กฎ ก
กฎ ก.ตร.
ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ
พ.ศ. ๒๕๕๙
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๑ (๒) มาตรา ๓๒ มาตรา ๔๕ และมาตรา ๕๗ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๘๘/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๔๔/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๗/๒๕๕๙ ลงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๙ ประกอบกับมติ ก.ตร. ในการประชุมครั้งที่ ๗/๒๕๕๙ เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๙ จึงออกกฎ ก.ตร. ไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑[๑] กฎ ก.ตร. นี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๒ กฎ ก.ตร. นี้ ให้ใช้บังคับในการคัดเลือก การทำความตกลงกัน การให้ความเห็นชอบ และการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ระดับจเรตำรวจแห่งชาติและรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงมาถึงผู้บังคับหมู่
ข้อ ๓ ให้ยกเลิกกฎ ก.ตร. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับสารวัตรถึงจเรตำรวจแห่งชาติและรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๙ และกฎ ก.ตร. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๕๘
บรรดากฎ ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หลักเกณฑ์ แนวทางปฏิบัติหรือการดำเนินการอื่นใดในส่วนที่ได้กำหนดไว้แล้วในกฎ ก.ตร. นี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับกฎ ก.ตร. นี้ ให้ใช้กฎ ก.ตร. นี้แทน
ข้อ ๔ ในกฎ ก.ตร. นี้
หน่วย หมายความว่า สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และกองบัญชาการหรือเทียบเท่าที่มิได้สังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
หน่วยงาน หมายความว่า กองบัญชาการหรือเทียบเท่าในสังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือกองบังคับการหรือเทียบเท่าหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่อยู่ในสังกัดของหน่วยที่มีหัวหน้าไม่ต่ำกว่าระดับรองผู้บังคับการ ทั้งนี้ ไม่หมายความรวมถึง กองบังคับการในกองบัญชาการหรือเทียบเท่าในสังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ภูมิภาค หมายความว่า อาณาบริเวณที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการตำรวจนครบาล หรือแต่ละตำรวจภูธรภาค หรือศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้
ตำแหน่งเฉพาะทาง หมายความว่า ตำแหน่งที่มีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งในกลุ่มงานเทคนิค ตำแหน่งควบปรับระดับเพิ่ม-ลดได้ในตัวเอง รวมถึงตำแหน่งอื่นตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนด
ผู้มีอำนาจ หมายความว่า ผู้มีอำนาจคัดเลือกหรือแต่งตั้งตามมาตรา ๕๓ และมาตรา ๕๔ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗
ตำแหน่งตั้งแต่ระดับจเรตำรวจแห่งชาติและรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงมาถึงผู้บังคับหมู่ หมายความรวมถึง ตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามที่กำหนดไว้ในกฎ ก.ตร.
ลำดับอาวุโส ให้เป็นไปตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๘๙/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
ข้อ ๕ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถกำหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการคัดเลือกหรือแต่งตั้งได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎ ก.ตร. นี้
บททั่วไป
