พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
ยกฐานะศาลแขวงแม่สะเรียง
ศาลแขวงแม่สอด
ศาลแขวงตะกั่วป่า
และศาลแขวงหลังสวน
เป็นศาลจังหวัด
พุทธศักราช ๒๔๗๙
ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
อานันทมหิดล
คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร
ลงวันที่
๒๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๗๘)
อาทิตย์ทิพอาภา
เจ้าพระยายมราช
พล.
อ. เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน
ตราไว้
ณ วันที่ ๑๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๘๐
เป็นปีที่
๔ ในรัชกาลปัจจุบัน
โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า
สมควรยกฐานะศาลแขวงแม่สะเรียง ศาลแขวงแม่สอด ศาลแขวงตะกั่วป่า และศาลแขวงหลังสวน
ขึ้นเป็นศาลจังหวัด
จึ่งมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร
ดั่งต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า พระราชบัญญัติยกฐานะศาลแขวงแม่สะเรียง
ศาลแขวงแม่สอด ศาลแขวงตะกั่วป่า และศาลแขวงหลังสวน เป็นศาลจังหวัด พุทธศักราช ๒๔๗๙
มาตรา ๒[๑]
ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓
ให้ยกฐานะศาลแขวงต่อไปนี้ขึ้นเป็นศาลจังหวัด คือ
๑. ศาลแขวงแม่สะเรียง
๒. ศาลแขวงแม่สอด
๓. ศาลแขวงตะกั่วป่า
๔. ศาลแขวงหลังสวน
แต่จะเปิดทำการเป็นศาลจังหวัดเมื่อใด
จะได้มีพระราชกฤษฎีกาประกาศเป็นศาล ๆ ไป
มาตรา ๔
ให้ศาลจังหวัดแม่สะเรียงมีเขตตลอดท้องที่อำเภอแม่สะเรียงในจังหวัดแม่ฮ่องสอน
มาตรา ๕[๒]
ให้ศาลจังหวัดแม่สอดมีเขตตลอดท้องที่อำเภอแม่สอด และอำเภอแม่ระมาศ
ในจังหวัดตาก
มาตรา ๖ ให้ศาลจังหวัดตะกั่วป่ามีเขตตลอดท้องที่อำเภอตะกั่วป่า
อำเภอกะปง และอำเภอเกาะคอเขา ในจังหวัดพังงา
มาตรา ๗
ให้ศาลจังหวัดหลังสวนมีเขตตลอดท้องที่อำเภอขันเงินและอำเภอพะโต๊ะ
ในจังหวัดชุมพร
และให้รวมท้องที่อำเภอสวีซึ่งอยู่ในเขตศาลจังหวัดชุมพรเข้าในเขตศาลจังหวัดหลังสวนด้วย
มาตรา ๘ บรรดาคดีเกินอำนาจศาลแขวงแม่สะเรียง
ศาลแขวงแม่สอด ศาลแขวงตะกั่วป่า และศาลแขวงหลังสวน
ซึ่งค้างพิจารณาในศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน ศาลจังหวัดตาก ศาลจังหวัดพังงา
และศาลจังหวัดชุมพร โดยลำดับในวันที่เปิดทำการเป็นศาลจังหวัดดั่งระบุไว้ในมาตรา ๓
นั้น ให้คงพิจารณาพิพากษาต่อไปในศาลนั้น ๆ
บรรดาคดีของอำเภอสวี จังหวัดชุมพร
ซึ่งค้างพิจารณาในศาลจังหวัดชุมพร
ในวันที่ศาลแขวงหลังสวนเปิดทำการเป็นศาลจังหวัดตามความในมาตรา ๓
ให้คงพิจารณาพิพากษาต่อไปในศาลจังหวัดชุมพร
มาตรา ๙
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
(ตามมติคณะรัฐมนตรี)
พิบูลสงคราม
รัฐมนตรี
พระราชบัญญัติยกฐานะศาลแขวงแม่สะเรียง ศาลแขวงแม่สอด ศาลแขวงตะกั่วป่า และศาลแขวงหลังสวน
