พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
พรรคการเมือง
พ.ศ. ๒๕๒๔
ภูมิพลอดุลยเดช
ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑
กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๔
เป็นปีที่ ๓๖
ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมือง
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ
และยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติพรรคการเมือง
พ.ศ. ๒๕๒๔
มาตรา ๒*
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
*[รก. ๒๕๒๔/๑๑๑/๑พ/๘ กรกฎาคม ๒๕๒๔]
มาตรา ๓
ให้ยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ ๖
ลงวันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙
บรรดาบทกฎหมาย กฎและข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราช
บัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้
ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้
สมาชิก หมายความว่า สมาชิกพรรคการเมือง
ที่อยู่ หมายความว่า ที่อยู่ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร
นายทะเบียน หมายความว่า นายทะเบียนพรรคการเมือง
รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๕
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราช
บัญญัตินี้
และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
มาตรา ๖
ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นนายทะเบียนมีอำนาจหน้าที่ตาม
พระราชบัญญัตินี้
*ให้มีสำนักงานนายทะเบียนพรรคการเมืองในสำนักงานปลัดกระทรวง
มหาดไทย มีหน้าที่รับคำขอจดทะเบียน ควบคุม
ตรวจสอบการดำเนินงานของพรรคการเมือง
และปฏิบัติงานให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
*[มาตรา ๖ วรรคสอง เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพรรคการเมือง (ฉบับที่
๒) พ.ศ. ๒๕๓๕]
การจัดตั้งและการจดทะเบียนพรรคการเมือง
มาตรา ๗
ผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดมีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์และ
ไม่เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช มีจำนวนตั้งแต่สิบห้าคนขึ้นไป
อาจรวมกันเป็น
คณะผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมือง
ซึ่งมีแนวนโยบายในลักษณะที่ไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกแตกแยก
ในเรื่องเชื้อชาติหรือศาสนาระหว่างชนในชาติ
ไม่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือไม่ขัดต่อ
กฎหมายหรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
หรือการปกครองระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ
เพื่อดำเนินการออกหนังสือ
เชิญชวนผู้อื่นให้สมัครเข้าเป็นสมาชิก
เมื่อมีจำนวนผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกรวมกับจำนวนผู้เริ่ม
จัดตั้งพรรคการเมืองแล้วไม่น้อยกว่าห้าพันคน
ย่อมตั้งพรรคการเมืองได้ โดยจดทะเบียน
ต่อนายทะเบียนที่กระทรวงมหาดไทย
สมาชิกจำนวนห้าพันคนดังกล่าวในวรรคหนึ่ง อย่างน้อยต้องประกอบด้วย
สมาชิกซึ่งมีที่อยู่ในแต่ละภาคไม่น้อยกว่าภาคละห้าจังหวัดตามบัญชีรายชื่อภาคและจังหวัด
ท้ายพระราชบัญญัตินี้ และมีจำนวนสมาชิกจังหวัดละไม่น้อยกว่าห้าสิบคน
ผู้ที่จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกได้ ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุ
ไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ และไม่เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต
หรือนักบวช
มาตรา ๘
ก่อนดำเนินการโฆษณาเชิญชวนผู้อื่นเข้าเป็นสมาชิกให้คณะผู้เริ่ม
จัดตั้งพรรคการเมืองทำหนังสือแจ้งต่อนายทะเบียนตามแบบที่นายทะเบียนกำหนดพร้อมกับ
หนังสือเชิญชวนสามฉบับ
ซึ่งคณะผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้ด้วย
ทุกฉบับ
หนังสือเชิญชวนนั้น อย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้
(๑) ชื่อพรรคการเมือง
(๒) ภาพเครื่องหมายพรรคการเมือง
(๓) แนวนโยบายพรรคการเมือง
(๔) ชื่อ อาชีพ และที่อยู่ของผู้ซึ่งเป็นคณะผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมือง
มาตรา ๙
เมื่อนายทะเบียนได้รับแจ้งตามมาตรา ๘ แล้ว เห็นว่าหนังสือ
เชิญชวนมีรายการครบถ้วน โดยมีชื่อ ภาพเครื่องหมาย
หรือแนวนโยบายของพรรคการเมือง
ในลักษณะที่ไม่ก่อให้เกิดความแตกแยกในเรื่องเชื้อชาติ
หรือศาสนาระหว่างชนในชาติ ไม่เป็น
ภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ไม่ขัดต่อกฎหมาย
ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดี
ของประชาชน
หรือการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขตาม
รัฐธรรมนูญ และคณะผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม
ตามมาตรา ๗ และชื่อพรรคการเมือง
หรือภาพเครื่องหมายพรรคการเมืองไม่ซ้ำหรือพ้อง หรือ
มีลักษณะคล้ายคลึงกับชื่อพรรคการเมืองหรือภาพเครื่องหมายพรรคการเมืองของคณะผู้เริ่ม
จัดตั้งพรรคการเมืองอื่นที่ได้แจ้งไว้ตามมาตรา ๘
หรือของพรรคการเมืองอื่นที่ได้จดทะเบียน
ตามมาตรา ๒๓ ไว้ก่อนแล้ว
ให้นายทะเบียนออกหนังสือรับรองการแจ้งให้คณะผู้เริ่มจัดตั้ง
พรรคการเมืองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
เมื่อได้รับหนังสือรับรองการแจ้งแล้ว ให้คณะผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมือง
มีสิทธิโฆษณาเชิญชวนผู้อื่นเข้าเป็นสมาชิก
และดำเนินการก่อตั้งพรรคการเมืองได้ หนังสือ
รับรองการแจ้งนั้นให้ใช้ได้หนึ่งปีนับแต่วันที่ออก
มาตรา ๑๐
ในกรณีที่นายทะเบียนเห็นว่า หนังสือเชิญชวนมี ชื่อ ภาพ
เครื่องหมายหรือแนวนโยบายของพรรคการเมืองในลักษณะที่ก่อให้เกิดความรู้สึกแตกแยก
ในเรื่องเชื้อชาติหรือศาสนาระหว่างชนในชาติ
เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ขัดต่อกฎหมาย
ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
หรือการปกครองระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ
หรือผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการ
เมืองผู้ใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๗
และผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมือง
ที่เหลือมีจำนวนไม่ถึงสิบห้าคน หรือชื่อพรรคการเมือง
หรือภาพเครื่องหมายพรรคการเมือง
ของพรรคการเมืองซ้ำหรือพ้องกับชื่อหรือภาพเครื่องหมายพรรคการเมืองอื่นที่ได้แจ้งต่อ
นายทะเบียนหรือจดทะเบียนพรรคการเมืองไว้ก่อนแล้ว
ให้นายทะเบียนสั่งไม่รับแจ้งและบอก