ข้อ ๖ การคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ให้คำนึงถึงหน้าที่ความรับผิดชอบในการดูแลทุกข์สุขของราษฎรเป็นสำคัญ โดยยึดในหลักการที่ว่า ทุกพื้นที่ในราชอาณาจักรไทยจำเป็นที่ข้าราชการตำรวจมีภารกิจที่จะต้องปฏิบัติราชการทั้งสิ้น จึงให้ผู้มีอำนาจสามารถดำเนินการคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจไปดำรงตำแหน่งในลักษณะงานหรือพื้นที่อื่นที่ต่างจากเดิมได้ เพื่อให้ข้าราชการตำรวจเกิดการเรียนรู้ การทำงานรอบด้าน หรือพื้นที่ที่หลากหลาย อันจะเกิดประโยชน์ต่อทางราชการ
ข้อ ๗ ให้มีการคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในทุกระดับตำแหน่งพร้อมกันปีละหนึ่งครั้ง เรียกว่า วาระประจำปี โดยการคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำเนินการตามห้วงระยะเวลาของทุกปีดังนี้
(๑) ตำแหน่งระดับผู้บังคับการถึงจเรตำรวจแห่งชาติและรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๓๑ สิงหาคม
(๒) ตำแหน่งระดับสารวัตรถึงรองผู้บังคับการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน
(๓) ตำแหน่งระดับรองสารวัตรลงมาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๓๑ มกราคม
การแต่งตั้งนอกวาระประจำปีตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่มีเหตุผลความจำเป็น ต้องดำเนินการแต่งตั้งซึ่งไม่อาจรอวาระประจำปีได้ โดยได้รับความเห็นชอบจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก่อน
การคัดเลือกหรือการแต่งตั้งที่ได้เริ่มดำเนินการแต่ไม่แล้วเสร็จภายในเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเสนอ ก.ตร. เพื่อขอรับความเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการดำเนินการ และไม่ถือว่าการดำเนินการที่ทำมาแล้วต้องเสียไป
ข้อ ๘ ให้ข้าราชการตำรวจซึ่งดำรงตำแหน่งระดับรองผู้บังคับการลงมา แจ้งภูมิลำเนาและจังหวัดที่ครอบครัวพักอาศัยตามรูปแบบที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดไปยังหัวหน้าหน่วยต้นสังกัดภายในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ของทุกปี
ในกรณีที่ผู้ใดไม่ได้แจ้งภูมิลำเนาและจังหวัดที่ครอบครัวพักอาศัย หรือไม่ได้แจ้งเปลี่ยนแปลงสถานที่ไปจากที่ได้แจ้งไว้เดิมภายในระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าผู้นั้นมีภูมิลำเนาและจังหวัดที่ครอบครัวพักอาศัย ณ ที่อยู่ ซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการหรือตามที่อยู่ที่ได้แจ้งไว้เดิม แล้วแต่กรณี โดยไม่ประสงค์ที่จะโต้แย้งหรือเรียกร้องสิทธิจากผู้บังคับบัญชา
ข้อ ๙ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยจัดทำลำดับอาวุโสของข้าราชการตำรวจประกาศให้ข้าราชการตำรวจในสังกัดทราบโดยทั่วกันล่วงหน้าก่อนที่จะดำเนินการคัดเลือกหรือแต่งตั้ง ทั้งนี้ ให้ข้าราชการตำรวจที่เห็นว่าลำดับอาวุโสไม่ถูกต้องสามารถยื่นเรื่องต่อผู้มีอำนาจให้พิจารณาทบทวนได้ภายในเจ็ดวันนับแต่วันประกาศอาวุโส หากพ้นกำหนดให้ถือว่าข้าราชการตำรวจผู้นั้นไม่ประสงค์ที่จะโต้แย้งหรือเรียกร้องสิทธิจากผู้บังคับบัญชา
ข้อ ๑๐ การนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง ให้นับดังนี้
(๑) ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งในวาระประจำปีให้นับวาระการแต่งตั้งในปีถัดไปเป็นหนึ่งปี ไม่ว่าการแต่งตั้งจะมีผลเมื่อใด
(๒) ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งนอกวาระประจำปีให้นับแบบวันชนวัน
(๓) ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งหรือแต่งตั้งเลื่อนชั้นเป็นชั้นสัญญาบัตรครั้งแรก หากนับระยะเวลาตั้งแต่วันที่เริ่มเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน มีระยะเวลารวมแล้วไม่น้อยกว่าแปดเดือน ให้นับเป็นหนึ่งปี
