พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต
(ฉบับที่ ๓)
พ.ศ. ๒๕๕๑
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๖
กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑
เป็นปีที่ ๖๓
ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต
(ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๑
มาตรา ๒[๑] พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกบทนิยามคำว่า
ข้อมูล การประมวลผลข้อมูล และ ธุรกิจข้อมูลเครดิต ในมาตรา
๓ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. ๒๕๔๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
ข้อมูล หมายความว่า
สิ่งที่สื่อความหมายให้รู้เรื่องราวข้อเท็จจริงของข้อมูลเครดิตหรือคะแนนเครดิต
ไม่ว่าการสื่อความหมายนั้นจะทำได้โดยสภาพของสิ่งนั้นเอง หรือโดยผ่านวิธีการใด ๆ และไม่ว่าจะได้จัดทำในรูปของเอกสาร
แฟ้ม รายงาน หนังสือ แผนผัง แผนที่ ภาพวาด ภาพถ่าย ฟิล์ม การบันทึกภาพหรือเสียง
การบันทึกโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือวิธีอื่นใดที่ทำให้สิ่งที่บันทึกไว้ปรากฏได้
การประมวลผลข้อมูล หมายความว่า การปฏิบัติการใด ๆ
กับข้อมูลไม่ว่าจะเป็นการเก็บรวบรวม การบันทึก การจัดเรียบเรียง การเก็บรักษา การแก้ไขเพิ่มเติม
การนำกลับมา การใช้ การเปิดเผย การพิมพ์ การทำให้เข้าถึง การลบ หรือการทำลายข้อมูล
รวมถึงการจัดทำและเปิดเผยคะแนนเครดิต และรายงานเชิงสถิติ
ธุรกิจข้อมูลเครดิต หมายความว่า
กิจการเกี่ยวกับการควบคุมหรือการประมวลผลข้อมูลเครดิตเพื่อให้ข้อมูลแก่สมาชิกหรือผู้ใช้บริการ
มาตรา ๔ ให้เพิ่มบทนิยามคำว่า
คะแนนเครดิต ระหว่างบทนิยามคำว่า การประมวลผลข้อมูล กับ ผู้ควบคุมข้อมูล ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. ๒๕๔๕
คะแนนเครดิต หมายความว่า
ตัวชี้วัดความน่าจะเป็นในการชำระคืนหนี้โดยใช้วิธีการทางสถิติในการประมวลผลข้อมูลโดยบริษัทข้อมูลเครดิต
มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๙
แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. ๒๕๔๕
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.
๒๕๔๙ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๒๙ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต ประกอบด้วย
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นประธานกรรมการ
ปลัดกระทรวงการคลังเป็นรองประธานกรรมการ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์
เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนห้าคน เป็นกรรมการ
ให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
โดยต้องเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการคุ้มครองผู้บริโภคสองคน
ด้านการเงินการธนาคารหนึ่งคน ด้านคอมพิวเตอร์หนึ่งคน และผู้แทนผู้ประกอบการด้านธุรกิจภาคเอกชนหนึ่งคน
โดยมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี และอาจแต่งตั้งใหม่อีกได้
แต่จะแต่งตั้งให้อยู่ในตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระมิได้
ให้คณะกรรมการแต่งตั้งผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยหรือผู้อำนวยการอาวุโสของธนาคารแห่งประเทศไทยคนหนึ่งเป็นเลขานุการ
มาตรา ๖ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนครบวาระ และเมื่อครบวาระแล้ว
หากยังไม่มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นตามพระราชบัญญัตินี้
ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อน
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับบริการสินเชื่อสอดคล้องกับศักยภาพในการชำระคืนหนี้
ซึ่งมีผลต่อความมั่นคงของระบบสถาบันการเงิน
และเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ
จึงเห็นสมควรให้บริษัทข้อมูลเครดิตสามารถคำนวณคะแนนเครดิต และจัดทำรายงานเชิงสถิติ
และให้แก้ไของค์ประกอบของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต
ให้เหมาะสมตามสภาพการในปัจจุบัน จึงมีความจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
วัชศักดิ์/จัดทำ
๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑
จุฑามาศ/ปรับปรุง
๔ ตุลาคม ๒๕๕๙
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๒๕/ตอนที่ ๓๓ ก/หน้า ๙/๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).