กหดหกดหกดหกด
กฎกระทรวง
(พ.ศ. ๒๕๓๙)
ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
พุทธศักราช ๒๔๗๗
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา
๕ แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญ
ศาลยุติธรรม พุทธศักราช
๒๔๗๗ และมาตรา ๔ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม รัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงยุติธรรมออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑
ให้จัดตั้งแผนกคดีล้มละลายในศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และ
ศาลแพ่งธนบุรี
โดยให้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับกฎหมายล้มละลายในศาลนั้น
ข้อ ๒
ให้จัดตั้งแผนกในศาลอุทธรณ์
โดยให้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี
ดังต่อไปนี้
(๑) แผนกคดีล้มละลาย
มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับกฎหมาย
ล้มละลาย
(๒) แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่อุทธรณ์
มาจากศาลเยาวชนและครอบครัว
ข้อ ๓
ให้จัดตั้งแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลอุทธรณ์ภาค ๑
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ และศาลอุทธรณ์ภาค ๓
โดยให้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่อุทธรณ์
มาจากศาลเยาวชนและครอบครัว
ข้อ ๔
ให้จัดตั้งแผนกในศาลฎีกา โดยให้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี
ดังต่อไปนี้
(๑) แผนกคดีล้มละลาย มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับกฎหมาย
ล้มละลาย
(๒) แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่ฎีกามา
จากศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค
แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
(๓) แผนกคดีแรงงาน มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแรงงานที่อุทธรณ์มาจาก
ศาลแรงงาน ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน
(๔) แผนกคดีภาษีอากร
มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีภาษีอากรที่อุทธรณ์มา
จากศาลภาษีอากร
ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร
(๕)
แผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจ
พิจารณาพิพากษาคดีอาญาและคดีแพ่งในเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่าง
ประเทศมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาและคดีแพ่งในเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาและ
การค้าระหว่างประเทศ
ข้อ ๕
ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของแผนกที่
จัดตั้งขึ้นตามกฎกระทรวงฉบับนี้หรือไม่ ให้ประธานศาลฎีกาหรืออธิบดีผู้พิพากษา
ประจำศาล
อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒
ศาลอุทธรณ์ภาค ๓
ศาลแพ่ง ศาลแพ่ง
กรุงเทพใต้
หรือศาลแพ่งธนบุรี
แล้วแต่กรณี เป็นผู้วินิจฉัย
ข้อ ๖
คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒
ศาลอุทธรณ์ภาค ๓
ศาลแพ่ง
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้
หรือศาลแพ่งธนบุรี
ในวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับให้ศาลนั้นพิจารณาพิพากษาต่อไปจนเสร็จ แต่ถ้าประธานศาลฎีกา
หรืออธิบดีผู้พิพากษาประจำศาลนั้นเห็นว่า คดีมีเหตุอันสมควรที่จะโอนคดีดังกล่าวไปพิจารณา
พิพากษาในแผนกที่จัดตั้งขึ้นในศาลนั้นตามกฎกระทรวงฉบับนี้
และมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี
นั้น ก็ให้โอนไปได้
ให้ไว้ ณ วันที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๙
ร้อยตำรวจเอก เฉลิม
อยู่บำรุง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากปัจจุบันมีคดีล้มละลาย
คดีเยาวชนและครอบครัว คดีแรงงาน คดีภาษีอากร และคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้า
ระหว่างประเทศเข้ามาสู่การพิจารณาของศาลมากขึ้น เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเหล่านี้ใน
ทุกชั้นศาลเป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
สมควรให้มีการจัดตั้งแผนกคดีพิเศษ
ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าวขึ้นในศาลแพ่ง
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้
ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ศาลอุทธรณ์ภาค
๒ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ และศาลฎีกา และโดยที่มาตรา ๔
แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ได้บัญญัติว่า
การจัดตั้งแผนกในศาลให้ตราเป็นกฎกระทรวง
จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
[รก.๒๕๓๙/๓๖ก/๘/๙ กันยายน ๒๕๓๙]
ธิดาวรรณ
/ แก้ไข
๓๑ ก.ค. ๒๕๔๕
A+B(C)
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).