พระราชกำหนด
พระราชกำหนด
แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ
พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต
พ.ศ. ๒๕๒๗ (ฉบับที่ ๕)
พ.ศ.
๒๕๕๒
ภูมิพลอดุลยเดช
ป.ร.
ให้ไว้
ณ วันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๒
เป็นปีที่
๖๔ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๘๖
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑
พระราชกำหนดนี้เรียกว่า พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต
พ.ศ. ๒๕๒๗ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๕๒
มาตรา ๒[๑]
พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓
ให้ยกเลิกความในช่องรายการและช่องอัตราภาษีของประเภทที่
๐๑.๐๑ ประเภทที่ ๐๑.๐๒ ประเภทที่ ๐๑.๐๕ ประเภทที่ ๐๑.๐๖ และประเภทที่ ๐๑.๙๐
ในตอนที่ ๑
น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันของพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตท้ายพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต
พ.ศ. ๒๕๒๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ๓)
พ.ศ. ๒๕๓๔ และให้ใช้ความในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตท้ายพระราชกำหนดนี้แทน
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
อภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี
[เอกสารแนบท้าย]
๑. พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต
(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ เนื่องจากพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต
ตอนที่ ๑ น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ประเภทที่ ๐๑.๐๑ ประเภทที่ ๐๑.๐๒ ประเภทที่
๐๑.๐๕ ประเภทที่ ๐๑.๐๖ และประเภทที่ ๐๑.๙๐
ของพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตท้ายพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต
(ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๔
ใช้บังคับมาเป็นเวลานานไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ดังนั้น
เพื่อให้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันเป็นรายได้ของรัฐมากขึ้น
สมควรกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าดังกล่าว ให้สูงขึ้น และโดยที่เป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยภาษีอากรซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้
ปริยานุช/ผู้จัดทำ
๑๙
พฤษภาคม ๒๕๕๒
[๑]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๖/ตอนที่ ๒๘ ก/หน้า ๗/๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๒
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).