กฎกระทรวง
ว่าด้วยการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาต่ำกว่าปริญญารูปแบบวิทยาลัยชุมชน
พ.ศ. ๒๕๔๖[๑]
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา
๘ มาตรา ๒๒ วรรคสาม และมาตรา ๓๘ วรรคสาม
แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ในกฎกระทรวงนี้
วิทยาลัย
หมายความว่า วิทยาลัยชุมชนแต่ละแห่ง
หน่วยจัดการศึกษา
หมายความว่า สถานที่จัดการศึกษาร่วมกับวิทยาลัย
คณะกรรมการ
หมายความว่า คณะกรรมการวิทยาลัยชุมชน
สภาวิทยาลัย
หมายความว่า สภาวิทยาลัยชุมชนแต่ละแห่ง
สภาวิชาการ
หมายความว่า สภาวิชาการวิทยาลัยชุมชนแต่ละแห่ง
ผู้อำนวยการ
หมายความว่า ผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนแต่ละแห่ง
เลขาธิการ
หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการอุดมศึกษา
รัฐมนตรี
หมายความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
บททั่วไป
ข้อ ๒ ให้วิทยาลัยเป็นสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาซึ่งบริหารจัดการโดยชุมชน
มีวัตถุประสงค์ในการให้การศึกษาและฝึกอบรมด้านวิชาการและด้านวิชาชีพตามหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน
และส่งเสริมให้มีการพัฒนาอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลในชุมชน
ให้วิทยาลัยเป็นส่วนราชการในสำนักบริหารงานวิทยาลัยชุมชน
สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
ข้อ ๓ ภายใต้วัตถุประสงค์ตามข้อ ๒
วิทยาลัยต้องจัดระบบเครือข่ายในการบริหารการจัดการศึกษา โดยมุ่งเน้นการจัดการศึกษาและการฝึกอบรมในหลักสูตรที่หลากหลายและมีความยืดหยุ่น
เพื่อให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
รวมทั้งการเชื่อมโยงความรู้ด้านวิชาการและการใช้ทรัพยากรระหว่างวิทยาลัย
หน่วยจัดการศึกษา และหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้
ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการอุดมศึกษา
ข้อ ๔ การจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกวิทยาลัย
ให้ทำเป็นประกาศกระทรวงศึกษาธิการ
การแบ่งส่วนงานในวิทยาลัย
และการจัดตั้งหน่วยจัดการศึกษาของวิทยาลัย ให้เป็นไปตามข้อบังคับของวิทยาลัย
ข้อ ๕ ให้กระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาจัดสรรงบประมาณให้แก่วิทยาลัยตามที่เห็นสมควรเพื่อดำเนินกิจการของวิทยาลัย
นอกจากเงินงบประมาณตามวรรคหนึ่ง
วิทยาลัยหรือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาอาจมีรายได้และทรัพย์สินดังต่อไปนี้
(๑)
เงินผลประโยชน์ ค่าธรรมเนียม ค่าปรับ และค่าบริการต่าง ๆ
ที่วิทยาลัยหรือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้รับจากการดำเนินกิจการของวิทยาลัย
(๒)
รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้มาจากการใช้ที่ราชพัสดุที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาปกครอง
ดูแลหรือใช้ประโยชน์เพื่อการดำเนินกิจการของวิทยาลัย
(๓)
เงินและทรัพย์สินซึ่งมีผู้อุทิศให้แก่วิทยาลัยหรือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเพื่อการดำเนินกิจการของวิทยาลัย
(๔)
เงินอุดหนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือเงินอุดหนุนอื่นที่วิทยาลัยหรือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
ได้รับเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการของวิทยาลัย
(๕)
รายได้หรือผลประโยชน์อย่างอื่น
ให้สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษามีอำนาจในการปกครอง
ดูแล รักษา
ใช้และจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาที่มีไว้เพื่อการดำเนินกิจการของวิทยาลัย
ทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุ และที่เป็นทรัพย์สินอื่นของวิทยาลัย
รายได้รวมทั้งเบี้ยปรับที่วิทยาลัยหรือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้รับจากการดำเนินกิจการของวิทยาลัย
