我的書籤免費註冊

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๒ หมวด ๕๑ ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๔๘ มีวาระ การดํารงตําแหน่งคราวละสี่ปี

มาตรา ๕๒–มาตรา ๗๐共 19 條

มาตรา ๕๒

มาตรา ๕๒ ในกรณีที่ประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๔๔ พ้นจาก ตําแหน่งก่อนวาระ ให้คณะกรรมการกํากับสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกอบด้วย กรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่จนกว่าจะมีการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทน และ ในกรณีที่ประธานกรรมการพ้นจากตําแหน่งก่อนวาระ ให้ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทําหน้าที่ประธานกรรมการเป็นการชั่วคราว ให้ดําเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตําแหน่งที่ว่างภายใน หกสิบวันนับแต่วันที่ตําแหน่งว่างลง และให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งแทนอยู่ในตําแหน่งเท่ากับ วาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน เว้นแต่วาระของประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเหลือไม่ถึง เก้าสิบวันจะไม่แต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนก็ได้

มาตรา ๕๓

มาตรา ๕๓ การประชุมคณะกรรมการกํากับสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนกรรมการที่มีอยู่ จึงจะเป็นองค์ประชุม ให้ประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจ ปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการซึ่งมาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด กรรมการที่มีส่วนได้เสียในเรื่องที่มีการพิจารณาจะเข้าร่วมประชุมมิได้ การประชุมของคณะกรรมการกํากับสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอาจกระทํา โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่คณะกรรมการกําหนดก็ได้

มาตรา ๕๔

มาตรา ๕๔ คณะกรรมการกํากับสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ และอํานาจ ดังต่อไปนี้ (๑) กําหนดนโยบายการบริหารงาน และให้ความเห็นชอบแผนการดําเนินงานของสํานักงาน (๒) ออกข้อบังคับว่าด้วยการจัดองค์กร การเงิน การบริหารงานบุคคล การบริหารงานทั่วไป การตรวจสอบภายใน รวมตลอดทั้งการสงเคราะห์และสวัสดิการต่าง ๆ ของสํานักงาน (๓) อนุมัติแผนการดําเนินงาน แผนการใช้จ่ายเงินและงบประมาณรายจ่ายประจําปีของ สํานักงาน (๔) ควบคุมการบริหารงานและการดําเนินการของสํานักงานและเลขาธิการให้เป็นไป ตามพระราชบัญญัตินี้และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง (๕) แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาเลขาธิการ (๖) วินิจฉัยอุทธรณ์คําสั่งทางปกครองของเลขาธิการในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารงานของ สํานักงาน (๗) ประเมินผลการดําเนินการของสํานักงาน และการปฏิบัติงานของเลขาธิการ (๘) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นกําหนดให้เป็นหน้าที่และอํานาจ ของคณะกรรมการกํากับสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือตามที่คณะกรรมการหรือ คณะรัฐมนตรีมอบหมาย ข้อบังคับตาม (๒) ถ้ามีการจํากัดอํานาจเลขาธิการในการทํานิติกรรมกับบุคคลภายนอก ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๕๕

มาตรา ๕๕ คณะกรรมการกํากับสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีอํานาจ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อปฏิบัติหน้าที่หรือกระทําการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการกํากับ สํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมอบหมายได้ คณะกรรมการกํากับสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอาจแต่งตั้งบุคคล ซึ่งมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการกํากับ สํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการกํากับสํานักงาน คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้ การปฏิบัติหน้าที่และจํานวนของคณะอนุกรรมการตามวรรคหนึ่งหรือบุคคลตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกํากับสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกําหนด การประชุมคณะอนุกรรมการ ให้นําความในมาตรา ๕๓ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ๕๖

มาตรา ๕๖ ให้ประธานกรรมการและกรรมการกํากับสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล ที่ปรึกษาคณะกรรมการกํากับสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ประธาน อนุกรรมการและอนุกรรมการที่คณะกรรมการกํากับสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แต่งตั้ง ได้รับเบี้ยประชุมหรือค่าตอบแทนตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกําหนดโดยความเห็นชอบ ของกระทรวงการคลัง

มาตรา ๕๗

มาตรา ๕๗ ให้สํานักงานมีเลขาธิการคนหนึ่งซึ่งคณะกรรมการกํากับสํานักงานคณะกรรมการ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแต่งตั้ง มีหน้าที่บริหารกิจการของสํานักงาน การแต่งตั้งเลขาธิการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาตามที่ คณะกรรมการกํากับสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกําหนด

มาตรา ๕๘

มาตรา ๕๘ ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ (๑) มีสัญชาติไทย (๒) อายุไม่ต่ํากว่าสามสิบห้าปีแต่ไม่เกินหกสิบปี (๓) เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในด้านที่เกี่ยวกับภารกิจของสํานักงาน และการบริหารจัดการ

