มาตรา ๔๐
ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ชวน หลีกภัย
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๑๒
วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๓๘ บัญญัติว่า
ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการครู
ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยหรือข้าราชการครูในสถาบันการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
ข้าราชการทหาร และข้าราชการตำรวจประเภทใด ตำแหน่งใด
จะได้รับเงินประจำตำแหน่งท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวในอัตราใด
ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา สมควรกำหนดประเภทตำแหน่ง
และการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๘[๒๐]
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ
โดยที่เป็นการสมควรกำหนดตำแหน่งข้าราชการที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่งเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
(ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๐[๒๑]
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ
เนื่องจากพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการ
และผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๘
ได้กำหนดตำแหน่งข้าราชการทหารซึ่งมีสิทธิที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงและประเภทบริหารระดับกลางไว้โดยการกำหนดตำแหน่งดังกล่าวได้ยึดถือตามคุณลักษณะของตำแหน่งซึ่งยังไม่สอดคล้องกับข้าราชการประเภทอื่นที่กำหนดตำแหน่งโดยยึดถือฐานะและหน้าที่ในการบริหารงาน
สมควรแก้ไขเพิ่มเติมการกำหนดตำแหน่งข้าราชการทหาร ซึ่งมีสิทธิที่จะได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงและประเภทบริหารระดับกลางให้สอดคล้องกับข้าราชการประเภทอื่น
นอกจากนี้สมควรกำหนดให้การกำหนดตำแหน่ง และจำนวนตำแหน่งข้าราชการทหารที่จะให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งเพิ่มขึ้นจากตำแหน่ง
และจำนวนตำแหน่งที่มีอยู่แล้วต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติก่อนเช่นเดียวกับข้าราชการประเภทอื่น จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
(ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๒[๒๒]
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ
เนื่องจากตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำกระทรวงเป็นตำแหน่งที่เคยได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงตามกฎ
ก.พ. ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๕๓๕) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน
พ.ศ. ๒๕๓๕ ว่าด้วยการรับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาชีพเฉพาะหรือเชี่ยวชาญเฉพาะและตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงหรือบริหารระดับกลาง
อยู่แล้วก่อนวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๗ สมควรกำหนดให้ตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งที่ได้รับเงินประจำตำแหน่งตามเดิม จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
(ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕[๒๓]
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ
โดยที่พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
พ.ศ. ๒๕๓๘ กำหนดให้ตำแหน่งอธิการและรองอธิการในวิทยาลัยครูเป็นตำแหน่งที่ได้รับเงินประจำตำแหน่ง
แต่ปัจจุบันวิทยาลัยครูได้เปลี่ยนเป็นสถาบันราชภัฏและตำแหน่งอธิการและรองอธิการในวิทยาลัยครูได้เปลี่ยนเป็นตำแหน่งอธิการบดีและรองอธิการบดีในสถาบันราชภัฏแล้ว
สมควรแก้ไขตำแหน่งอธิการและรองอธิการในวิทยาลัยครู เป็นตำแหน่งอธิการบดีและรองอธิการบดีในสถาบันราชภัฏให้สอดคล้องกัน
ประกอบกับตำแหน่งอธิการและรองอธิการในสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
เป็นตำแหน่งผู้บริหารในสถาบันการศึกษาที่ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน
พ.ศ. ๒๕๔๑ และพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
พ.ศ. ๒๕๔๑ จึงสมควรกำหนดให้ตำแหน่งผู้บริหารในสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน
และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์เป็นตำแหน่งที่ได้รับเงินประจำตำแหน่งในอัตราที่กำหนดไว้สำหรับตำแหน่งผู้บริหารในวิทยาลัยครูตามบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งผู้บริหารสถาบันการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
ท้ายพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๓๘ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
(ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๔๕[๒๔]
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ
โดยที่พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.