(๔) ข้าราชการตำรวจที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับโอนมาหรือบรรจุข้าราชการประเภทอื่นกลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจในระดับรองสารวัตร ให้นับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งระดับรองสารวัตร ตั้งแต่วันที่ผู้นั้นเป็นข้าราชการชั้นตรีหรือระดับสามหรือประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการหรือข้าราชการทหารชั้นสัญญาบัตร สำหรับการรับโอนมาหรือบรรจุข้าราชการประเภทอื่นกลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจในระดับอื่น ให้นับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งในระดับนั้นตั้งแต่วันที่รับโอนหรือบรรจุกลับ แล้วแต่กรณี
ข้อ ๑๑ การนับจำนวนตำแหน่งว่างในแต่ละระดับตำแหน่งเพื่อนำมาคำนวณสัดส่วนจำนวนตำแหน่งในการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นเรียงตามลำดับอาวุโส ให้คำนวณจากจำนวนตำแหน่งว่างอันเกิดจากการเกษียณอายุราชการ ลาออก เสียชีวิต ไล่ออก ปลดออก การกำหนดตำแหน่งใหม่ เป็นต้น ซึ่งเป็นตำแหน่งว่างที่มีอยู่จริง ณ วันที่ผู้มีอำนาจแต่งตั้งจัดทำบัญชีข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นตามหมวด ๓ บทที่ ๑ โดยหมายความรวมถึงจำนวนตำแหน่งว่างที่เกิดขึ้นจากการเลื่อนตำแหน่งทดแทนกันด้วย ทั้งนี้ ไม่ให้หมายความรวมถึงตำแหน่งเฉพาะทาง
การนับจำนวนตำแหน่งว่างตามวรรคหนึ่ง ในกรณีผู้ดำรงตำแหน่งเฉพาะทางที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นจนถึงระดับสูงสุดในหน่วยแล้ว หากผู้นั้นได้รับการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นในกลุ่มอาวุโส ตำแหน่งที่ผู้นั้นครองอยู่ มิให้นำมานับเป็นตำแหน่งว่างตามวรรคหนึ่ง
ข้อ ๑๑/๑[๒] ตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานตำรวจแห่งชาติรวมถึงตำแหน่งที่จะคัดเลือกแต่งตั้งทดแทนตำแหน่งตามข้อ ๒๘/๑ (๓) มิให้นำมานับเป็นตำแหน่งว่างเพื่อนำมาคำนวณสัดส่วนจำนวนตำแหน่งในการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นตามข้อ ๑๑
ข้อ ๑๒ การแต่งตั้งในวาระประจำปีเดียวกันสำหรับตำแหน่งระดับใดไม่ว่าคำสั่งจะมีผลเมื่อใด ให้ถือว่าผู้ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนั้นมีอาวุโสในกลุ่มเดียวกัน
ข้อ ๑๓ เมื่อผู้มีอำนาจมีคำสั่งแต่งตั้งแล้ว ให้ส่งสำเนาคำสั่งไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผ่านสำนักงานกำลังพล) โดยไม่ชักช้า
ข้าราชการตำรวจผู้ใดเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการแต่งตั้งตามกฎ ก.ตร. นี้ หากประสงค์จะใช้สิทธิร้องทุกข์ตามมาตรา ๑๐๖ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ให้ร้องทุกข์ได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
ข้อ ๑๔ การคัดเลือกหรือแต่งตั้งที่มิได้เป็นไปตามกฎ ก.ตร. นี้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจาก ก.ตร.
ข้อ ๑๕ ในกรณีมีข้อสงสัยหรือมีปัญหาการตีความตามกฎ ก.ตร. นี้ ให้เสนอ ก.ตร. พิจารณาวินิจฉัย คำวินิจฉัยของ ก.ตร. ให้เป็นที่สุด
หลักเกณฑ์การคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ
บทที่ ๑
การคัดเลือกหรือแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น
ข้อ ๑๖ การคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นตั้งแต่ระดับจเรตำรวจแห่งชาติและรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงมาถึงระดับสารวัตร ให้ผู้มีอำนาจพิจารณาจากผู้ที่มีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
ระดับตำแหน่ง
ยศ
ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง
ในแต่ละระดับไม่น้อยกว่า
ผู้ช่วย ผบ.ตร. เลื่อนเป็น จตช. และ
รอง ผบ.ตร.
พล.ต.ท.
๑ ปี
ผบช. เลื่อนเป็น ผู้ช่วย ผบ.ตร.
