พระราชบัญญัติ
โอนกรรมสิทธิ์ที่วัดสารพัดนึกและที่วัดกุรัตน์
ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบล จังหวัดอุบลราชธานี
ให้แก่กระทรวงมหาดไทย พุทธศักราช ๒๔๘๐
ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร
ลงวันที่ ๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐)
อาทิตย์ทิพอาภา
เจ้าพระยายมราช
พล.อ. เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน
ตราไว้ ณ วันที่ ๒๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๘๐
เป็นปีที่ ๔ ในรัชชกาลปัจจุบัน
โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรโอนกรรมสิทธิ์ที่วัดสารพัดนึก และวัด กุรัตน์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบล จังหวัดอุบลราชธานี ให้แก่กระทรวงมหาดไทย เพื่อประโยชน์แห่งราชการ
จึ่งมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดั่งต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า พระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่วัดสารพัดนึกและที่วัดกุรัตน์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบล จังหวัดอุบลราชธานี ให้แก่กระทรวงมหาดไทย พุทธศักราช ๒๔๘๐
มาตรา ๒[๑] ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้โอนกรรมสิทธิ์ที่วัดสารพัดนึกและที่วัดกุรัตน์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบล จังหวัดอุบลราชธานี มีแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งมีกำหนดกว้างยาวและเนื้อที่ดังต่อไปนี้ ให้แก่กระทรวงมหาดไทย
ก. ที่วัดสารพัดนึก ทิศเหนือจดที่ดินราษฎร กว้าง ๖๕.๐๐ เมตร ทิศใต้จดถนนสุริยาตร์ กว้าง ๖๕.๐๐ เมตร ทิศตะวันออกจดถนนพลแพน ยาว ๑๗๐.๐๐ เมตร ทิศตะวันตกจดที่วัดสารพัดนึก ยาว ๑๖๓.๕๐ เมตร เนื้อที่ประมาณ ๑๐๘๓๘.๗๕ ตารางเมตร
ข. ที่วัดกุรัตน์ ทิศเหนือจดถนนสรรพสิทธิ์ กว้าง ๑๑๗.๐๐ เมตร ทิศใต้จดที่นาพระบริคุตคามเขตต์ กว้าง ๑๑๗.๐๐ เมตร ทิศตะวันออกจดที่นาพระบริคุตคามเขตต์ยาว ๑๒๗.๐๐ เมตร ทิศตะวันตกจดถนนพลแพน ยาว ๑๒๗.๐๐ เมตร เนื้อที่ประมาณ ๑๔๘๕๙.๐๐ ตารางเมตร
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการมีหน้าที่จัดการโอนที่ดินดังที่ระบุไว้ในมาตรา ๓
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการพ.อ. พหลพลพยุหเสนานายกรัฐมนตรี
[เอกสารแนบท้าย]
๑. แผนที่ท้ายพระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่วัดสารพัดนึกและที่วัดกุรัตน์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบล จังหวัดอุบลราชธานี ให้แก่กระทรวงมหาดไทย พุทธศักราช ๒๔๘๐
(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)
ดวงใจ/จัดทำ
ปาจรีย์/ปรับปรุง
๑ กันยายน ๒๕๔๙
พรรณพร/ปรับปรุง
๑๑ มีนาคม ๒๕๖๒
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๔/-/หน้า ๑๕๔๑/๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๐
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).