พระราชกฤษฎีกา
พระราชกฤษฎีกา
จัดวางระเบียบราชการกรมเสนาธิการกลาโหม
ในกระทรวงกลาโหม
พ.ศ.
๒๔๙๑
ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
คณะอภิรัฐมนตรี
ในหน้าที่คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
รังสิต
กรมขุนชัยนาทนเรนทร
อลงกฏ
ธานีนิวัต
มานวราชเสวี
อดุลเดชจรัส
ให้ไว้
ณ วันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๑
เป็นปีที่
๓ ในรัชกาลปัจจุบัน
โดยที่เป็นการสมควรจัดวางระเบียบราชการกรมเสนาธิการกลาโหม
ในกระทรวงกลาโหม
พระมหากษัตริย์อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘๖
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) และมาตรา ๑๕
แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบป้องกันราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๔๙๑
จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า พระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการกรมเสนาธิการกลาโหมในกระทรวงกลาโหม
พ.ศ. ๒๔๙๑
มาตรา ๒[๑] พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้แบ่งส่วนราชการกรมเสนาธิการกลาโหม
ดังนี้
๑ แผนกกลาง
๒ แผนกข่าว
๓ แผนกสภาและคณะเสนาธิการผสม
๔ แผนกยุทธการ
๕ แผนกสรรพกำลัง
๖ กองอำนวยการศึกษาและวิจัย
มาตรา ๔ แผนกกลาง
มีหน้าที่เกี่ยวกับการธุรการประจำการเงินและพัสดุของกรมเสนาธิการกลาโหม
กับมีหน้าที่เกี่ยวกับราชการส่วนหนึ่งส่วนใดของกรมเสนาธิการกลาโหมซึ่งมิได้แยกให้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการอื่น
มาตรา ๕ แผนกข่าว มีหน้าที่เกี่ยวกับการข่าว
การสัมพันธติดต่อและการรหัส
มาตรา ๖ แผนกสภาและคณะเสนาธิการผสม มีหน้าที่เกี่ยวกับกิจการของสภาป้องกันราชอาณาจักรสภากลาโหม
และของคณะเสนาธิการผสม
มาตรา ๗ แผนกยุทธการ
มีหน้าที่เกี่ยวกับการพิจารณาประสานการจัดโครงการและแผนกการทัพ
ซึ่งใช้กำลังกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ทำการร่วมกัน
มาตรา ๘ แผนกสรรพกำลัง มีหน้าที่เกี่ยวกับหลักการระดมสรรพกำลังและนโยบายการจัดหา
แก้ไข ปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ ตลอดจนการคมนาคมทั้งปวง
ซึ่งมีผลต่อเนื่องถึงแผนการทัพ
มาตรา ๙ กองอำนวยการศึกษาและวิจัย
มีหน้าที่อำนวยการศึกษาและวิจัยในเรื่องการป้องกันราชอาณาจักร การยุทธผสมทัพ
และการเพิ่มพูนสมรรถภาพแก่นายทหารชั้นผู้ใหญ่ตามที่จำเป็น
มาตรา ๑๐
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล
ป. พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี
พุทธชาด
/ แก้ไข
๒๐
พฤศจิกายน ๒๕๔๕
A+B
(C)
ปฐมพร/ปรับปรุง
๓๐
มกราคม ๒๕๕๐
[๑]
ราชกิจจานุเบกษา ตอนที่ ๖๑/เล่ม ๖๕/หน้า ๖๓๗/๑๙ ตุลาคม ๒๔๙๑
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).