พล.ต.ท.
๑ ปี
รอง ผบช. เลื่อนเป็น ผบช.
พล.ต.ต.
๑ ปี
ผบก. เลื่อนเป็น รอง ผบช.
พล.ต.ต.
๒ ปี
รอง ผบก. เลื่อนเป็น ผบก.
พ.ต.อ.
ซึ่งได้รับอัตราเงินเดือน
พ.ต.อ. (พิเศษ)
๕ ปี และมีคุณสมบัติ
ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์
การเลื่อนยศเป็น พล.ต.ต.
ผกก. เลื่อนเป็น รอง ผบก.
พ.ต.อ.
๕ ปี
รอง ผกก. เลื่อนเป็น ผกก.
พ.ต.ท.
๔ ปี
สว. เลื่อนเป็น รอง ผกก.
พ.ต.ท.
๖ ปี
รอง สว. เลื่อนเป็น สว.
ร.ต.อ.
๗ ปี
ในกรณีที่เป็นการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นในตำแหน่งควบปรับระดับเพิ่ม - ลดได้ในตัวเองทุกกรณี ให้มีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งเป็นไปตามระเบียบหรือหลักเกณฑ์ว่าด้วยการนั้น
ข้อ ๑๗ ข้าราชการตำรวจที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับโอนมาหรือได้รับการบรรจุและแต่งตั้งกลับเข้ารับราชการ จะต้องดำรงตำแหน่งในระดับเดียวกับตำแหน่งที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี จึงจะมีสิทธิได้รับการพิจารณาคัดเลือกหรือแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นได้ ทั้งนี้ ไม่ใช้บังคับกับผู้ที่ได้รับการบรรจุกลับเข้ารับราชการในกรณีดังนี้
(๑) การบรรจุเฉพาะผู้ที่ออกจากราชการไปปฏิบัติงานตามมติคณะรัฐมนตรีกลับเข้ารับราชการตามมาตรา ๖๓ (๒) (ก) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗
(๒) การบรรจุผู้ที่ลาออกจากราชการเพื่อไปสมัครรับเลือกตั้งกรณีต่าง ๆ กลับเข้ารับราชการตามมาตรา ๖๓ (๒) (ข) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗
(๓) การให้กลับเข้ารับราชการตามมาตรา ๙๕ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗
(๔) ศาลปกครองมีคำพิพากษาถึงที่สุดสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่ง
บทที่ ๒
การคัดเลือกแต่งตั้งสับเปลี่ยนหมุนเวียนในระดับตำแหน่งเท่าเดิม
ข้อ ๑๘ ข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บังคับการลงมาที่จะร้องขอรับการแต่งตั้งสับเปลี่ยนหมุนเวียนในระดับตำแหน่งเท่าเดิม ต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
(๑) มีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งครั้งสุดท้ายไม่น้อยกว่าสองปี
(๒) ดำรงตำแหน่งที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจครั้งแรกหรือแต่งตั้งเลื่อนชั้นเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวนหรือชั้นสัญญาบัตรครั้งแรกไม่น้อยกว่าสองปี
(๓) ไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขท้ายคำสั่งบรรจุแต่งตั้งข้าราชการตำรวจครั้งแรก
(๔) ไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับให้ได้รับอัตราเงินเดือนตามคุณวุฒิ
ข้อ ๑๙ เพื่อประโยชน์แก่ทางราชการ หรือมิให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ ให้ผู้มีอำนาจพิจารณาคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจสับเปลี่ยนหมุนเวียนในระดับตำแหน่งเท่าเดิมตามความเหมาะสม
ข้อ ๒๐ ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสถานีตำรวจระดับผู้กำกับการ เมื่อดำรงตำแหน่งเดียวติดต่อกันครบสี่ปี ให้แต่งตั้งสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปดำรงตำแหน่งอื่นทุกราย
สำหรับข้าราชการตำรวจตามวรรคหนึ่ง ที่จะครบกำหนดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนอกวาระประจำปีให้ดำเนินการในวาระประจำปีถัดไป
ข้อ ๒๑ การคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจที่หมดความจำเป็นในการประจำหรือหมดเหตุในการสำรองราชการให้ออกจากราชการไว้ก่อน หรือปลดออกจากราชการ หรือไล่ออก ที่ไม่ต้องตามมาตรา ๘๗ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ให้ดำเนินการดังนี้