กล่าวเป็นหนังสือพร้อมทั้งเหตุผลที่สั่งไม่รับแจ้งไปยังคณะผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองภายใน
สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
มาตรา ๑๑
ในกรณีที่นายทะเบียนเห็นว่าหนังสือเชิญชวนมีรายการไม่ครบ
ตามมาตรา ๘ หรือมีข้อความไม่ชัดเจนหรือบกพร่อง
ให้นายทะเบียนบอกกล่าวเป็นหนังสือ
ไปยังคณะผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
เพื่อให้ดำเนินการ
แก้ไขภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าว
เมื่อคณะผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองได้
แก้ไขภายในกำหนดเวลาดังกล่าวเป็นการถูกต้องแล้ว
ให้นายทะเบียนออกหนังสือรับรองการ
แจ้งให้แก่คณะผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้แก้ไข
ถ้าไม่แก้ไขหรือ
แก้ไขแล้วยังไม่ถูกต้องภายในกำหนดเวลาดังกล่าว
ให้สั่งไม่รับแจ้งทันทีและบอกกล่าวเป็น
หนังสือพร้อมทั้งเหตุผลไปยังคณะผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่สั่ง
ไม่รับแจ้ง
มาตรา ๑๒
ในกรณีที่นายทะเบียนเห็นว่าชื่อพรรคการเมืองหรือภาพ
เครื่องหมายพรรคการเมืองของคณะผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองตามที่ปรากฏในหนังสือ
เชิญชวนซ้ำหรือพ้องหรือมีลักษณะคล้ายคลึงกับชื่อพรรคการเมืองหรือภาพเครื่องหมายพรรค
การเมืองของคณะผู้เริ่มจัดตั้งของพรรคการเมืองอื่นที่ได้แจ้งไว้ในวันเดียวกัน
ให้นายทะเบียน
ดำเนินการต่อไปนี้
(๑) มีหนังสือบอกกล่าวไปยังคณะผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมือง ที่เกี่ยวข้อง
ทุกฝ่ายเพื่อให้ทำความตกลงกันว่า
คณะผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองคณะใดจะเป็นผู้มีสิทธิใช้ชื่อ
พรรคการเมืองหรือภาพเครื่องหมายพรรคการเมืองนั้น
เมื่อได้ตกลงกันเป็นประการใดแล้ว ให้
นายทะเบียนรับแจ้งตามที่ได้ตกลงกัน
การตกลงกันดังกล่าวให้กระทำให้เสร็จสิ้นภายในสิบห้า
วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าว
(๒) ในกรณีที่คณะผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องยืนยันไม่ยอมตกลง
กันหรือเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวใน (๑)
แล้วยังตกลงกันไม่ได้ ให้นายทะเบียนพิจารณา
รับแจ้งจากคณะผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองที่เห็นว่ามีสิทธิที่จะใช้ชื่อหรือภาพเครื่องหมายพรรค
การเมืองนั้นดีกว่าโดยพิจารณาตามหลักเกณฑ์ดังนี้
(ก)
คณะผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองคณะใดมีจำนวนผู้เริ่มจัดตั้งพรรค
การเมืองซึ่งเคยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหลังสุด
ในนามของพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองตามหลักฐานใบสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภา
ผู้แทนราษฎรที่เคยใช้ชื่อหรือใช้ภาพเครื่องหมายพรรคการเมืองนั้นมากกว่า
คณะผู้เริ่มจัดตั้ง
พรรคการเมืองคณะนั้นย่อมมีสิทธิดีกว่า
(ข)
ในกรณีที่จำนวนผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองตาม (ก) มีจำนวนเท่า
กัน คณะผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองคณะใดมีจำนวนผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองซึ่งเคยสมัครรับ
เลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหลังสุดในนามของพรรคการ
เมืองหรือกลุ่มการเมืองตามหลักฐานใบสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคยใช้
ชื่อหรือใช้ภาพเครื่องหมายพรรคการเมืองนั้นมากกว่า
คณะผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมือง
คณะนั้นย่อมมีสิทธิดีกว่า
(ค)
ในกรณีที่จำนวนผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองตาม (ข) มีจำนวนเท่า
กัน
ให้นายทะเบียนดำเนินการจับสลากเพื่อให้ได้ผู้มีสิทธิใช้ชื่อพรรคการเมืองหรือภาพ
เครื่องหมายพรรคการเมืองโดยเปิดเผย
ให้นายทะเบียนบอกกล่าวการรับแจ้งตาม (๒) เป็นหนังสือไปยังคณะผู้เริ่ม
จัดตั้งพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่รับแจ้ง
มาตรา ๑๓
คณะผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองคณะใดไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย
ของนายทะเบียนตามมาตรา ๑๒ มีสิทธิยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดโดยยื่นต่อศาล
แพ่งภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าว
เมื่อศาลแพ่งได้รับคำร้องดังกล่าว ให้ดำเนินการพิจารณาโดยไม่ชักช้าแล้วให้
รีบส่งสำนวนและความเห็นไปยังศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด
เมื่อศาลฎีกาได้วินิจฉัยเป็นประการ
ใดแล้ว ให้นายทะเบียนปฏิบัติไปตามนั้นโดยไม่ชักช้า
ในการพิจารณาของศาล ให้พิจารณาหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๑๒ (๒)
ประกอบด้วย
การดำเนินคดีตามมาตรานี้ ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาใช้บังคับโดยอนุโลม
และให้ได้รับการยกเว้นการเสียค่าฤชาธรรมเนียม
มาตรา ๑๔
ในกรณีที่นายทะเบียนสั่งไม่รับแจ้งตามมาตรา ๑๐ หรือมาตรา
๑๑
คณะผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัย
โดยยื่นต่อศาลแพ่ง
ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าว
และให้นำมาตรา ๑๓ วรรคสองและวรรค
สี่มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๑๕
เมื่อคณะผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองที่ได้รับหนังสือรับรองการ
แจ้งจากนายทะเบียนเชิญชวนผู้อื่นให้สมัครเข้าเป็นสมาชิกได้ครบห้าพันคนซึ่งมีผู้ลงชื่อเข้าเป็น
สมาชิก
ซึ่งมีที่อยู่ในแต่ละภาคไม่น้อยกว่าภาคละห้าจังหวัดและมีจำนวนสมาชิกจังหวัดละไม่
น้อยกว่าห้าสิบคนแล้ว
ให้คณะผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองนัดประชุมผู้ลงชื่อเข้าเป็นสมาชิก
การประชุมนี้ให้เรียกว่าการประชุมตั้งพรรคการเมือง
มาตรา ๑๖
การเรียกประชุมตั้งพรรคการเมืองต้องแจ้งให้บรรดาผู้ลงชื่อ
เข้าเป็นสมาชิกทราบก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
และคณะผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมือง
ต้องแจ้งระเบียบวาระการประชุมพร้อมทั้งบัญชีรายชื่อผู้ลงชื่อเข้าเป็นสมาชิกทั้งหมดให้ผู้เข้า
ประชุมทราบด้วย
มาตรา ๑๗
การประชุมตั้งพรรคการเมือง ต้องมีผู้ลงชื่อเข้าเป็นสมาชิก
มาประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคน แต่ในจำนวนนี้ต้องมีผู้ลงชื่อเข้าเป็นสมาชิกของแต่ละภาค
ภาคละไม่น้อยกว่าห้าจังหวัดมาร่วมประชุมด้วย
จึงจะเป็นองค์ประชุม
มาตรา ๑๘
