ข้อ ๔
ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในกรณีดังต่อไปนี้
ถือเป็นกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง ซึ่งผู้บังคับบัญชาจะดำเนินการทางวินัย ตามมาตรา
๑๐๔ วรรคสองหรือมาตรา ๑๐๙ โดยไม่สอบสวนหรืองดการสอบสวนก็ได้
(๑) กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุก
หรือโทษที่หนักกว่าจำคุก โดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกหรือให้ลงโทษที่หนักกว่าจำคุก
เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๒) ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินสิบห้าวัน
และผู้บังคับบัญชาได้ดำเนินการสืบสวนแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ
(๓) กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
และได้รับสารภาพเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาหรือให้ถ้อยคำรับสารภาพต่อผู้มีหน้าที่สืบสวนหรือคณะกรรมการสอบสวนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน
และได้มีการบันทึกถ้อยคำรับสารภาพเป็นหนังสือ
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๙
บรรหาร ศิลปอาชา
นายกรัฐมนตรี
ประธาน ก.พ.
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎ ก.พ. ฉบับนี้ คือ โดยที่กฎ ก.พ. ฉบับที่ ๗
(พ.ศ. ๒๕๓๖) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕
ว่าด้วยกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งได้กำหนดให้กรณีที่ต้องคำพิพากษาให้รับผิดในคดีแพ่ง
กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ป. มีมติว่าเรื่องที่สอบสวนมีมูลว่าได้กระทำความผิดและกรณีละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการ
อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
เป็นกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งแต่เนื่องจากกรณีดังกล่าวยังไม่อาจถือเป็นยุติได้ว่ามีการกระทำการอันเป็นความผิดวินัยเกิดขึ้น
หรือมิฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ยากแก่การวินิจฉัยว่าเกิดผลเสียหายร้ายแรงแก่ทางราชการหรือไม่
ซึ่งไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕
สมควรปรับปรุงกฎ ก.พ. ดังกล่าวเสียใหม่
จึงจำเป็นต้องออกกฎ ก.พ. นี้
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๑๓/ตอนที่ ๕๙ ก/หน้า ๒๙/๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๙