มาตรา ๑๑ ให้มีคณะกรรมการสถาบัน ประกอบด้วย
(๑) ประธานกรรมการสถาบัน
ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแต่งตั้ง
(๒) รองประธานกรรมการสถาบัน ได้แก่
อธิบดีกรมศิลปากร
(๓) กรรมการสถาบันโดยตำแหน่ง ได้แก่
อธิการ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครู และผู้แทนทบวงมหาวิทยาลัย
(๔) กรรมการสถาบันจำนวนสามคน
ซึ่งเลือกจากรองอธิการ คณบดี
และหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
(๕) กรรมการสถาบันจำนวนสามคน
ซึ่งเลือกจากคณาจารย์ประจำของสถาบัน
(๖)
กรรมการสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนเจ็ดคน
ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแต่งตั้งจากบุคคลภายนอก
ให้คณะกรรมการสถาบันแต่งตั้งรองอธิการคนหนึ่งเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการสถาบันโดยคำแนะนำของอธิการ
คุณสมบัติของผู้รับเลือกตลอดจนหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกรรมการสถาบันตาม
(๔) และ (๕) ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
หลักเกณฑ์
วิธีการได้มาและคุณสมบัติของประธานกรรมการสถาบันและกรรมการสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา ๑๒ กรรมการสถาบันตามมาตรา ๑๑ (๔) และ (๕)
มีวาระการดำรงตำแหน่งสองปี และอาจได้รับเลือกใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้
ประธานกรรมการสถาบันและกรรมการสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งสองปี
และอาจได้รับการแต่งตั้งใหม่อีกได้
มาตรา ๑๓ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๑๒
ประธานกรรมการสถาบันและกรรมการสถาบันพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓)
ขาดคุณสมบัติของการเป็นประธานกรรมการสถาบันหรือกรรมการสถาบันในประเภทนั้น ๆ
ในกรณีที่ประธานกรรมการสถาบันหรือกรรมการสถาบันพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ
และได้แต่งตั้งหรือได้มีการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้วให้ผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งหรือผู้ซึ่งได้รับเลือกนั้นอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
ในกรณีที่ประธานกรรมการสถาบันหรือกรรมการสถาบันพ้นจากตำแหน่งตามวาระแต่ยังมิได้แต่งตั้งหรือยังมิได้เลือกผู้ดำรงตำแหน่งแทน
ให้ประธานกรรมการสถาบันหรือกรรมการสถาบันซึ่งพ้นจากตำแหน่งนั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้แต่งตั้งประธานกรรมการสถาบันหรือกรรมการสถาบันหรือได้มีการเลือกกรรมการสถาบันขึ้นใหม่
ในกรณีที่ประธานกรรมการสถาบันหรือกรรมการสถาบันพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระไม่เกินเก้าสิบวัน
สถาบันจะไม่ดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการสถาบัน
หรือไม่ดำเนินการแต่งตั้งหรือเลือกกรรมการสถาบันขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างก็ได้
มาตรา ๑๔ คณะกรรมการสถาบันมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้
(๑)
วางนโยบายและกำกับแผนพัฒนาของสถาบันเกี่ยวกับการศึกษา
การวิจัยการให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
(๒) วางระเบียบและออกข้อบังคับต่าง ๆ
เกี่ยวกับการดำเนินกิจการของสถาบัน
(๓) พิจารณาการจัดตั้ง การรวม
และการยุบเลิกสำนักงานอธิการ คณะ หรือภาควิชา
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชา
(๔)
พิจารณาให้ความเห็นชอบหลักสูตรการศึกษาของสถาบัน
(๕) อนุมัติการให้ปริญญา อนุปริญญา
และประกาศนียบัตร
(๖)
พิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับการแต่งตั้งและการถอดถอนอธิการ ศาสตราจารย์
ศาสตราจารย์พิเศษ และศาสตราจารย์เกียรติคุณ
(๗) พิจารณาแต่งตั้งและถอดถอนรองอธิการ
คณบดี รองคณบดี หัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าหน่วยงาน
หรือรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชา
รองศาสตราจารย์พิเศษ และผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ
(๘)
พิจารณาให้ความเห็นชอบงบประมาณของสถาบันเพื่อเสนอต่อกรมศิลปากรรวมทั้งวางระเบียบและออกข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณ
การเงิน และทรัพย์สินของสถาบัน
(๙) พิจารณากำหนดเครื่องหมายของสถาบัน
(๑๐)
พิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับการศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรม
ปัญหาทางการศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรมและด้านอื่นตามที่กระทรวงศึกษาธิการหารือ
(๑๑) แต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ
หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพื่อกระทำการใด ๆ อันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการสถาบัน
(๑๒)
อำนาจหน้าที่อื่นเกี่ยวกับกิจการของสถาบันที่มิได้ระบุให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ใดโดยเฉพาะ
มาตรา ๑๕ การประชุมของคณะกรรมการสถาบัน
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา ๑๖
ให้มีอธิการคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการบริหารงานของสถาบัน
และจะให้มีรองอธิการหรือผู้ช่วยอธิการ
หรือมีทั้งรองอธิการและผู้ช่วยอธิการตามจำนวนที่คณะกรรมการสถาบันกำหนดเพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการมอบหมายก็ได้
อธิการนั้น
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแต่งตั้งโดยคำแนะนำของคณะกรรมการสถาบันจากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา
๑๗
อธิการมีวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี
และจะได้รับการแต่งตั้งใหม่อีกได้แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้
รองอธิการและผู้ช่วยอธิการนั้น
ให้คณะกรรมการสถาบันแต่งตั้งโดยคำแนะนำของอธิการจากคณาจารย์ประจำของสถาบันผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา
๑๗
เมื่ออธิการพ้นจากตำแหน่ง
ให้รองอธิการและผู้ช่วยอธิการพ้นจากตำแหน่งด้วย
มาตรา ๑๗ อธิการ