กิจการอันจะพึงทำในที่ประชุมตั้งพรรคการเมือง คือ
(๑) การกำหนดนโยบายของพรรคการเมืองซึ่งประกอบด้วยเป้าหมาย
และวิธีดำเนินการ
(๒) การกำหนดข้อบังคับของพรรคการเมือง
(๓) การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารของพรรคการเมืองตามมาตรา ๓๓
มาตรา ๑๙
ให้ที่ประชุมตั้งพรรคการเมืองเลือกผู้ลงชื่อเข้าเป็นสมาชิกที่มา
ประชุมคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานของที่ประชุม
คำวินิจฉัยของที่ประชุมให้เป็นไปตามเสียงข้างมาก ผู้ลงชื่อเข้าเป็นสมาชิกที่มา
ประชุมคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน
ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุม
ออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา ๒๐
การลงคะแนนเสียงในที่ประชุมตั้งพรรคการเมือง ให้ลงคะแนน
โดยวิธีเปิดเผย เว้นแต่ผู้ลงชื่อเข้าเป็นสมาชิกที่มาประชุมเกินกว่ากึ่งหนึ่งร้องขอให้ลงคะแนน
ลับ ก็ให้ลงคะแนนลับ
มาตรา ๒๑
ให้ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองตามมาตรา ๑๘
(๓)
ยื่นคำขอจดทะเบียนพรรคการเมืองตามแบบที่นายทะเบียนกำหนดภายในหนึ่งปีนับแต่
วันที่ได้รับหนังสือรับรองการแจ้ง พร้อมทั้งส่งร่างนโยบายของพรรคการเมืองและร่างข้อบังคับ
ของพรรคการเมืองอย่างละสามฉบับ
ทะเบียนประวัติผู้ลงชื่อเข้าเป็นสมาชิกตามแบบที่นาย
ทะเบียนกำหนด และสำเนารายงานการประชุมตั้งพรรคการเมือง
แบบคำขอจดทะเบียนพรรคการเมืองนั้น อย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้
(๑) ชื่อพรรคการเมือง
(๒) ภาพเครื่องหมายพรรคการเมือง
(๓) ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของพรรคการเมือง
(๔) ชื่อ อาชีพ ที่อยู่ และลายมือชื่อของคณะกรรมการบริหารของพรรคการ
เมืองซึ่งในวาระเริ่มแรกนี้ตั้งขึ้นโดยที่ประชุมของผู้ลงชื่อเข้าเป็นสมาชิกตามมาตรา
๑๘ (๓)
(๕) รายละเอียดเกี่ยวกับผู้ลงชื่อเข้าเป็นสมาชิกอย่างน้อยต้องมีเลขหมายบัตร
ประจำตัวประชาชนหรือหลักฐานอื่นที่ทางราชการออกให้ใช้เป็นหลักฐานเช่นเดียวกับบัตร
ประจำตัวประชาชน ชื่อ อาชีพ ที่อยู่
และลายมือชื่อของผู้ลงชื่อเข้าเป็นสมาชิกเป็นรายจังหวัด
มาตรา ๒๒ ข้อบังคับของพรรคการเมืองนั้น
อย่างน้อยต้องมีรายการ
ดังต่อไปนี้
(๑) ชื่อพรรคการเมือง
(๒) ภาพเครื่องหมายพรรคการเมือง
(๓) ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของพรรคการเมือง
(๔) การเลือกตั้ง ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง การสิ้นสุด และการออกตาม
วาระของหัวหน้าพรรคการเมือง รองหัวหน้าพรรคการเมือง
เลขาธิการพรรคการเมือง รอง
เลขาธิการพรรคการเมือง และกรรมการบริหารอื่น
การกำหนดอำนาจหน้าที่ให้คณะกรรมการ
บริหารและกรรมการบริหารแต่ละคนปฏิบัติ
(๕) การจัดตั้งสาขาพรรคการเมือง ผู้ดำเนินกิจการสาขาพรรคการเมืองและ
อำนาจหน้าที่
(๖) การประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองและการประชุมของสาขาพรรคการ
เมือง
(๗) สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก
(๘) ความรับผิดชอบของพรรคการเมืองต่อสมาชิก
(๙) การรับสมาชิกและการสั่งให้สมาชิกออก
(๑๐) วินัยและจรรยาบรรณของสมาชิก
(๑๑) วิธีการเลือกสมาชิกเพื่อส่งเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎรในเขตเลือกตั้งต่าง ๆ
(๑๒) การบริหารการคลังและการบัญชีของพรรคการเมืองและสาขาพรรค
การเมือง
มาตรา ๒๓
เมื่อนายทะเบียนได้รับคำขอจดทะเบียนพรรคการเมืองแล้ว
เห็นว่าคำขอจดทะเบียนพรรคการเมืองถูกต้องตามมาตรา ๒๑
ข้อบังคับมีรายการครบถ้วน
ตามมาตรา ๒๒
และผู้ลงชื่อเข้าเป็นสมาชิกตามทะเบียนพรรคการเมืองนั้น มีคุณสมบัติและ
ไม่มีลักษณะต้องห้ามและจำนวนถูกต้องตามมาตรา ๗
ทั้งข้อความในเอกสารดังกล่าวนั้นไม่ขัด
ต่อความมั่นคงของรัฐหรือกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
หรือการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ
ให้
นายทะเบียนจดทะเบียนพรรคการเมือง
และแจ้งเป็นหนังสือให้หัวหน้าพรรคการเมืองทราบ
ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอจดทะเบียน
มาตรา ๒๔
ในกรณีที่นายทะเบียนไม่รับจดทะเบียนพรรคการเมืองให้
นายทะเบียนแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองตามมาตรา
๒๑
ทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอจดทะเบียน
ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองตามมาตรา ๒๑ มีสิทธิยื่นคำร้อง
เพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดว่าการไม่ยอมรับจดทะเบียนพรรคการเมืองเป็นไปโดยมิชอบ
และ
ขอให้สั่งให้รับจดทะเบียน
คำร้องตามวรรคสองให้ยื่นต่อศาลแพ่งภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่
วันที่ได้รับหนังสือแจ้งการไม่รับจดทะเบียน และให้นำมาตรา
๑๓ วรรคสองและวรรคสี่มาใช้
บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๒๕
การจดทะเบียนพรรคการเมืองนั้น ให้ประกาศในราชกิจจา
นุเบกษาโดยระบุชื่อพรรคการเมือง ภาพเครื่องหมายพรรคการเมือง
ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ
พรรคการเมือง นโยบายของพรรคการเมือง
และชื่อของหัวหน้าพรรคการเมือง รองหัวหน้า
พรรคการเมืองเลขาธิการพรรคการเมือง
รองเลขาธิการพรรคการเมือง และกรรมการบริหาร
อื่นของพรรคการเมือง
มาตรา ๒๖*
สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) พรรคการเมืองสั่งให้ออกตามข้อบังคับ
(๔) พรรคการเมืองที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกสิ้นสภาพเพราะการรวมพรรคการเมือง
(๕) ศาลมีคำสั่งให้ยุบเลิกพรรคการเมืองที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก
การสิ้นสุดของสมาชิกภาพตาม (๓) ในกรณีที่สมาชิกนั้นดำรงตำแหน่ง
เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย
มติของพรรคการเมืองต้องเป็นมติของที่ประชุมร่วมของ
คณะกรรมการบริหารของพรรคการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคการเมือง
นั้น และมติดังกล่าวต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนคณะกรรมการบริหาร
และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคการเมืองนั้นทั้งหมด
การลงมติตามวรรคนี้ให้ลง
คะแนนเสียงโดยวิธีเปิดเผยเท่านั้น
ให้หัวหน้าพรรคการเมืองส่งรายงานหรือเอกสารเกี่ยวกับการมีมติตามวรรค
สองไปยังนายทะเบียนภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่พรรคการเมืองมีมติ
*[มาตรา ๒๖
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติพรรคการเมือง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.
