我的書籤免費註冊

พระราชกำหนดการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ. 2563 หมวด ๓

มาตรา ๒๐–มาตรา ๒๑共 2 條

มาตรา ๒๐

มาตรา ๒๐ ในการดำเนินการของธนาคารแห่งประเทศไทยตามพระราชกำหนดนี้ ถ้ามีกำไรเกิดขึ้น ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน ถ้าเกิดความเสียหายขึ้นแก่ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้กระทรวงการคลังชดเชยความเสียหายให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทยในวงเงินไม่เกินสี่หมื่นล้านบาท

มาตรา ๒๑

มาตรา ๒๑ ให้มีคณะกรรมการพิจารณาผลดำเนินการ มีหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการการคำนวณกำไร หรือความเสียหาย และวงเงินชดเชย และวินิจฉัยจำนวนผลกำไรหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นตามหลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าว ประกอบด้วย อธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นประธานกรรมการ รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณคนหนึ่งซึ่งผู้อำนวยการสำนักงบประมาณมอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการ รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนหนึ่งซึ่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมอบหมาย ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ และผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นกรรมการ ให้กรมบัญชีกลางแต่งตั้งข้าราชการในสังกัดคนหนึ่ง เป็นเลขานุการ และให้ธนาคารแห่งประเทศไทยแต่งตั้งพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทยคนหนึ่ง เป็นผู้ช่วยเลขานุการ เมื่อคณะกรรมการตามวรรคหนึ่งวินิจฉัยจำนวนผลกำไรหรือความเสียหายแล้ว ให้แจ้งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือกระทรวงการคลัง แล้วแต่กรณี เพื่อดำเนินการตามมาตรา ๒๐ โดยเร็วต่อไป ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ระบาดอย่างฉับพลันและรุนแรงทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย จนกระทั่งองค์การอนามัยโลกต้องประกาศให้เป็นการระบาดใหญ่ ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของทุกประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดตราสารหนี้ที่เป็นทั้งช่องทางการระดมทุนอย่างสำคัญในการประกอบธุรกิจ การลงทุน และการออม ของประชาชน การระบาดนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดคาดการณ์ได้ชัดเจนว่าจะยุติลงเมื่อใด เป็นผลให้การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของทุกภาคส่วนทั่วโลกเกิดภาวะชะงักงันอย่างรุนแรงและฉับพลัน ผู้ประกอบการซึ่งระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ต้องประสบปัญหาขาดสภาพคล่องกะทันหัน ไม่สามารถไถ่ถอนตราสารหนี้ที่ครบกำหนดและที่ใกล้จะครบกำหนดซึ่งมีมูลค่านับแสนล้านบาทได้ สถานการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มสูงมากที่จะทำให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ของผู้ออกตราสารหนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่กระทบต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศและต่อประชาชนโดยรวม จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ พัชรภรณ์/จัดทำ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๓ ภาณุรุจ/ตรวจ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๓ [๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๗/ตอนที่ ๓๐ ก/หน้า ๑๒/๑๙ เมษายน ๒๕๖๓

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).