พระราชกฤษฎีกา
พระราชกฤษฎีกา
ให้ใช้พระราชบัญญัติคันและคูน้ำ
พ.ศ. ๒๕๐๕
บังคับในท้องที่อำเภอท่าตูม
จังหวัดสุรินทร์
พ.ศ.
๒๕๕๒
ภูมิพลอดุลยเดช
ป.ร.
ให้ไว้
ณ วันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๒
เป็นปีที่
๖๔ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรให้ใช้พระราชบัญญัติคันและคูน้ำ
พ.ศ. ๒๕๐๕ บังคับในท้องที่อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๘๗
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๒ แห่งพระราชบัญญัติคันและคูน้ำ พ.ศ.
๒๕๐๕ อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๔๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑
พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า พระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติคันและคูน้ำ
พ.ศ. ๒๕๐๕ บังคับในท้องที่อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ พ.ศ. ๒๕๕๒
มาตรา ๒[๑]
พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓
ให้ใช้พระราชบัญญัติคันและคูน้ำ พ.ศ.
๒๕๐๕ บังคับในท้องที่อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์
ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้
มาตรา ๔
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
อภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี
[เอกสารแนบท้าย]
๑.
แผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติคันและคูน้ำ พ.ศ. ๒๕๐๕
บังคับในท้องที่อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ พ.ศ. ๒๕๕๒
(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ
เนื่องจากกรมชลประทานได้ดำเนินการขุดคลองส่งน้ำสายใหญ่ คลองซอย สร้างประตูระบายน้ำ
และท่อส่งน้ำในเขตโครงการอ่างเก็บน้ำลุงปุง ในท้องที่อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์
เสร็จแล้ว แต่ยังขาดคันและคูน้ำสำหรับส่งน้ำจากทางน้ำชลประทานไปใช้ในการเพาะปลูก
สมควรให้ใช้พระราชบัญญัติคันและคูน้ำ พ.ศ. ๒๕๐๕ บังคับในท้องที่ดังกล่าวเพื่อให้มีการจัดทำคันและคูน้ำอันจะเป็นประโยชน์ในการเกษตรและทำให้การใช้น้ำเป็นไปโดยประหยัด จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
ปริยานุช/ผู้จัดทำ
๒
กันยายน ๒๕๕๒
[๑]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๖/ตอนที่ ๖๒ ก/หน้า ๑๓/๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๒
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).