๒๕๓๕]
มาตรา ๒๗
พรรคการเมืองใดที่มีจำนวนสมาชิกตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไปใน
จังหวัดใดประสงค์จะจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองขึ้นในจังหวัดนั้นให้หัวหน้าพรรคการเมืองมี
หนังสือแจ้งการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองต่อนายทะเบียนภายในสิบห้าวันนับแต่วันจัดตั้งสาขา
พรรคการเมือง
หนังสือแจ้งการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองให้เป็นไปตามแบบที่นายทะเบียน
กำหนด
และอย่างน้อยจะต้องมีรายการแสดงที่ตั้งสาขาพรรคการเมือง รายชื่อ อาชีพ ที่อยู่ของ
สมาชิกผู้ดำเนินการสาขาพรรคการเมืองนั้น
เมื่อนายทะเบียนได้รับแจ้งการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองแล้วให้บันทึกการ
จัดตั้งสาขาพรรคการเมืองนั้นลงในทะเบียนการจัดตั้งสาขาพรรคการเมือง
และให้ออกหนังสือ
รับรองการแจ้งการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองภายในสิบห้าวันนับแต่วันรับแจ้ง
มาตรา ๒๘ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับ
นโยบาย หรือรายการตาม
附則
มาตรา ๒๑ (๔) ที่ยื่นไว้ในการจดทะเบียน
หรือรายละเอียดที่แจ้งไว้ในแบบตามมาตรา ๒๗
ให้หัวหน้าพรรคการเมืองแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นหนังสือต่อนายทะเบียนภายในสามสิบ
วันนับแต่วันที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้พิจารณาแก้ไขรายละเอียดดังกล่าว
การเปลี่ยนแปลงตามวรรคหนึ่ง จะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้รับแจ้งการยอมรับ
การเปลี่ยนแปลงจากนายทะเบียน และให้นำมาตรา ๒๓ และมาตรา ๒๔
มาใช้บังคับแก่การ
ยอมรับหรือไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงของนายทะเบียนโดยอนุโลม
ถ้าหัวหน้าพรรคการเมืองไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงตามวรรคหนึ่งภายใน
ระยะเวลาดังกล่าว
ให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งให้หัวหน้าพรรคการเมืองแจ้งการเปลี่ยนแปลง
นั้นภายในระยะเวลาที่กำหนด
การแก้ไขรายการที่เกี่ยวกับที่ได้ประกาศไว้ตามมาตรา ๒๕ ให้ประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๒๘ ทวิ*
พรรคการเมืองต้องจัดทำทะเบียนสมาชิกให้ตรงตามความ
เป็นจริง เก็บรักษาไว้ ณ
ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของพรรคการเมือง และพร้อมที่จะให้นายทะเบียน
หรือผู้ซึ่งนายทะเบียนมอบหมายตรวจสอบได้
ให้หัวหน้าพรรคการเมืองแจ้งจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในรอบปีที่
ผ่านมาพร้อมด้วย รายชื่อ อาชีพ และที่อยู่ของสมาชิกดังกล่าวตามวิธีการที่นายทะเบียน
กำหนดให้นายทะเบียนทราบภายในเดือนมกราคมของทุกปี
ถ้าหัวหน้าพรรคการเมืองไม่แจ้งนายทะเบียนภายในระยะเวลาดังกล่าวตาม
วรรคสอง
ให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งให้หัวหน้าพรรคการเมืองแจ้งภายในระยะเวลาที่กำหนด
*[มาตรา ๒๘ ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพรรคการเมือง (ฉบับที่ ๒)
พ.ศ. ๒๕๓๕
มาตรา ๒๙
ในการปฏิบัติหน้าที่ของนายทะเบียนตามหมวดนี้ ให้
นายทะเบียนมีอำนาจเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้คำชี้แจง
หรือให้ส่งเอกสารเพื่อการตรวจสอบ
ได้
การดำเนินกิจการของพรรคการเมือง
มาตรา ๓๐
ให้พรรคการเมืองที่จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์
ดำเนินกิจการในทางการเมือง
มาตรา ๓๑
การดำเนินกิจการต่อไปนี้หลังจากที่จดทะเบียนพรรคการเมือง
แล้ว ให้กระทำโดยที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง
(๑) การเปลี่ยนแปลงนโยบายของพรรคการเมือง
(๒) การเปลี่ยนแปลงข้อบังคับของพรรคการเมือง
(๓) การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคการเมือง รองหัวหน้าพรรคการเมือง
เลขาธิการพรรคการเมือง รองเลขาธิการพรรคการเมือง
และกรรมการบริหารอื่น
(๔) กิจการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๓๒
ที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองต้องประกอบด้วยสมาชิกหรือ
ผู้แทนสมาชิก ทั้งนี้ให้เป็นไปตามข้อบังคับของพรรคการเมือง
แต่ถ้าประกอบด้วยผู้แทน
สมาชิกต้องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการเลือกตั้ง
และจำนวนผู้แทนสมาชิกไว้ด้วย
มาตรา ๓๓
ให้พรรคการเมืองมีคณะกรรมการบริหารคณะหนึ่ง ประกอบ
ด้วยหัวหน้าพรรคการเมือง รองหัวหน้าพรรคการเมือง
เลขาธิการพรรคการเมือง
รองเลขาธิการพรรคการเมือง
และกรรมการบริหารอื่นอีกไม่น้อยกว่าเจ็ดคน ซึ่งเลือกตั้งขึ้นจาก
สมาชิกโดยที่ประชุมใหญ่ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับ
มีหน้าที่ดำเนิน
กิจการให้เป็นไปตามนโยบายของพรรคการเมือง
ให้หัวหน้าพรรคการเมืองเป็นผู้แทนของพรรคการเมืองในกิจการอันเกี่ยวกับ
บุคคลภายนอก
เพื่อการนี้หัวหน้าพรรคการเมืองจะมอบหมายเป็นหนังสือให้กรรมการบริหาร
คนหนึ่งหรือหลายคนทำการแทนก็ได้
มาตรา ๓๔
เมื่อปรากฏว่าหัวหน้าพรรคการเมือง คณะกรรมการบริหาร
หรือกรรมการบริหารจัดให้พรรคการเมืองกระทำการใด ๆ
ฝ่าฝืนนโยบายหรือข้อบังคับของ
พรรคการเมืองอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ
หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือ
ศีลธรรมอันดีของประชาชน
หรือการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็น
ประมุขตามรัฐธรรมนูญ แต่ลักษณะการกระทำยังไม่รุนแรงจนเป็นสาเหตุให้ต้องยุบเลิกพรรค
การเมืองตามมาตรา ๔๘
ให้นายทะเบียนมีอำนาจเตือนเป็นหนังสือให้หัวหน้าพรรคการเมือง
และคณะกรรมการบริหาร
และกรรมการบริหารนั้นระงับหรือจัดการแก้ไขการกระทำนั้น
ภายในระยะเวลาที่นายทะเบียนกำหนดในกรณีที่นายทะเบียนเตือนเป็นหนังสือแก่บุคคลที่ไม่
ใช่หัวหน้าพรรคการเมือง
ต้องส่งสำเนาหนังสือนั้นให้หัวหน้าพรรคการเมืองทราบโดยเร็ว