(๑) ให้หน่วยต้นสังกัดเดิมของข้าราชการตำรวจผู้นั้นเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ เว้นแต่ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาหัวหน้าหน่วยอื่นประสงค์รับตัวผู้นั้นไปดำรงตำแหน่งในหน่วยของตนก็ให้ทำความตกลงกัน
(๒) ให้ดำเนินการในโอกาสแรกที่มีตำแหน่งในระดับเดียวกันกับตำแหน่งเดิมว่าง หากตำแหน่งที่ว่างอยู่ไม่ตรงกับคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งที่จะแต่งตั้งหรือไม่มีความเหมาะสมให้แต่งตั้งผู้ที่มีคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งและหรือมีความเหมาะสมไปดำรงตำแหน่งที่ว่างแล้ว จึงแต่งตั้งผู้ที่รอการแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งแทน
(๓) หากหน่วยต้นสังกัดเดิมของข้าราชการตำรวจผู้นั้นไม่มีตำแหน่งว่างรองรับและไม่มีหน่วยอื่นประสงค์จะรับตัวผู้นั้นไปดำรงตำแหน่งในสังกัด ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพิจารณาตำแหน่งว่างในหน่วยอื่นเพื่อใช้รองรับการแต่งตั้งได้ตามความเหมาะสมและให้หัวหน้าหน่วยที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปตามนั้น
ข้อ ๒๒ การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจที่ได้รับอนุมัติหรืออนุญาตให้ลาศึกษาตามโครงการ หากไม่มีกรณีที่ต้องดำเนินการตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือส่วนราชการใดหรือสำรองราชการในส่วนราชการใด ให้ดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจผู้นั้นไปดำรงตำแหน่งตามโครงการที่ได้รับอนุมัติหรืออนุญาตให้ลาศึกษาทันทีที่สามารถดำเนินการได้ และผู้นั้นจะต้องดำรงตำแหน่งตามโครงการไม่น้อยกว่าสองปี จึงจะแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งอื่นได้
ทั้งนี้ หากตำแหน่งตามโครงการมีผู้ครองอยู่ ให้แต่งตั้งหรือเสนอขอแต่งตั้งผู้ครองตำแหน่งไปดำรงตำแหน่งอื่น เพื่อจะได้แต่งตั้งผู้ที่ได้รับอนุมัติหรืออนุญาตให้ลาศึกษาไปดำรงตำแหน่งแทน
วิธีปฏิบัติในการดำเนินการคัดเลือกหรือแต่งตั้ง
บทที่ ๑
การจัดทำบัญชีข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น
ข้อ ๒๓ การจัดทำบัญชีข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นให้ดำเนินการดังนี้
(๑) ระดับผู้บังคับการถึงผู้บัญชาการ ให้หัวหน้าหน่วยในกองบัญชาการที่มิได้สังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้จัดทำบัญชีข้อมูลผู้เหมาะสมเสนอไปยังผู้มีอำนาจคัดเลือก
(๒) ระดับสารวัตรถึงรองผู้บังคับการในสังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและที่มิได้สังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้หัวหน้าหน่วยงานเป็นผู้จัดทำบัญชีข้อมูลผู้เหมาะสมเสนอไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้ง
(๓) ส่วนราชการอย่างอื่นนอกจาก (๑) และ (๒) ที่มีระดับต่ำกว่ากองบังคับการหรือเทียบเท่าลงมาและข้าราชการตำรวจที่ขึ้นตรงต่อหัวหน้าหน่วย ให้หัวหน้าหน่วยนั้นจัดทำบัญชีข้อมูลผู้เหมาะสมเสนอไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้ง
ข้อ ๒๔ การพิจารณาผู้เหมาะสมที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นตั้งแต่ระดับสารวัตรถึงผู้บัญชาการตามข้อ ๒๓ ให้พิจารณาโดยคำนึงถึงอาวุโส ประวัติการรับราชการ ผลการปฏิบัติงาน ความประพฤติ และความรู้ความสามารถประกอบกัน ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามแนวทางที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนด
บทที่ ๒
วิธีดำเนินการแต่งตั้งสับเปลี่ยนหมุนเวียนในระดับตำแหน่งเท่าเดิม