ให้วิทยาลัยหรือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาสามารถจัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาของวิทยาลัย ทั้งนี้ ตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนด
การบริหารงาน
ข้อ ๖ ให้มีคณะกรรมการวิทยาลัยชุมชนคณะหนึ่ง
ประกอบด้วย
(๑)
ประธานกรรมการวิทยาลัยชุมชน
ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากกรรมการวิทยาลัยชุมชนผู้ทรงคุณวุฒิ
(๒)
กรรมการวิทยาลัยชุมชนโดยตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เลขาธิการสภาการศึกษา ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน อธิบดีกรมส่งเสริมกรมปกครองท้องถิ่น
ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และผู้แทนหอการค้าไทย
(๓)
กรรมการวิทยาลัยชุมชนจำนวนสองคน ซึ่งเลือกจากผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการหนึ่งคน และเลือกจากผู้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสภาวิทยาลัยหนึ่งคน
(๔)
กรรมการวิทยาลัยชุมชนผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการตาม (๑) (๒)
และ (๓) รวมกัน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชน
ให้ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานวิทยาลัยชุมชน
เป็นกรรมการและเลขานุการ
คุณสมบัติ
หลักเกณฑ์ และวิธีการได้มาซึ่งประธานกรรมการและกรรมการตาม (๓) และ (๔)
ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการอุดมศึกษา
ให้สำนักบริหารงานวิทยาลัยชุมชนทำหน้าที่รับผิดชอบการดำเนินงานของคณะกรรมการ
ข้อ ๗
ประธานกรรมการและกรรมการวิทยาลัยชุมชนตามข้อ ๖ (๑) (๓) และ (๔)
มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับเลือกหรือได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้
นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ
ประธานกรรมการและกรรมการตามข้อ ๖ (๑) (๓) และ (๔) พ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(๑)
ตาย
(๒)
ลาออก
(๓)
ขาดคุณสมบัติของการเป็นกรรมการวิทยาลัยชุมชนในประเภทนั้น
(๔)
ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
(๕)
เป็นบุคคลล้มละลาย คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
ในกรณีที่ประธานกรรมการและกรรมการวิทยาลัยชุมชนตามวรรคหนึ่งพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระและได้มีการแต่งตั้งหรือเลือกผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว
ให้ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งหรือได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
แต่ถ้าวาระการดำรงตำแหน่งเหลืออยู่น้อยกว่าเก้าสิบวันจะไม่ดำเนินการให้มีผู้ดำรงตำแหน่งแทนก็ได้
ในกรณีที่ประธานกรรมการและกรรมการวิทยาลัยชุมชนตามวรรคหนึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระแต่ยังมิได้แต่งตั้งหรือเลือกผู้ดำรงตำแหน่งแทน
ให้ประธานกรรมการและกรรมการวิทยาลัยชุมชนซึ่งพ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้แต่งตั้งประธานกรรมการหรือได้มีการเลือกกรรมการวิทยาลัยชุมชนขึ้นใหม่
ข้อ ๘ ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑)
พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนา และมาตรฐานการศึกษาของวิทยาลัยต่อคณะกรรมการการอุดมศึกษา
(๒)
ให้ความเห็นชอบหลักสูตรการศึกษาของวิทยาลัยที่สอดคล้องกับมาตรฐานที่คณะกรรมการการอุดมศึกษากำหนด
(๓)
กำหนดแนวทาง ประสาน ส่งเสริม
และสนับสนุนให้วิทยาลัยจัดระบบเครือข่ายในการบริหารการจัดการศึกษา
(๔)
ออกระเบียบและข้อบังคับของสำนักบริหารงานวิทยาลัยชุมชนและอาจมอบให้วิทยาลัยเป็นผู้ออกระเบียบและข้อบังคับสำหรับวิทยาลัยนั้นเป็นเรื่อง
ๆ ไปก็ได้
(๕)
พิจารณาเสนอการจัดตั้ง การรวม และการยุบเลือกวิทยาลัยต่อคณะกรรมการการอุดมศึกษา
(๖)
พิจารณาจัดสรรงบประมาณให้แก่วิทยาลัย
(๗)
ระดมทุนและทรัพยากรเพื่อการจัดการศึกษาของวิทยาลัย
และส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนวิทยาลัยชุมชน
(๘)
ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของวิทยาลัย
(๙)
เสนอความเห็นต่อคณะกรรมการการอุดมศึกษาและรัฐมนตรีในการออกระเบียบ ประกาศ
และข้อบังคับเพื่อดำเนินการตามกฎกระทรวงนี้ และเรื่องอื่น ๆ
ที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาของวิทยาลัย
(๑๐)
แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อกระทำการใด ๆ
อันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ
(๑๑)
ปฏิบัติงานอื่นใดตามที่คณะกรรมการการอุดมศึกษาหรือรัฐมนตรีมอบหมาย
(๑๒)
อำนาจหน้าที่อื่นเกี่ยวกับกิจการของวิทยาลัยที่มิได้ระบุให้เป็นหน้าที่ของผู้ใดโดยเฉพาะ
ข้อ ๙ การประชุมของคณะกรรมการ
ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
ข้อ ๑๐
ในวิทยาลัยให้มีสภาวิทยาลัยเพื่อทำหน้าที่คณะกรรมการสถานศึกษา ประกอบด้วย ผู้แทนองค์กรชุมชน
ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนศิษย์เก่า ผู้แทนสถาบันอุดมศึกษา
ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ผู้แทนหน่วยจัดการศึกษา ผู้แทนหอการค้าจังหวัด
และผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการอื่นรวมกัน เป็นกรรมการ
จำนวนกรรมการ
คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา การเลือกประธานกรรมการและกรรมการสภาวิทยาลัย
วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่ง
ให้เป็นไปตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
ให้ผู้อำนวยการ
เป็นกรรมการและเลขานุการ
ในกรณีที่วิทยาลัยใดไม่มีผู้แทนศิษย์เก่า
ให้สภาวิทยาลัยประกอบด้วยกรรมการเท่าที่มีอยู่
ข้อ ๑๑ ให้สภาวิทยาลัยมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑)
วางนโยบายและให้ความเห็นชอบแผนการจัดการศึกษาและงบประมาณของวิทยาลัย
(๒)
กำกับดูแลให้วิทยาลัยปฏิบัติตามนโยบาย แผนพัฒนา
และมาตรฐานการศึกษาตามที่คณะกรรมการการอุดมศึกษากำหนด
(๓)
ออกระเบียบและข้อบังคับต่าง ๆ ของวิทยาลัย
(๔)
พิจารณาให้ความเห็นชอบการแบ่งส่วนในวิทยาลัย และการจัดตั้งหน่วยจัดการศึกษาของวิทยาลัย
(๕)
ระดมทุนและทรัพยากรเพื่อการจัดการศึกษาของวิทยาลัย
(๖)
ให้คำปรึกษาและคำแนะนำการบริหารและการจัดการวิทยาลัยแก่ผู้อำนวยการ
(๗)
ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้อำนวยการและการดำเนินงานของวิทยาลัย
(๘)
ส่งเสริม สนับสนุนให้มีการประกันคุณภาพภายในและการประกันคุณภาพภายนอก ทั้งนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ
(๙)
อนุมัติการให้อนุปริญญาและประกาศนียบัตร
(๑๐)
อนุมัติการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ
(๑๑)
พิจารณาให้ความเห็นชอบรายงานผลการดำเนินงานประจำปีของวิทยาลัย
(๑๒)
แต่งตั้งคณะทำงาน หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อกระทำการใด ๆ
อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภาวิทยาลัย
(๑๓)
ให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งและถอดถอนผู้อำนวยการ
(๑๔)
แต่งตั้งและถอดถอนรองผู้อำนวยการ อาจารย์พิเศษ และกรรมการสภาวิชาการ
(๑๕)
ดำเนินการอื่นตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสภาวิทยาลัย
ข้อ ๑๒ ให้นำข้อ ๙
มาใช้บังคับการประชุมของสภาวิทยาลัยโดยอนุโลม
ข้อ ๑๓ ให้มีสภาวิชาการ
มีอำนาจหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะแก่สภาวิทยาลัยและผู้อำนวยการเกี่ยวกับหลักสูตร
การเรียน การสอน คุณภาพทางการศึกษา การเปิดสาขาวิชา การเปิดหลักสูตร
และการดำเนินงานของหน่วยจัดการศึกษา
ให้สภาวิทยาลัยแต่งตั้งกรรมการสภาวิชาการ
ประกอบด้วย ผู้อำนวยการเป็นประธานกรรมการและกรรมการซึ่งแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ
องค์ประกอบ
จำนวน คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ
ตลอดจนการประชุมและการดำเนินงานของสภาวิชาการ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของวิทยาลัย
ข้อ ๑๔
ให้มีผู้อำนวยการคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการบริหารงานของวิทยาลัยและอาจมีรองผู้อำนวยการตามจำนวนที่สภาวิทยาลัยกำหนด
เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่ผู้อำนวยการมอบหมายก็ได้
ผู้อำนวยการนั้น
ให้เลขาธิการแต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภาวิทยาลัย จากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามข้อ ๑๗
รองผู้อำนวยการนั้น
ให้สภาวิทยาลัยแต่งตั้งโดยคำแนะนำของผู้อำนวยการ จากผู้สอนในวิทยาลัย
เมื่อผู้อำนวยการพ้นจากตำแหน่งให้รองผู้อำนวยการพ้นจากตำแหน่งด้วย
ข้อ ๑๕ หลักเกณฑ์ และวิธีการสรรหาผู้อำนวยการ
ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
ข้อ ๑๖
ผู้อำนวยการมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้
นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามวรรคหนึ่ง
ผู้อำนวยการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑)
ตาย
(๒)
ลาออก
(๓)
สภาวิทยาลัยมีมติให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการ
เพราะบกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือหย่อนความสามารถ
(๔)
ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
(๕)
เป็นบุคคลล้มละลาย คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
ข้อ ๑๗
ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาหรือเทียบจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่คณะกรรมการการอุดมศึกษารับรอง
และได้ทำการสอนหรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่คณะกรรมการการอุดมศึกษารับรอง
หรือดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์หรือศาสตราจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ
หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารในองค์กรภาครัฐหรือภาคเอกชนมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี
ข้อ ๑๘ ผู้อำนวยการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑)
บริหารกิจการของวิทยาลัยให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ
ข้อบังคับของทางราชการและของวิทยาลัย รวมทั้งนโยบาย แผนพัฒนา
มาตรฐานหลักสูตรการศึกษา และวัตถุประสงค์ของวิทยาลัย
(๒)
ควบคุมดูแลบุคลากร การเงิน การพัสดุ สถานที่
และทรัพย์สินอื่นของวิทยาลัยให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการ
และข้อบังคับของวิทยาลัย
(๓)
เป็นผู้แทนของวิทยาลัยในกิจการทั่วไป
(๔)
จัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับกิจการของวิทยาลัยเพื่อเสนอต่อสภาวิทยาลัย
(๕)
แต่งตั้งและถอดถอนหัวหน้าโปรแกรมวิชาและหัวหน้าหลักสูตร
(๖)
เสนอสภาวิทยาลัยเพื่อพิจารณาแต่งตั้งและถอดถอนรองผู้อำนวยการ
อาจารย์พิเศษและกรรมการสภาวิชาการ
(๗)
ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการ
และตามที่สภาวิทยาลัยหรือคณะกรรมการมอบหมาย
ข้อ ๑๙ วิทยาลัยอาจกำหนดให้มีหัวหน้าโปรแกรมวิชาหรือหัวหน้าหลักสูตรเพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่ผู้อำนวยการมอบหมายได้
คุณสมบัติ
การแต่งตั้ง วาระการดำรงตำแหน่ง
และการพ้นจากตำแหน่งของหัวหน้าโปรแกรมวิชาหรือหัวหน้าหลักสูตร
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของวิทยาลัย
ข้อ ๒๐ สภาวิทยาลัยอาจแต่งตั้งผู้ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมและมิได้เป็นผู้สอนประจำของวิทยาลัย
เป็นอาจารย์พิเศษโดยคำแนะนำของผู้อำนวยการ
คุณสมบัติและหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งอาจารย์พิเศษ
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของวิทยาลัย
อนุปริญญาและเครื่องหมายวิทยฐานะ
ข้อ ๒๑ คณะกรรมการอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มีอนุปริญญา
และประกาศนียบัตรอย่างหนึ่งอย่างใดในสาขาวิชาที่มีการสอนในวิทยาลัยได้ดังนี้
(๑)
อนุปริญญา ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรระดับอนุปริญญา
(๒)
ประกาศนียบัตร ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาหรือฝึกอบรมเฉพาะวิชา
ข้อ ๒๒