ถ้าหัวหน้าพรรคการเมือง คณะกรรมการบริหาร หรือกรรมการบริหาร
ไม่ปฏิบัติการดังกล่าวในวรรคหนึ่ง
ให้นายทะเบียนมีอำนาจยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้
ระงับหรือจัดการแก้ไขการกระทำดังกล่าว
หรือให้หัวหน้าพรรคการเมือง หรือคณะกรรมการ
บริหารทั้งคณะหรือบางคนออกจากตำแหน่งได้
คำร้องตามวรรคสองให้ยื่นต่อศาลแพ่งและให้นำมาตรา ๑๓ วรรคสองและ
วรรคสี่ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในกรณีที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้หัวหน้าพรรคการเมือง คณะกรรมการบริหาร
ทั้งคณะหรือบางคนออกจากตำแหน่งผู้นั้นไม่มีสิทธิเป็นกรรมการอีก
เว้นแต่จะพ้นกำหนดสอง
ปีนับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำสั่ง
มาตรา ๓๕
หัวหน้าพรรคการเมืองและผู้ดำเนินกิจการสาขาพรรคการเมือง
ต้องจัดให้ทำบัญชีของพรรคการเมืองหรือสาขาพรรคการเมืองต่อไปนี้ให้ถูกต้องตามที่เป็นจริง
คือ
(๑) บัญชีแสดงจำนวนเงินที่พรรคการเมืองได้รับและได้จ่าย ทั้งรายการ
อันเป็นเหตุให้รับหรือจ่ายเงินหรือหลักฐานการรับเงินและจ่ายเงินทุกครั้ง
(๒) บัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินของพรรคการเมือง
รายได้และทรัพย์สินที่พรรคการเมืองได้รับมาโดยไม่ขัดต่อพระราชบัญญัตินี้
ให้ได้รับยกเว้นการที่จะต้องเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร
*ให้หัวหน้าพรรคการเมือง หรือผู้ดำเนินกิจการสาขาพรรคการเมืองจัดส่ง
สำเนาบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินของพรรคการเมืองที่มีผู้สอบบัญชีรับรองต่อนายทะเบียน
เป็นประจำทุกหกเดือน
และให้นายทะเบียนเก็บสำเนาบัญชีดังกล่าวไว้ที่สำนักงานนายทะเบียน
เพื่อให้ประชาชนตรวจดูได้ และในกรณีที่หัวหน้าพรรคการเมือง
กรรมการบริหาร ผู้ดำเนิน
กิจการสาขาพรรคการเมืองหรือสมาชิกพรรคการเมืองผู้ใดได้รับเงินอุดหนุนหรือเงินบำรุง
พรรคการเมืองจากบุคคลภายนอกหรือเงินบำรุงพรรคการเมืองโดยวิธีการอื่นใด
ผู้นั้นต้อง
นำเงินนั้นเข้าบัญชีรายรับของพรรคการเมืองนั้น
ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่รับเงินนั้นด้วย
*[มาตรา ๓๕ วรรคสาม เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพรรคการเมือง (ฉบับที่
๒) พ.ศ. ๒๕๓๕]
มาตรา ๓๖
หัวหน้าพรรคการเมืองต้องจัดให้ทำบัญชีรายรับรายจ่ายและ
งบดุลของพรรคการเมืองอย่างน้อยครั้งหนึ่งทุกรอบสิบสองเดือน
งบดุลต้องมีรายการย่อแสดง
จำนวนทรัพย์สินและหนี้สินของพรรคการเมือง
งบดุลนั้นต้องจัดให้มีผู้สอบบัญชีคนหนึ่งหรือหลายคนตรวจสอบ แล้วนำ
เสนอเพื่ออนุมัติในที่ประชุมใหญ่ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวัน
นับแต่วันที่ลงในงบดุลนั้น
ให้ส่งสำเนางบดุลไปยังสมาชิกที่มีชื่อในทะเบียนก่อนวันนัดประชุมใหญ่
ล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามวัน
และให้มีสำเนางบดุลเปิดเผยไว้ที่สำนักงานใหญ่ของพรรคการเมือง
เพื่อให้สมาชิกตรวจดูได้ด้วย
เมื่อที่ประชุมใหญ่รับรองงบดุลแล้ว ให้ส่งงบดุลนั้นต่อนายทะเบียนภายใน
สิบห้าวัน
มาตรา ๓๗ หัวหน้าพรรคการเมือง
กรรมการบริหาร ผู้ดำเนินกิจการสาขา
พรรคการเมือง สมาชิกหรือบุคคลใด ๆ
ในพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องต้องอำนวยความสะดวก
แก่ผู้สอบบัญชีตามที่จำเป็น
มาตรา ๓๘ ห้ามมิให้ผู้ใดให้เงิน
ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่พรรค
การเมืองใดหรือสมาชิกผู้ใดเพื่อเป็นการจูงใจให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกกระทำการอันเป็น
การบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักร ราชบัลลังก์
เศรษฐกิจของประเทศหรือราชการ
แผ่นดิน หรือกระทำการอันเป็นการก่อกวนหรือคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี
ของประชาชน
หรือกระทำการอันเป็นการทำลายทรัพยากรของประเทศหรือเป็นการบั่นทอนสุข
ภาพอนามัยของประชาชน
มาตรา ๓๙
ห้ามมิให้พรรคการเมืองใดหรือสมาชิกผู้ใดรับเงิน ทรัพย์สิน
หรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ใด เพื่อกระทำการอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณา
จักร ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศหรือราชการแผ่นดิน
หรือกระทำการอันเป็นการก่อกวน
หรือคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
หรือกระทำการอันเป็นการ
ทำลายทรัพยากรของประเทศหรือเป็นการบั่นทอนสุขภาพอนามัยของประชาชน
มาตรา ๔๐
ห้ามมิให้พรรคการเมืองใด หรือสมาชิกผู้ใดรับเงินทรัพย์สิน
หรือประโยชน์อื่นใดเพื่อดำเนินกิจการพรรคการเมืองหรือเพื่อดำเนินกิจการทางการเมืองจาก
(๑) บุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย
(๒) นิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจหรือกิจการหรือ
จดทะเบียนสาขาอยู่ในประเทศไทยหรือนอกประเทศไทย
(๓) นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยซึ่งมีบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย
มีทุนหรือเป็นผู้ถือหุ้นเกินร้อยละยี่สิบห้า
(๔) องค์การหรือนิติบุคคลที่ได้รับทุนจากต่างประเทศซึ่งมีวัตถุประสงค์
ดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์ของบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย
หรือมีผู้จัดการหรือกรรมการเป็น
บุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย
(๕) บุคคล องค์การ หรือนิติบุคคลที่ได้รับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์
อื่นใด
เพื่อดำเนินกิจการพรรคการเมืองหรือเพื่อดำเนินกิจการทางการเมืองจากบุคคล
องค์การ หรือนิติบุคคลตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔)
มาตรา ๔๑
ห้ามมิให้พรรคการเมืองใดรับบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทยโดยการ
เกิดเข้าเป็นสมาชิกหรือดำรงตำแหน่งใด ๆ
ในพรรคการเมืองหรือยอมให้กระทำการอย่างใด