เป็นศาลจังหวัด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๔[๓]
附則
มาตรา ๔
บรรดาคดีของอำเภอแม่ระมาศที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลจังหวัดตากในวันใช้พระราชบัญญัตินี้
ให้คงพิจารณาพิพากษาในศาลจังหวัดตาก
เว้นแต่คดีที่ศาลจังหวัดตากยังมิได้เริ่มสืบพยานก็ให้โอนคดีนั้น ๆ
ไปพิจารณาพิพากษาในศาลจังหวัดแม่สอด
มาตรา ๕
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับที่ ๕๑ ลงวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๐๒[๔]
เนื่องจากพระราชบัญญัติยกฐานะศาลแขวงแม่สะเรียง ศาลแขวงแม่สอด ศาลแขวงตะกั่วป่า และศาลแขวงหลังสวน
เป็นศาลจังหวัด พุทธศักราช ๒๔๗๙ มาตรา ๕
ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยกฐานะศาลแขวงแม่สะเรียง
ศาลแขวงแม่สอด ศาลแขวงตะกั่วป่า
และศาลแขวงหลังสวน เป็นศาลจังหวัด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๔ มาตรา ๓
ได้บัญญัติไว้ให้ศาลจังหวัดแม่สอด มีเขตตลอดท้องที่อำเภอแม่สอดและอำเภอแม่ระมาศ
ในจังหวัดตาก แต่ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกาตั้งกิ่งอำเภอท่าสองยาง อำเภอแม่ระมาศ
จังหวัดตาก เป็นอำเภอท่าสองยาง ตั้งแต่วันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๐๑
ซึ่งทำให้คดีที่เกิดในท้องที่กึ่งอำเภอท่าสองยางซึ่งเดิมเคยขึ้นศาลจังหวัดแม่สอด
ต้องไปขึ้นศาลจังหวัดตาก อันเป็นความไม่สะดวกแก่ประชาชนผู้มีอรรถคดี
เพราะทางเดินตรงไปยังจังหวัดตากไม่มี ต้องผ่านทางอำเภอแม่สอด จึงเห็นเป็นการสมควรที่จะให้ศาลจังหวัดแม่สอดคงมีเขตรวมถึงเขตอำเภอท่าสองยางด้วย
ข้อ ๑
ให้ศาลจังหวัดแม่สอดซึ่งมีเขตตลอดท้องที่อำเภอแม่สอด และอำเภอแม่ระมาศ
ในจังหวัดตากอยู่แล้วนั้น มีเขตตลอดท้องที่อำเภอท่าสองยาง ในจังหวัดตากด้วย
ข้อ ๒
บรรดาคดีของอำเภอท่าสองยางที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลจังหวัดตาก
ในวันประกาศนี้ ให้คงพิจารณาพิพากษาในศาลจังหวัดตาก
เว้นแต่คดีที่ศาลจังหวัดตากยังมิได้เริ่มสืบพยาน ก็ให้โอนคดีนั้น ๆ
ไปพิจารณาพิพากษาในศาลจังหวัดแม่สอด
ปณตภร/ผู้จัดทำ
๒๘
มีนาคม ๒๕๕๗
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๔/-/หน้า ๑๑๖/๑๙ เมษายน ๒๔๘๐
[๒] มาตรา ๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยกฐานะศาลแขวงแม่สะเรียง
ศาลแขวงแม่สอด ศาลแขวงตะกั่วป่า และศาลแขวงหลังสวน เป็นศาลจังหวัด (ฉบับที่ ๒)
พ.ศ. ๒๔๙๔
[๓] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๖๘/ตอนที่ ๓๔/หน้า ๖๘๙/๒๙ พฤษภาคม ๒๔๙๔
[๔] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๖/ตอนที่ ๑๐/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๑๖ มกราคม ๒๕๐๒
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).