รองอธิการและผู้ช่วยอธิการต้องมีคุณสมบัติดังนี้
(๑)
ได้รับปริญญาเอกหรือเทียบเท่าจากสถาบันอุดมศึกษาที่สถาบันรับรองและได้ทำการสอนในสถาบันหรือสถานศึกษาอื่นในสังกัดกรมศิลปากร
หรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สถาบันรับรอง
หรือมีประสบการณ์ในด้านการบริหารมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองปี
หรือเคยดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการสถาบันหรือในสภาสถาบันอุดมศึกษาอื่นมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองปี
หรือ
(๒)
ได้รับปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สถาบันรับรอง
และได้ทำการสอนในสถาบันหรือสถานศึกษาอื่นในสังกัดกรมศิลปากรหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สถาบันรับรอง
หรือมีประสบการณ์ในด้านการบริหารมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสี่ปี
หรือเคยดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการสถาบันหรือในสภาสถาบันอุดมศึกษาอื่นมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสี่ปี
มาตรา ๑๘ อธิการมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้
(๑)
บริหารกิจการของสถาบันให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ
ข้อบังคับของทางราชการและของสถาบัน รวมทั้งนโยบายและวัตถุประสงค์ของสถาบัน
(๒) ควบคุมดูแลบุคลากร การเงิน การพัสดุ
สถานที่ และทรัพย์สินอื่นของสถาบันให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ
ข้อบังคับของทางราชการ และข้อบังคับของสถาบัน
(๓) เป็นผู้แทนของสถาบันในกิจการทั่วไป
(๔)
จัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับกิจการของสถาบันเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสถาบัน
(๕)
ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามระเบียบและข้อบังคับของสถาบัน หรือตามที่คณะกรรมการสถาบันมอบหมาย
มาตรา ๑๙
ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้รองอธิการเป็นผู้รักษาราชการแทน
ถ้ามีรองอธิการหลายคน ให้รองอธิการที่อธิการมอบหมายเป็นผู้รักษาราชการแทน
ถ้าอธิการมิได้มอบหมาย ให้รองอธิการที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้รักษาราชการแทน
ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิการ
หรือไม่มีผู้รักษาราชการแทนอธิการตามวรรคหนึ่ง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้ประธานกรรมการสถาบันแต่งตั้งผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๗ เป็นผู้รักษาราชการแทน
ให้ผู้รักษาราชการแทนตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับอธิการ
และในกรณีที่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง
หรือมติคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการเป็นกรรมการหรือให้มีอำนาจหน้าที่อย่างใด
ให้ผู้รักษาราชการแทนนั้นทำหน้าที่กรรมการหรือมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับอธิการในระหว่างที่รักษาราชการแทนด้วย
มาตรา ๒๐
ในคณะหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
ให้มีคณบดีหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของคณะหรือหน่วยงานนั้น
และจะให้มีรองคณบดีหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะคนหนึ่งหรือหลายคนตามจำนวนที่คณะกรรมการสถาบันกำหนดเพื่อช่วยปฏิบัติงานตามที่คณบดีหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะมอบหมายก็ได้
ในกรณีที่มีการแบ่งภาควิชาในคณะ
หรือแบ่งหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา
ให้มีหัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของภาควิชาหรือหน่วยงานนั้น
และจะให้มีรองหัวหน้าภาควิชาหรือรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาคนหนึ่งหรือหลายคนตามจำนวนที่คณะกรรมการสถาบันกำหนดเพื่อช่วยปฏิบัติงานตามที่หัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชามอบหมายก็ได้
คณบดี รองคณบดี หัวหน้าภาควิชา
รองหัวหน้าภาควิชา
หัวหน้าหน่วยงานและรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชา
ให้คณะกรรมการสถาบันแต่งตั้งจากคณาจารย์ประจำของสถาบันโดยคำแนะนำของอธิการ
มาตรา ๒๑ คณบดี หัวหน้าภาควิชา
หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชาให้มีวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปีและอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้
แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้
เมื่อคณบดี หัวหน้าภาควิชา
หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชาพ้นจากตำแหน่ง
ให้รองคณบดี รองหัวหน้าภาควิชาหรือรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชาพ้นจากตำแหน่งด้วย
มาตรา ๒๒ คณบดี รองคณบดี หัวหน้าภาควิชา
หัวหน้าและรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชาต้องได้รับปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สถาบันรับรอง
และได้ทำการสอนหรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารในสถาบันหรือสถานศึกษาอื่นในสังกัดกรมศิลปากรหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สถาบันรับรอง
มาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามปี
มาตรา ๒๓ วิธีการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นอธิการ
คณบดี
หัวหน้าภาควิชาและหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชาให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา ๒๔ ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการ รองอธิการ
ผู้ช่วยอธิการ คณบดี รองคณบดีหัวหน้าภาควิชา รองหัวหน้าภาควิชา หัวหน้าและรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชาจะดำรงตำแหน่งดังกล่าวเกินหนึ่งตำแหน่งในขณะเดียวกันมิได้
ผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่งอยู่หนึ่งตำแหน่งแล้ว
จะรักษาราชการแทนตำแหน่งอื่นอีกหนึ่งตำแหน่งก็ได้ แต่ต้องไม่เกินหกเดือน
คณาจารย์
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).