อย่างหนึ่งเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมือง
มาตรา ๔๒ ห้ามมิให้บุคคล องค์การ
หรือนิติบุคคลตามมาตรา ๔๐ (๑)
(๒) (๓) (๔) หรือ (๕) ให้เงิน ทรัพย์สิน
หรือประโยชน์อื่นใดแก่พรรคการเมืองใด หรือ
สมาชิกผู้ใดเพื่อดำเนินกิจการพรรคการเมืองหรือเพื่อดำเนินกิจการทางการเมือง
มาตรา ๔๓
ห้ามมิให้ผู้ไม่มีสัญชาติไทยโดยการเกิดเข้าเป็นสมาชิกหรือดำรง
ตำแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมือง หรือร่วมกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งในการดำเนินกิจการ
ของพรรคการเมือง
มาตรา ๔๔
ห้ามมิให้ผู้ใดเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองในขณะเดียวกัน
เกินกว่าหนึ่งพรรคการเมือง
การลาออกจากสมาชิกให้ถือว่าสมบูรณ์เมื่อได้ยื่นใบลาออกต่อหัวหน้าพรรค
การเมือง
มาตรา ๔๕ ห้ามมิให้ผู้ใดใช้ชื่อหรือถ้อยคำในประการที่น่าจะทำให้ประชาชน
เข้าใจว่าเป็นพรรคการเมือง
หรือใช้ชื่อที่มีอักษรไทยประกอบว่า พรรคการเมือง หรืออักษร
ต่างประเทศ ซึ่งแปลหรืออ่านว่า พรรคการเมือง ในดวงตรา ป้าย ชื่อ จดหมาย ใบแจ้งความ
หรือเอกสารอย่างอื่น โดยมิได้เป็นพรรคการเมือง
เว้นแต่ได้ใช้มาก่อนและขอจัดตั้งหรือ
จดทะเบียนพรรคการเมือง
ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
การเลิกพรรคการเมือง
มาตรา ๔๖*
พรรคการเมืองย่อมเลิกด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้
(๑) มีเหตุต้องเลิกตามข้อบังคับของพรรคการเมือง
(๒) มีจำนวนสมาชิกเหลือไม่ถึงห้าพันคนหรือมีสมาชิกซึ่งมีที่อยู่ในจังหวัด
ต่าง ๆ จังหวัดละห้าสิบคนไม่ถึงห้าจังหวัดของแต่ละภาค
ทั้งนี้ เป็นเวลาติดต่อกันหกเดือน
(๓) ไม่ส่งหรือส่งสมาชิกสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ในการเลือกตั้งทั่วไปไม่ถึงหนึ่งร้อยยี่สิบคน
(๔) ไม่มีสมาชิกได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้ง
ทั่วไป
(๕) พรรคการเมืองสิ้นสภาพเพราะการรวมพรรคการเมือง
(๖)
มีคำสั่งศาลยุบเลิกพรรคการเมืองตามมาตรา ๔๘
(๗) ไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรา ๓๑ หรือมาตรา ๓๒
*เมื่อมีกรณีที่พรรคการเมืองต้องเลิกตามวรรคหนึ่ง นอกจาก (๖) ให้
หัวหน้าพรรคการเมืองหรือผู้มีอำนาจทำการแทนหัวหน้าพรรคการเมือง
แจ้งเหตุที่พรรค
การเมืองต้องเลิกต่อนายทะเบียนภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่พรรคการเมืองเลิก
เมื่อนายทะเบียนได้รับแจ้งตามวรรคสองหรือกรณีปรากฏต่อนายทะเบียน
ให้นายทะเบียนดำเนินการสอบสวนและยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลฎีกามีคำสั่งยุบเลิกพรรคการเมือง
ดังกล่าว
คำร้องตามวรรคสองให้ยื่นต่อศาลแพ่งและให้นำมาตรา ๑๓ วรรคสองและ
วรรคสี่มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในกรณีที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยุบเลิกพรรคการเมืองใดแล้ว ให้นายทะเบียน
ประกาศคำสั่งการยุบเลิกพรรคการเมืองนั้นในราชกิจจานุเบกษา
*[มาตรา ๔๖ วรรคหนึ่งและวรรคสอง
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติพรรคการ
เมือง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕]
มาตรา ๔๗
เมื่อพรรคการเมืองกระทำการดังต่อไปนี้ อาจถูกศาลสั่งยุบเลิก
(๑) กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ
(๒) กระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ขัดต่อกฎหมายหรือ
ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือ
(๓) กระทำการฝ่าฝืนมาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ หรือมาตรา ๔๑
มาตรา ๔๘
เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียนว่า พรรคการเมืองใดกระทำการตาม
มาตรา ๔๗
หรือได้รับแจ้งจากคณะกรรมการบริหารของพรรคการเมืองว่า พรรคการเมืองใด
กระทำการตามมาตรา ๔๗
ให้แจ้งต่ออธิบดีกรมอัยการพร้อมด้วยหลักฐาน ถ้าอธิบดีกรม
อัยการเห็นสมควรก็ให้ยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลฎีกามีคำสั่งยุบเลิกพรรคการเมืองดังกล่าว
คำร้องตามวรรคหนึ่งให้ยื่นต่อศาลแพ่งและให้นำมาตรา ๑๓ วรรคสอง
และวรรคสี่ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในกรณีที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยุบเลิกพรรคการเมืองใดแล้ว ให้นายทะเบียน
ประกาศคำสั่งการยุบเลิกพรรคการเมืองนั้นในราชกิจจานุเบกษา
หากนายทะเบียนเห็นสมควรจะให้ระงับการดำเนินการของพรรคการเมือง
ซึ่งกระทำการตามมาตรา ๔๗
ให้นายทะเบียนแจ้งต่ออธิบดีกรมอัยการขอให้ศาลฎีกาสั่งระงับ
การกระทำดังกล่าวของพรรคการเมืองไว้เป็นการชั่วคราวด้วยก็ได้
มาตรา ๔๙*
ในกรณีที่พรรคการเมืองเลิกตามมาตรา ๔๖ นอกจาก
กรณีตามมาตรา ๔๖ (๕)
ให้หัวหน้าพรรคการเมืองส่งบัญชีและงบดุลรวมทั้งเอกสารเกี่ยวกับ
การเงินของพรรคการเมืองต่อนายทะเบียนภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่พรรคการเมืองเลิก
และ
ให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ชำระบัญชีให้เสร็จสิ้นภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วัน
ที่ได้รับแจ้ง
ถ้าไม่เสร็จให้ขอขยายเวลาได้อีกไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
ในการชำระบัญชีเมื่อได้หักหนี้สินและค่าใช้จ่ายในการชำระบัญชีแล้วยังมี
ทรัพย์สินเหลืออยู่เท่าใด
ให้โอนให้แก่องค์การสาธารณกุศลตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับของพรรค
การเมือง ถ้าในข้อบังคับไม่ได้ระบุก็ให้ทรัพย์สินที่เหลือนั้นตกเป็นของรัฐ
ให้นำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๓ ลักษณะ ๒๒
ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัดมา
ใช้บังคับแก่การชำระบัญชีพรรคการเมืองโดยอนุโลม
*[มาตรา ๔๙ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติพรรคการเมือง
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ.