มาตรา ๕๙

มาตรา ๕๙ ผู้มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องห้ามมิให้เป็นเลขาธิการ (๑) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต (๒) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ (๓) เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุกไม่ว่าจะได้รับโทษจําคุกจริงหรือไม่ เว้นแต่เป็นโทษ สําหรับความผิดที่ได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ (๔) เป็นข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้าง ของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่น ของรัฐหรือของราชการส่วนท้องถิ่น (๕) เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น เว้นแต่จะได้พ้นจากตําแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี (๖) เป็นหรือเคยเป็นกรรมการหรือผู้ดํารงตําแหน่งอื่นในพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของ พรรคการเมือง เว้นแต่จะได้พ้นจากตําแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี (๗) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หรือออกจากงานจากหน่วยงานที่เคย ปฏิบัติหน้าที่ เพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง หรือเคยถูกถอดถอนจากตําแหน่ง (๘) เคยถูกให้ออกเพราะไม่ผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงานตามมาตรา ๖๒ (๔) (๙) เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการที่เกี่ยวข้องกับสํานักงานไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

มาตรา ๖๐

มาตรา ๖๐ เลขาธิการมีวาระการดํารงตําแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดํารงตําแหน่งเกินสองวาระไม่ได้ ก่อนครบกําหนดตามวาระการดํารงตําแหน่งของเลขาธิการเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบวันแต่ไม่เกิน หกสิบวัน หรือภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เลขาธิการพ้นจากตําแหน่งก่อนครบวาระ ให้คณะกรรมการ กํากับสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาเพื่อสรรหาเลขาธิการ คนใหม่ ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการสรรหาเสนอรายชื่อบุคคลที่เหมาะสมไม่เกินสามคนต่อคณะกรรมการ กํากับสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

มาตรา ๖๑

มาตรา ๖๑ ในแต่ละปีให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ ทั้งนี้ ให้เป็นไป ตามระยะเวลาและวิธีการที่คณะกรรมการกํากับสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกําหนด

มาตรา ๖๒

มาตรา ๖๒ นอกจากการพ้นจากตําแหน่งตามวาระตามมาตรา ๖๐ เลขาธิการพ้นจากตําแหน่ง เมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๕๘ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๕๔ (๔) คณะกรรมการกํากับสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้ออก เพราะไม่ผ่าน การประเมินผลการปฏิบัติงาน มีความประพฤติเสื่อมเสีย บกพร่องหรือไม่สุจริตต่อหน้าที่ หรือ หย่อนความสามารถ

มาตรา ๖๓

มาตรา ๖๓ ให้เลขาธิการมีหน้าที่และอํานาจ ดังต่อไปนี้ (๑) บริหารงานของสํานักงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามภารกิจของสํานักงาน และตามนโยบาย และแผนระดับชาติ แผนยุทธศาสตร์ นโยบายของคณะรัฐมนตรี คณะกรรมการ และคณะกรรมการ กํากับสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และระเบียบ ข้อบังคับหรือมติของคณะกรรมการ กํากับสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (๒) วางระเบียบเกี่ยวกับการดําเนินงานของสํานักงานโดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย มติของ คณะรัฐมนตรี และระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกําหนด นโยบาย มติ หรือประกาศที่คณะกรรมการกํากับ สํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกําหนด (๓) เป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างของสํานักงาน และประเมินผลการปฏิบัติงานของ พนักงานและลูกจ้างของสํานักงานตามระเบียบหรือข้อบังคับของสํานักงาน (๔) แต่งตั้งรองเลขาธิการและผู้ช่วยเลขาธิการโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกํากับ สํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเป็นผู้ช่วยปฏิบัติงานของเลขาธิการตามที่เลขาธิการมอบหมาย (๕) บรรจุ แต่งตั้ง เลื่อน ลด ตัดเงินเดือนหรือค่าจ้าง ลงโทษทางวินัยพนักงาน และลูกจ้าง ของสํานักงาน ตลอดจนให้พนักงานและลูกจ้างของสํานักงานออกจากตําแหน่ง ทั้งนี้ ตามระเบียบหรือ ข้อบังคับที่คณะกรรมการกํากับสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกําหนด (๖) ปฏิบัติการอื่นใดตามระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกําหนด นโยบาย มติ หรือประกาศของ คณะกรรมการกํากับสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ให้เลขาธิการรับผิดชอบในการบริหารงานของสํานักงานขึ้นตรงต่อคณะกรรมการกํากับสํานักงาน คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

มาตรา ๖๔

มาตรา ๖๔ ในกิจการของสํานักงานที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้เลขาธิการเป็นผู้แทนของ สํานักงาน เพื่อการนี้ เลขาธิการจะมอบอํานาจให้บุคคลใดปฏิบัติงานเฉพาะอย่างแทนก็ได้ แต่ต้องเป็นไป ตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกํากับสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกําหนด

มาตรา ๖๕

มาตรา ๖๕ ให้คณะกรรมการกํากับสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นผู้กําหนดอัตราเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นของเลขาธิการตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกําหนด

มาตรา ๖๖

มาตรา ๖๖ เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานของสํานักงาน เลขาธิการอาจขอให้ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ หรือลูกจ้างของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ มาปฏิบัติงานเป็นพนักงานหรือลูกจ้างเป็นการชั่วคราวได้ ทั้งนี้ เมื่อได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้างของผู้นั้น และมีข้อตกลงที่ทําไว้ในการอนุมัติ และ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับอนุมัติให้มาปฏิบัติงานเป็นพนักงานหรือลูกจ้างเป็นการชั่วคราว ให้ถือว่า เป็นการได้รับอนุญาตให้ออกจากราชการหรือออกจากงานไปปฏิบัติงานใด ๆ เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาที่ได้รับอนุมัติให้มาปฏิบัติงานในสํานักงาน ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตามวรรคหนึ่ง มีสิทธิได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งและรับเงินเดือนในส่วนราชการหรือหน่วยงานเดิมไม่ต่ํากว่า ตําแหน่งและเงินเดือนเดิมตามข้อตกลงที่ทําไว้ในการอนุมัติ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นกลับมาบรรจุและได้รับแต่งตั้งในส่วนราชการหรือหน่วยงานเดิม ตามวรรคสองแล้ว ให้นับระยะเวลาของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นระหว่างที่มาปฏิบัติงานในสํานักงานสําหรับ การคํานวณบําเหน็จบํานาญหรือประโยชน์ตอบแทนอื่นทํานองเดียวกันเสมือนอยู่ปฏิบัติราชการหรือ ปฏิบัติงานเต็มเวลาดังกล่าว แล้วแต่กรณี

มาตรา ๖๗

มาตรา ๖๗ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งอยู่ระหว่างการปฏิบัติงานชดใช้ทุนการศึกษา ที่ได้รับจากส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ที่ได้ย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ที่สํานักงานโดยได้รับความเห็นชอบ จากผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด ให้ถือเป็นการชดใช้ทุนตามสัญญา และให้นับระยะเวลาการปฏิบัติงาน ในสํานักงานเป็นระยะเวลาในการชดใช้ทุน ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐแห่งใดประสงค์จะขอให้พนักงานของสํานักงานซึ่งอยู่ระหว่างการปฏิบัติงาน ชดใช้ทุนการศึกษาที่ได้รับจากสํานักงานไปเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานของรัฐแห่งนั้น ต้องได้รับความเห็นชอบจากเลขาธิการก่อน และให้ถือว่าการไปปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐแห่งนั้น เป็นการชดใช้ทุนตามสัญญา และให้นับระยะเวลาการปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นเป็นระยะเวลา ในการชดใช้ทุน

มาตรา ๖๘

มาตรา ๖๘ การบัญชีของสํานักงานให้จัดทําตามหลักสากล ตามแบบและหลักเกณฑ์ ที่คณะกรรมการกํากับสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกําหนด

มาตรา ๖๙

มาตรา ๖๙ ให้สํานักงานจัดทํางบการเงินและบัญชี แล้วส่งผู้สอบบัญชีภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวัน นับแต่วันสิ้นปีบัญชี ให้สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือผู้สอบบัญชีรับอนุญาตที่สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ให้ความเห็นชอบเป็นผู้สอบบัญชีของสํานักงาน และประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของ สํานักงานทุกรอบปีแล้วทํารายงานผลการสอบบัญชีเสนอต่อคณะกรรมการกํากับสํานักงานคณะกรรมการ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อรับรอง

มาตรา ๗๐

มาตรา ๗๐ ให้สํานักงานจัดทํารายงานการดําเนินงานประจําปีเสนอคณะกรรมการกํากับ สํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและรัฐมนตรีภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่ วันสิ้นปีบัญชี และเผยแพร่รายงานนี้ต่อสาธารณชน รายงานการดําเนินงานประจําปีตามวรรคหนึ่ง ให้แสดงรายละเอียดของงบการเงินที่ผู้สอบบัญชี ให้ความเห็นแล้ว พร้อมทั้งผลงานของสํานักงานและรายงานการประเมินผลการดําเนินงานของสํานักงาน ในปีที่ล่วงมาแล้ว การประเมินผลการดําเนินงานของสํานักงานตามวรรคสอง จะต้องดําเนินการโดยบุคคลภายนอก ที่คณะกรรมการกํากับสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้ความเห็นชอบ มาตรา ึ๗๑ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะก็ได้ ตามความเชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องหรือตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม วาระการดํารงตําแหน่ง การพ้นจากตําแหน่ง และการดําเนินงานอื่น ของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).