ข้อ ๒ ยาเสพติดตามข้อ ๑
สำหรับความผิดฐานเสพและมีไว้ในครอบครอง ความผิดฐานเสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย
และความผิดฐานเสพและจำหน่ายยาเสพติด ตามมาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง
ต้องมีปริมาณดังต่อไปนี้
(๑) ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑
(ก) เฮโรอีนมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินหนึ่งร้อยมิลลิกรัม
(ข)
เมทแอมเฟตามีนมีปริมาณไม่เกินห้าหน่วยการใช้ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษหรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินห้าร้อยมิลลิกรัม
(ค)
แอมเฟตามีนมีปริมาณไม่เกินห้าหน่วยการใช้ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ
หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินห้าร้อยมิลลิกรัม
(ง)
๓, ๔ เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณไม่เกินห้าหน่วยการใช้ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ
หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบมิลลิกรัม
(จ)
เมทิลลีนไดออกซีแอมเฟตามีนมีปริมาณไม่เกินห้าหน่วยการใช้ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ
หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบมิลลิกรัม
(ฉ)
เอ็น เอทิล เอ็มดีเอ หรือเอ็มดีอี
มีปริมาณไม่เกินห้าหน่วยการใช้ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ
หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบมิลลิกรัม
(๒) ยาเสพติดให้โทษในประเภท ๒
(ก) โคคาอีนมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินสองร้อยมิลลิกรัม
(ข) ฝิ่นมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินห้าพันมิลลิกรัม
(๓) ยาเสพติดให้โทษในประเภท
๕ ได้แก่ กัญชามีน้ำหนักสุทธิไม่เกินห้าพันมิลลิกรัม
ยาเสพติดให้โทษตาม (๑) และ (๒) ให้รวมถึงวัตถุที่เรียกชื่อเป็นอย่างอื่นแต่มีสูตรโครงสร้างทางเคมีอย่างเดียวกันกับยาเสพติดให้โทษดังกล่าว
และเกลือใดๆ ของยาเสพติดให้โทษดังกล่าวด้วย
ให้ไว้ ณ
วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๖
พงศ์เทพ เทพกาญจนา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้
คือ โดยที่มาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ บัญญัติให้มีการกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท
และปริมาณของยาเสพติดที่ผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด
เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือเสพและจำหน่ายยาเสพติด
ได้เสพ มีไว้ในครอบครอง หรือจำหน่ายไว้ในกฎกระทรวง
เพื่อให้สามารถดำเนินการแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดดังกล่าวที่จะเข้าสู่ระบบการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้
จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
ศุภสรณ์
รุ่งโรจน์วุฒิกุล
อภิสิทธิ์ ไชยหาญ
ผู้จัดทำ
รัศม์วรรณวลัย/แก้ไข
๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม
๑๒๐/ตอนที่ ๑๗ ก/หน้า ๑/๒ มีนาคม ๒๕๔๖