๒๕๓๕]
*หมวด ๓ ทวิ
การรวมพรรคการเมือง
หมวด ๕ ว่าด้วยการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน
มาตรา ๔๙ ทวิ
การรวมพรรคการเมืองอาจเป็นการรวมกันเพื่อตั้งเป็น
พรรคการเมืองใหม่
หรืออาจเป็นการรวมเข้าเป็นพรรคเดียวกับอีกพรรคการเมืองที่เป็นหลัก
ก็ได้
มาตรา ๔๙ ตรี
ในกรณีที่การรวมพรรคการเมืองเป็นการรวมกันเพื่อตั้ง
เป็นพรรคการเมืองใหม่
ให้พรรคการเมืองที่จะรวมกันขอความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ของ
แต่ละพรรคการเมือง
เมื่อที่ประชุมใหญ่ของแต่ละพรรคการเมืองเห็นชอบให้รวมกันแล้วให้หัวหน้า
พรรคการเมืองและกรรมการบริหารของพรรคการเมืองจำนวนพรรคละสิบคนประชุมร่วมกัน
เพื่อกระทำการเกี่ยวกับพรรคการเมืองที่จะตั้งขึ้นใหม่ดังนี้
(๑) การกำหนดแนวนโยบายของพรรคการเมืองซึ่งประกอบด้วยเป้าหมาย
และวิธีดำเนินการ
(๒) การกำหนดข้อบังคับของพรรคการเมือง
เมื่อได้ดำเนินการตามวรรคสองแล้ว ให้ดำเนินการจัดให้มีการประชุมร่วมกัน
ระหว่างสมาชิกของทุกพรรคการเมืองที่จะรวมกันเพื่อประชุมตั้งพรรคการเมือง
การเรียก
ประชุมตั้งพรรคการเมืองต้องแจ้งให้สมาชิกของพรรคการเมืองที่จะรวมกันทราบก่อนวัน
ประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
และให้ดำเนินการต่อไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งและการ
จดทะเบียนพรรคการเมือง
มาตรา ๔๙ จัตวา
เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนพรรคการเมืองที่ตั้งตาม
มาตรา ๔๙ ตรี นั้นแล้ว
ให้พรรคการเมืองที่รวมเข้ากันเป็นอันสิ้นสภาพ โดยให้ถือว่าสมาชิก
สภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคการเมืองเดิมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคการ
เมืองใหม่ที่ตั้งขึ้น
และสมาชิกพรรคการเมืองเดิมเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใหม่ที่ตั้งขึ้น และ
ให้บรรดาทรัพย์สิน หนี้สิน
สิทธิและความรับผิดของพรรคการเมืองเดิมโอนไปเป็นของพรรค
การเมืองใหม่ตั้งแต่ขณะนั้นเป็นต้นไป
มาตรา ๔๙ เบญจ ให้พรรคการเมืองใหม่ที่ตั้งขึ้นโฆษณาในหนังสือพิมพ์
แห่งท้องที่สามครั้งเป็นอย่างน้อย
และส่งคำบอกกล่าวไปยังบรรดาผู้ซึ่งพรรคการเมืองรู้ว่าเป็น
เจ้าหนี้ด้วยจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์เพื่อแจ้งให้ทราบถึงการที่ได้จดทะเบียนตั้งพรรค
การเมืองใหม่
มาตรา ๔๙ ฉ
ในกรณีที่การรวมพรรคการเมืองเป็นการรวมพรรคการเมือง
หนึ่งเข้าเป็นพรรคเดียวกันกับอีกพรรคการเมืองที่เป็นหลักให้พรรคการเมืองที่จะรวมกันขอ
ความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ของแต่ละพรรคการเมือง
เมื่อที่ประชุมใหญ่ของแต่ละพรรคการเมืองเห็นชอบให้รวมกันแล้วให้ดำเนิน
การดังต่อไปนี้
(๑) ให้สมาชิกพรรคการเมืองที่จะรวมเข้ากับพรรคการเมืองที่เป็นหลักสมัคร
เป็นสมาชิกพรรคการเมืองที่เป็นหลักภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่ของพรรค
การเมืองของตนเห็นชอบกับการรวมพรรคการเมือง
(๒) เมื่อพ้นกำหนดเวลาตาม (๑) แล้ว ให้หัวหน้าพรรคการเมืองที่จะ
รวมเข้าเป็นพรรคเดียวกันกับอีกพรรคการเมืองและหัวหน้าพรรคการเมืองของพรรคการเมือง
ที่เป็นหลักในการรวมกันร่วมกันแจ้งการรวมพรรคการเมืองต่อนายทะเบียน
ในการนี้ ให้ถือว่า
พรรคการเมืองที่รวมเข้ากับอีกพรรคการเมืองที่เป็นหลักนั้นสิ้นสภาพตั้งแต่วันที่มีการแจ้ง
ต่อนายทะเบียนและให้นำมาตรา ๔๙ จัตวา และมาตรา ๔๙ เบญจ
มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ห้ามมิให้ถือว่าการสมัครเป็นสมาชิกของอีกพรรคการเมืองหนึ่งพร้อมกัน
เพื่อดำเนินการรวมพรรคการเมืองตามวรรคสอง
เป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามให้ต้องขาดจากสมาชิก
ภาพและไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และถ้าไม่มีการแจ้งการรวมพรรคการเมืองตาม
วรรคสอง (๒)
ให้ถือว่าการสมัครเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองที่เป็นหลักนั้นเป็นโมฆะ
ในกรณีมีการแจ้งการรวมพรรคต่อนายทะเบียนตามมาตรานี้แล้ว ให้นาย
ทะเบียนประกาศการรวมพรรคการเมืองในราชกิจจานุเบกษา
*[หมวด ๓ ทวิ การรวมพรรคการเมือง มาตรา ๔๙ ทวิ มาตรา ๔๙ ตรี
มาตรา ๔๙ จัตวา มาตรา ๔๙ เบญจ และมาตรา ๔๙ ฉ
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพรรค
การเมือง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕]
บทกำหนดโทษ
มาตรา ๕๐
ผู้ใดเพื่อประโยชน์ในการจัดตั้งพรรคการเมือง แจ้งรายนาม
สมาชิกตามมาตรา ๒๑ โดยรู้อยู่ว่าเป็นความเท็จ
ประกาศหรือโฆษณาเชิญชวนผู้ใดเข้าเป็น
สมาชิกโดยไม่มีหนังสือรับรองการแจ้ง
หรือประกาศโฆษณาเชิญชวนให้ผิดไปจากรายการใน
หนังสือเชิญชวนซึ่งข้อความในประกาศหรือข้อความนั้นเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐหรือ
ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
หรือการปกครอง
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ
ต้องระวางโทษปรับ
ไม่เกินสองหมื่นบาท
มาตรา ๕๑*
หัวหน้าพรรคการเมืองผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๖ วรรคสาม
มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๘ วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๘ ทวิ
วรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง หรือ
มาตรา ๔๙ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
*[มาตรา ๕๑
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติพรรคการเมือง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.