ข้อ ๒๕ ข้าราชการตำรวจที่ประสงค์จะร้องขอรับการแต่งตั้งสับเปลี่ยนหมุนเวียนในระดับตำแหน่งเท่าเดิม ให้ยื่นคำร้องขอรับการแต่งตั้งพร้อมเอกสารประกอบการพิจารณา (ถ้ามี) เสนอต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น และให้หัวหน้าหน่วยนั้นพิจารณามีความเห็น แล้วให้ผู้มีอำนาจที่ประสงค์จะแต่งตั้งเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง
ในกรณีที่มีข้าราชการตำรวจร้องขอรับการแต่งตั้งสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปดำรงตำแหน่งในหน่วยอื่นระหว่างกัน หากผู้มีอำนาจประสงค์จะแต่งตั้งให้ทำความตกลงกัน แล้วให้ผู้มีอำนาจพิจารณาแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งที่เหมาะสมภายในหน่วยที่ร้องขอ
ในกรณีที่ผู้มีอำนาจเห็นว่าข้าราชการตำรวจที่ร้องขอรับการแต่งตั้งมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามข้อ ๑๘ ให้ยุติการพิจารณา หรือหากมีเหตุผลความจำเป็นก็ให้ขอรับความเห็นชอบจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ทั้งนี้ คำร้องที่ขอรับการแต่งตั้งจะใช้พิจารณาในวาระการแต่งตั้งนั้นเพียงคราวเดียวเท่านั้น
ข้อ ๒๖ ในกรณีที่หัวหน้าหน่วยเห็นว่าจำเป็นต้องแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บังคับการลงมาตามข้อ ๑๙ ระหว่างหน่วย ผู้มีอำนาจอาจแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งในหน่วยที่มีที่ทำการในภูมิภาคเดียวกันหรือภูมิภาคตามภูมิลำเนาของตนเองหรือภูมิภาคที่ครอบครัวตั้งอยู่ก็ได้
สำหรับการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขท้ายคำสั่งบรรจุแต่งตั้งข้าราชการตำรวจครั้งแรกหรือดำรงตำแหน่งที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจครั้งแรกหรือแต่งตั้งเลื่อนชั้นเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวนหรือชั้นสัญญาบัตรครั้งแรกน้อยกว่าสองปี หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาปรับให้ได้รับอัตราเงินเดือนตามคุณวุฒิ ให้ขอรับความเห็นชอบจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ข้อ ๒๗ การแต่งตั้งสับเปลี่ยนหมุนเวียนของผู้ดำรงตำแหน่งควบปรับระดับเพิ่ม - ลด ได้ในตัวเอง หากมีการกำหนดเป็นการเฉพาะก็ให้เป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์ว่าด้วยการนั้น
บทที่ ๓
วิธีการคัดเลือกหรือแต่งตั้งของผู้มีอำนาจ
ข้อ ๒๘ การคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นให้พิจารณาดังนี้
(๑) ข้าราชการตำรวจที่จะคัดเลือกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ระดับจเรตำรวจแห่งชาติและรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงมาถึงระดับผู้บังคับการ ให้พิจารณาเรียงตามลำดับอาวุโสจำนวนร้อยละสามสิบสามของจำนวนตำแหน่งว่างในแต่ละระดับตำแหน่งในภาพรวมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
(๒) ข้าราชการตำรวจที่จะแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ระดับรองผู้บังคับการลงมาถึงระดับสารวัตร ให้พิจารณาเรียงตามลำดับอาวุโสจำนวนร้อยละสามสิบสามของจำนวนตำแหน่งว่างในแต่ละระดับตำแหน่งของหน่วยนั้น ทั้งนี้ ในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดังกล่าว ให้ใช้บังคับกับการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจซึ่งดำรงตำแหน่งทั่วไป ที่มิใช่ตำแหน่งเฉพาะทาง เว้นแต่ผู้นั้นได้ดำรงตำแหน่งระดับสูงสุดของตำแหน่งเฉพาะทางในหน่วยนั้นแล้ว
(๓) ตำแหน่งว่างที่เหลือจากการพิจารณาตาม (๑) และ (๒) ให้ถือว่าผู้เหมาะสมที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นทุกราย เป็นผู้มีสิทธิได้รับการพิจารณาโดยเท่าเทียมกัน
การพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นตาม (๑) (๒) และ (๓) ให้พิจารณาคัดเลือกหรือแต่งตั้งได้เฉพาะผู้ที่มีรายชื่อตามที่ปรากฏอยู่ในบัญชีข้อมูลผู้เหมาะสมเท่านั้น ยกเว้นการคัดเลือกหรือแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขึ้นไป นายเวร ผู้ช่วยนายเวรหรือนายตำรวจราชสำนักประจำ หรือเป็นการคัดเลือกหรือแต่งตั้งนายเวร ผู้ช่วยนายเวร หรือนายตำรวจราชสำนักประจำ เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น
การคำนวณจำนวนตำแหน่งตาม (๑) และ (๒) ให้ถือจำนวนเต็มที่คำนวณได้เป็นสัดส่วนจำนวนตำแหน่งการพิจารณาเรียงตามลำดับอาวุโสของผู้เหมาะสม ทั้งนี้ มิให้ปัดเศษทศนิยมเป็นจำนวนเต็ม
ในกรณีที่เป็นการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นระดับรองผู้บังคับการลงมาข้ามหน่วย ให้พิจารณาแต่งตั้งได้ไม่เกินร้อยละห้าสิบของจำนวนตำแหน่งว่างตามข้อ ๑๑ ในแต่ละระดับของหน่วยผู้มีอำนาจสั่งแต่งตั้ง
ข้อ ๒๘/๑[๓] การคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
(๑) ตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคัดเลือกรายชื่อจากข้าราชการตำรวจที่ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการ และรองผู้บังคับการหรือตำแหน่งเทียบเท่า แล้วแต่กรณี
(๒) การคัดเลือกข้าราชการตำรวจตาม (๑) ให้พิจารณาจากผู้ที่มีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
(ก) มีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งตามข้อ ๑๖
(ข) เป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ห้าสิบเก้าปีบริบูรณ์ขึ้นไปและมีเวลาราชการเหลือไม่เกินหกเดือน
(๓) ให้พิจารณาข้าราชการตำรวจที่จะคัดเลือกแต่งตั้งเรียงตามลำดับอาวุโสจนครบกรอบจำนวนตำแหน่ง
ในกรณีที่มีตำแหน่งว่างเหลือจากการพิจารณาดังกล่าวผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสามารถคัดเลือกรายชื่อข้าราชการตำรวจนอกจาก (๒) (ข) ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและมีความเหมาะสมที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นให้ดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติและผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ว่างนั้นและทดแทนผู้นั้นได้ แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินกรอบจำนวนร้อยละห้าสิบของจำนวนตำแหน่งว่าง โดยมิให้ปัดเศษทศนิยมเป็นจำนวนเต็ม
ข้าราชการตำรวจผู้ใดที่ได้รับการคัดเลือกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติและผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานตำรวจแห่งชาติตามวรรคสองเมื่อถึงวาระการแต่งตั้งประจำปีให้ผู้มีอำนาจดำเนินการคัดเลือกแต่งตั้งผู้นั้นไปดำรงตำแหน่งอื่นทุกราย โดยห้ามมิให้คัดเลือกแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้รองรับการคัดเลือกแต่งตั้งผู้มีคุณสมบัติตาม (๒)
(๔) การคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจตาม (๑) (๒) และ (๓) วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายนของทุกปี เว้นแต่การคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งในคราวแรกนี้ ให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐ หากการคัดเลือกแต่งตั้งได้เริ่มดำเนินการแต่ไม่แล้วเสร็จภายในเวลาดังกล่าว ไม่ถือว่าการดำเนินการที่ทำมาแล้วต้องเสียไป
ข้อ ๒๙ การแต่งตั้งนายเวรและหรือผู้ช่วยนายเวรของผู้บังคับบัญชาระดับผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขึ้นไปและผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือจเรตำรวจไปดำรงตำแหน่งอื่น ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีอำนาจพิจารณาจัดสรรตำแหน่งในหน่วยต่าง ๆ เพื่อใช้รองรับการแต่งตั้งแล้วให้หน่วยที่เกี่ยวข้องแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งในสังกัดตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป โดยให้พิจารณาดังนี้