คณะกรรมการอาจกำหนดให้มีเข็มวิทยฐานะเป็นเครื่องหมายแสดงวิทยฐานะของผู้ได้รับอนุปริญญาและประกาศนียบัตรได้
การกำหนดลักษณะ
ชนิด ประเภท และส่วนประกอบของเข็มวิทยฐานะ
ให้ทำเป็นข้อบังคับของสำนักบริหารงานวิทยาลัยชุมชนและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เข็มวิทยฐานะจะใช้ในโอกาสใด
โดยมีเงื่อนไขอย่างใด ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสำนักบริหารงานวิทยาลัยชุมชน
ข้อ ๒๓ คณะกรรมการอาจกำหนดให้มีตรา เครื่องหมาย
หรือสัญลักษณ์ของวิทยาลัยและเครื่องแบบ เครื่องหมาย หรือเครื่องแต่งกายนักศึกษาได้
โดยทำเป็นข้อบังคับของสำนักบริหารงานวิทยาลัยชุมชนและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
บทเฉพาะกาล
ข้อ ๒๔
ให้ส่วนราชการและสถานศึกษาหรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่วิทยาลัยชุมชน
และวิทยาลัยชุมชนเครือข่ายที่จัดตั้งขึ้นตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการซึ่งออกตามมาตรา
๒๐ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ และมาตรา ๒๕
แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๓๔
อยู่ในวันที่กฎกระทรวงนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา คงทำหน้าที่ต่อไป ทั้งนี้
จนกว่าจะมีการออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการจัดตั้งส่วนราชการและจัดตั้งหน่วยจัดการศึกษาซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎกระทรวงนี้
ข้อ ๒๕ ให้คณะกรรมการสภาวิทยาลัยชุมชนและคณะกรรมการวิทยาลัยชุมชนจังหวัดตามคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการที่มีอยู่ในวันที่กฎกระทรวงนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการวิทยาลัยชุมชนและสภาวิทยาลัยชุมชนตามกฎกระทรวงนี้ต่อไป
จนกว่าจะได้มีคณะกรรมการวิทยาลัยชุมชนและสภาวิทยาลัยชุมชน แล้วแต่กรณี
ตามกฎกระทรวงนี้ ทั้งนี้
ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ
ข้อ ๒๖ ในระหว่างที่ยังไม่มีประกาศ ระเบียบ
และข้อบังคับเพื่อปฏิบัติการตามกฎกระทรวงนี้ ให้นำประกาศ ระเบียบ ข้อบังคับ
และคำสั่งของกระทรวงศึกษาธิการที่เกี่ยวข้องที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่กฎกระทรวงนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษามาใช้บังคับโดยอนุโลม
ให้ไว้
ณ วันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖
ปองพล อดิเรกสาร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๒๒ วรรคสาม
แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖
บัญญัติให้การจัดตั้ง การบริหารงาน สังกัด
และการจัดประเภทของสถานศึกษาของรัฐระดับอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญา
ตลอดจนหลักเกณฑ์อื่นในการบริหารงานและการดำเนินงานทางวิชาการเป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
และมาตรา ๓๘ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.
๒๕๔๖ บัญญัติว่า องค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา
และจำนวนกรรมการในคณะกรรมการสถานศึกษาสำหรับสถานศึกษาบางประเภทที่มีสภาพและลักษณะการปฏิบัติงานแตกต่างไปจากสถานศึกษาโดยทั่วไป
อาจกำหนดให้แตกต่างไปตามสภาพและลักษณะงานตลอดทั้งความจำเป็นเฉพาะของสถานศึกษานั้นได้ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ดังนั้น
เพื่อให้การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาต่ำกว่าปริญญารูปแบบวิทยาลัยชุมชนสอดคล้องกับบทบัญญัติดังกล่าว จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
อัมภิญา/พิมพ์
๑๑ กุมภาพันธ์
๒๕๕๑
ดลธี/ผู้จัดทำ
๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒
พัชรินทร์/ตรวจ
๑๑ กุมภาพันธ์
๒๕๕๒
ปิติวรรณ/ปรับปรุง
๒๘ มกราคม ๒๕๖๒
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๒๐/ตอนที่ ๑๐๓ ก/หน้า ๘/๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๖
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).