๒๕๓๕]
มาตรา ๕๒*
หัวหน้าพรรคการเมืองผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายทะเบียน
ซึ่งสั่งตามมาตรา ๒๘ วรรคสาม หรือมาตรา ๒๘ ทวิ วรรคสามต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่ง
หมื่นบาท
*[มาตรา ๕๒
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติพรรคการเมือง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.
๒๕๓๕]
มาตรา ๕๓
ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายทะเบียนซึ่งสั่งตามมาตรา ๒๙
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
มาตรา ๕๔*
หัวหน้าพรรคการเมืองหรือผู้ดำเนินกิจการสาขาพรรคการเมือง
ผู้ใดไม่จัดให้ทำบัญชีหรือไม่จัดส่งสำเนาบัญชีให้นายทะเบียนตามมาตรา
๓๕ วรรคหนึ่งหรือ
วรรคสาม หรือไม่จัดให้ทำบัญชีรายรับรายจ่ายและงบดุลตามมาตรา
๓๖ ต้องระวางโทษ
ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
*[มาตรา ๕๔
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติพรรคการเมือง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.
๒๕๓๕]
มาตรา ๕๔ ทวิ*
หัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหาร ผู้ดำเนินกิจการ
สาขาพรรคการเมือง
หรือสมาชิกพรรคการเมืองผู้ใดได้รับเงินอุดหนุน หรือเงินบำรุงพรรค
การเมืองจากบุคคลภายนอกหรือเงินเพื่อบำรุงพรรคการเมืองโดยวิธีการอื่นใด
และไม่นำเงิน
ดังกล่าวเข้าบัญชีรายรับของพรรคการเมืองตามมาตรา ๓๕ วรรคสาม
ต้องระวางโทษจำคุก
ไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
*[มาตรา ๕๔ ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพรรคการเมือง (ฉบับที่ ๒)
พ.ศ. ๒๕๓๕]
มาตรา ๕๕ หัวหน้าพรรคการเมือง
กรรมการบริหาร ผู้ดำเนินกิจการสาขา
พรรคการเมือง สมาชิกหรือบุคคลใด
ไม่อำนวยความสะดวกแก่ผู้สอบบัญชีตามมาตรา ๓๗
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
มาตรา ๕๖
ผู้ใดมีหน้าที่ในการจัดทำบัญชีของพรรคการเมืองตามมาตรา ๓๕
ละเว้นการลงรายการในบัญชี ลงรายการเท็จในบัญชี แก้ไขบัญชี
หรือซ่อนเร้น หรือทำหลักฐาน
ในการลงบัญชีอันจะเป็นผลให้การแสดงที่มาของรายได้และการใช้จ่ายของพรรคการเมืองไม่
ถูกต้องตามที่เป็นจริง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
มาตรา ๕๗ หัวหน้าพรรคการเมือง
หรือผู้ดำเนินกิจการสาขาพรรคการเมือง
ผู้ใดโดยทุจริตไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๓๕ หรือมาตรา ๓๖
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองหมื่น
บาทถึงหนึ่งแสนบาท
มาตรา ๕๘ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๓๘
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี
หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๕๙ กรรมการบริหาร
ผู้ดำเนินกิจการสาขาพรรคการเมืองหรือ
สมาชิกผู้ใดจัดให้พรรคการเมืองกระทำการฝ่าฝืนมาตรา ๓๙
หรือมาตรา ๔๐ ต้องระวางโทษ
จำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี
หรือปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๖๐ กรรมการบริหาร
หรือผู้ดำเนินกิจการสาขาพรรคการเมืองผู้ใด
รู้อยู่แล้วแต่จัดให้พรรคการเมืองกระทำการฝ่าฝืนมาตรา ๔๑
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี
หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๖๑ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๒
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับ
ไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้าผู้ฝ่าฝืนใดไม่มีสัญชาติไทย
ให้รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงมหาดไทยสั่งเนรเทศออกจากประเทศไทยด้วย
มาตรา ๖๒ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๓
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือ
ปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
และถ้าผู้ฝ่าฝืนใดไม่มีสัญชาติไทยโดยการเกิดให้
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งเพิกถอนสัญชาติไทยและเนรเทศออกจากประเทศไทย
ด้วย
มาตรา ๖๓ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๔
วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่ง
หมื่นบาท
มาตรา ๖๔ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๕
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาท
ถึงหนึ่งแสนบาท และปรับอีกวันละสองร้อยบาท จนกว่าจะเลิกใช้
มาตรา ๖๕
หัวหน้าพรรคการเมืองผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๔๖ วรรคสอง
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
มาตรา ๖๖
ผู้ใดโดยเจตนาสมคบกันตั้งแต่สิบห้าคนขึ้นไปดำเนินกิจการ
เช่นเดียวกับพรรคการเมืองหรือเข้าลักษณะเป็นพรรคการเมือง
โดยมิได้จดทะเบียนพรรคการ
เมือง
เว้นแต่ในกรณีดำเนินกิจการเพื่อขอจัดตั้งหรือจดทะเบียนพรรคการเมือง ต้องระวาง
โทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ป. ติณสูลานนท์
นายกรัฐมนตรี
บัญชีรายชื่อภาคและจังหวัด
ก. ภาคกลาง มี กรุงเทพมหานคร
กาญจนบุรี จันทบุรี
ฉะเชิงเทรา ชัยนาท ประจวบคีรีขันธ์
ชลบุรี ตราด นครนายก นครปฐม นนทบุรี
ปทุมธานี ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา
เพชรบุรี ระยอง ราชบุรี ลพบุรี
สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม
สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี
อ่างทอง
ข. ภาคใต้ มี กระบี่ ชุมพร ตรัง
นครศรีธรรมราช
นราธิวาส ปัตตานี พังงา พัทลุง ภูเก็ต
ยะลา ระนอง สตูล สุราษฎร์ธานี สงขลา
ค. ภาคเหนือ มี กำแพงเพชร
เชียงราย เชียงใหม่ ตาก
นครสวรรค์ น่าน พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์
พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน
สุโขทัย อุตรดิตถ์
ง. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น
ชัยภูมิ นครพนม
นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม ยโสธร
ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์
หนองคาย อุดรธานี อุบลราชธานี
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรมี
กฎหมายว่าด้วยพรรคการเมือง
เพื่อกำหนดระเบียบการจัดตั้งและการดำเนินกิจการของพรรค
การเมืองให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช ๒๕๒๑ จึงจำเป็นต้อง
ตราพระราชบัญญัตินี้
พระราชบัญญัติพรรคการเมือง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากพระราชบัญญัติ
พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๒๔
มีบทบัญญัติหลายประการที่ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทยซึ่งใช้บังคับเมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ.
๒๕๓๔ ประกอบกับมีบทบัญญัติ
บางประการยังไม่เหมาะสม สมควรที่จะปรับปรุงเสียใหม่
จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
[รก. ๒๕๓๕/๓/๑/๑๕ มกราคม ๒๕๓๕]
ลัดดาพร/แก้ไข
๔ ก.พ. ๒๕๔๕
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).