให้ทำด้วยโลหะสีทองประดับหรือติดบนอินทรธนูอ่อน ปกคอหรืออกของ เสื้อคอพับ หรือเสื้อคอเปิด จะปักด้วยไหมหรือด้ายสีเหลืองแทนโลหะสีทองก็ได้

ข้อ 70附則

ข้อ 70 ทหารชาย เว้นแต่พลทหาร ในเวลาแต่งเครื่องแบบปกติ หรือเครื่อง แบบสโมสรที่กำหนดให้ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ให้ใช้รองเท้าหุ้มข้อหนังสีดำ

ข้อ 71附則

ข้อ 71 เพื่อประโยชน์ในการฝึกและการปฏิบัติราชการสนาม หรือเพื่อความ สะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ จะใช้เครื่องประกอบเครื่องแบบตามความจำเป็นหรือสมควรก็ได้

ข้อ 72附則

ข้อ 72 เครื่องหมายแสดงความสามารถในการบินของสโมสรการบินพลเรือน ให้ ทหารซึ่งได้รับเครื่องหมายนี้ใช้ประกอบกับเครื่องแบบได้ทุกชนิด เว้นแต่เครื่องแบบฝึกและเครื่อง แบบสนาม และให้ติดที่อกเสื้อข้างซ้ายเหนือกึ่งกลางปกกระเป๋า ถ้าประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือแพรแถบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ให้ติดเครื่องหมายนี้เหนือขึ้นไป เมื่อแต่งเครื่องแบบ สโมสรเปิดอก ให้ใช้ขนาดย่อลงครึ่งหนึ่ง

ข้อ 73附則

ข้อ 73 ให้กองทัพบกสร้างเครื่องแบบตัวอย่าง หรือเขียนรูปเครื่องแบบตัวอย่าง ขึ้นไว้เป็นมาตรฐาน

ข้อ 74附則

ข้อ 74 บรรดาเครื่องแบบตามกฎกระทรวง (พ.ศ. 2499) ออกตามความใน พระราชบัญญัติเครื่องแบบทหาร พุทธศักราช 2477 ว่าด้วยเครื่องแบบทหารบก ฉบับที่ 37 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง (พ.ศ. 2503) ออกตามความในพระราชบัญญัติ เครื่องแบบทหารพุทธศักราช 2477 ว่าด้วยเครื่องแบบทหารบก ฉบับที่ 38 ผ่อนผันให้ใช้ได้ สืบไปจนสิ้นปี พ.ศ. 2505 ให้ไว้ ณ วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2504 พลเอก ถ.กิตติขจร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากกฎกระทรวง (พ.ศ. 2499) ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องแบบทหาร พุทธศักราช 2477 ว่าด้วยเครื่องแบบ ทหารบก ฉบับที่ 37 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง (พ.ศ.2503) ออกตามความใน พระราชบัญญัติเครื่องแบบทหาร พุทธศักราช 2477 ว่าด้วยเครื่องแบบทหารบก ฉบับที่ 38 ยังไม่เหมาะสมกับกาลสมัย ประกอบกับทางราชการได้ตราพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการและ กำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกองทัพบกขึ้นใหม่ ทำให้ส่วนประกอบของเครื่องแบบเปลี่ยนแปลงไป และนอกจากนี้ยังได้กำหนดสีของเครื่องแบบ เครื่องแบบฝึก เครื่องแบบทหารที่ทำหน้าที่ สารวัตรทหาร เครื่องแบบทหารเหล่าทหารดุริยางค์ เครื่องแบบทหารผู้ทำหน้าที่ในการบิน ขึ้นใหม่ ด้วยกับทั้งได้ปรับปรุงเครื่องแบบและส่วนของเครื่องแบบทั้งทหารชายและทหารหญิงให้เหมาะ สมยิ่งขึ้น จึงเป็นการสมควรปรับปรุงกฎกระทรวงว่าด้วยเครื่องแบบทหารบก เสียใหม่

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).