(๑) กรณีผู้บังคับบัญชาเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ให้แต่งตั้งผู้นั้นไปดำรงตำแหน่งในหน่วยเดิมเป็นลำดับแรก หากมีตำแหน่งไม่เพียงพอรองรับการแต่งตั้งหรือกระทบกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยเดิม ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพิจารณาจัดสรรตำแหน่งในหน่วยอื่นได้ตามความเหมาะสม
(๒) กรณีผู้บังคับบัญชาพ้นจากราชการไม่ว่ากรณีใด ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพิจารณาจัดสรรตำแหน่งในหน่วยต่าง ๆ ได้ตามความเหมาะสม
การทำความตกลงกัน
ข้อ ๓๐ การทำความตกลงกันในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บังคับการลงมา ให้หัวหน้าหน่วยระหว่างหน่วยต้นสังกัดกับหน่วยที่ประสงค์จะแต่งตั้งข้าราชการตำรวจประสานทำความตกลงกันให้ปรากฏเป็นหลักฐานไว้
ให้ไว้ ณ วันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๙
พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ
รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี
ประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎ ก.ตร. ฉบับนี้ คือ โดยที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้มีคำสั่งที่ ๔๔/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๘ แก้ไขมาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยให้ ก.ตร. ออกกฎ ก.ตร. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจไว้ให้ชัดเจนแน่นอนเพื่อรักษาความเที่ยงธรรมในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ประกอบกับกฎ ก.ตร. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งกำหนดให้นำกฎ ก.ตร. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับสารวัตร ถึงจเรตำรวจแห่งชาติและรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๙ มาใช้บังคับ ได้ประกาศใช้มาเป็นระยะเวลานาน สมควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องเหมาะสมกับการบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงจำเป็นต้องออกกฎ ก.ตร. ฉบับนี้
กฎ ก.ตร. ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙[๔]
附則
ข้อ ๑ กฎ ก.ตร. นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎ ก.ตร. ฉบับนี้ คือ โดยที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้มีคำสั่ง ที่ ๔๔/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๘ แก้ไขมาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยให้ ก.ตร. ออกกฎ ก.ตร. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจไว้ให้ชัดเจนแน่นอนเพื่อรักษาความเที่ยงธรรมในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ประกอบกับได้มีการกำหนดตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สมควรกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งเพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับการบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงจำเป็นต้องออกกฎ ก.ตร. นี้
ชวัลพร/ปริยานุช/จัดทำ
๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๙
นุสรา/เพิ่มเติม
๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๓/ตอนที่ ๖๐ ก/หน้า ๑/๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๙
[๒] ข้อ ๑๑/๑ เพิ่มโดยกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙
[๓] ข้อ ๒๘/๑ เพิ่มโดยกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙
[๔] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๔/ตอนที่ ๓ ก/หน้า ๖/๑๐ มกราคม ๒๕๖๐
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).