๒๕๔๕ กำหนดให้ในกระทรวงจะตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งส่วนราชการเพื่อรับผิดชอบภาระหน้าที่ใดโดยเฉพาะ
ซึ่งไม่มีฐานะเป็นกรมแต่มีผู้บังคับบัญชาของส่วนราชการดังกล่าวเป็นอธิบดีหรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นอธิบดีก็ได้
ซึ่งตำแหน่งผู้บังคับบัญชาของส่วนราชการดังกล่าวจะไม่มีสิทธิรับเงินประจำตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงเช่นเดียวกับตำแหน่งอธิบดี
เนื่องจากตามพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
พ.ศ. ๒๕๓๘ มิได้กำหนดตำแหน่งดังกล่าวให้เป็นตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่ง
สมควรกำหนดให้ตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งนักบริหารระดับสูง จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
(ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๔๗[๒๕]
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจาก ก.ค.
ได้กำหนดให้ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบการปฏิบัติราชการของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตามมาตรา
๓๗ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ เป็นตำแหน่งข้าราชการครูตามมาตรา
๓๐ วรรคหนึ่ง (ค) (๒๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู พ.ศ. ๒๕๒๓
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕
สมควรกำหนดให้ตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งที่ได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะ
(ชช.)
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
(ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๔๗[๒๖]
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีการปรับปรุงระบบบริหารราชการเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานตอบสนองต่อการพัฒนาประเทศและการให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ
มีการปรับโครงสร้างส่วนราชการให้มีขนาดเล็กกะทัดรัดตามภารกิจที่ปรับปรุงใหม่และกำหนดอัตรากำลังภายใต้จำนวนที่มีอยู่เดิม
ทำให้ส่วนราชการมีภาระงานที่เพิ่มมากขึ้นภายใต้ข้อจำกัดของการจัดโครงสร้างและการกำหนดอัตรากำลังของส่วนราชการ
จำเป็นต้องมีการมอบหมายงานเพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดขั้นตอนการทำงาน
จึงสมควรกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งซึ่งได้รับคำสั่งหรือมอบหมายให้ไปปฏิบัติราชการในลักษณะงานเดียวกับหน้าที่หลักของตำแหน่งที่ดำรงอยู่ในหน่วยงานอื่นทั้งในส่วนราชการเดียวกันและต่างส่วนราชการ
โดยไม่มีตำแหน่งประเภทเดียวกันรองรับ หรือได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่
หรือรักษาราชการแทน หรือรักษาการในตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งต่างประเภทกัน
มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งในอัตราของตำแหน่งเดิมต่อไป
รวมทั้งกำหนดให้คณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติสามารถมอบอำนาจในการให้ความเห็นชอบการกำหนดตำแหน่งและจำนวนตำแหน่งที่จะให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งให้แก่องค์กรกลางบริหารงานบุคคลหรือส่วนราชการดำเนินการแทนได้
นอกจากนี้
การกำหนดตำแหน่งข้าราชการตำรวจซึ่งมีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งยังมีความไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับข้าราชการประเภทอื่น
สมควรกำหนดตำแหน่งข้าราชการตำรวจซึ่งมีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาชีพเฉพาะและประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะเพิ่มเติม จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
สุนันทา/ผู้จัดทำ
๔ มีนาคม ๒๕๕๓
กวินทราดา/ผู้ตรวจ
๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๓
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๑๒/ตอนที่ ๕ ก/หน้า ๑๕/๓๐
มกราคม ๒๕๓๘
[๒] มาตรา ๓ (๖)
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
(ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๒
[๓] มาตรา ๓ (๙)
เพิ่มโดยพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
(ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๔๕
[๔] มาตรา ๕
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๘
[๕] มาตรา ๙
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๘
[๖] มาตรา ๑๔ (๓)
เพิ่มโดยพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
(ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๔๗
[๗] มาตรา ๒๐
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
(ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
[๘] มาตรา ๒๑
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
(ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
[๙] มาตรา ๒๒
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
(ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
[๑๐] มาตรา ๒๓
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
(ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๐
[๑๑] มาตรา ๒๓ ทวิ
เพิ่มโดยพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
(ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๐
[๑๒] มาตรา ๒๔
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๘
[๑๓] มาตรา ๓๑
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๘
[๑๔] มาตรา ๓๑ (ค) (๘)
เพิ่มโดยพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
(ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๔๗
[๑๕] มาตรา ๓๒ (๑/๑)
เพิ่มโดยพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
(ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๔๗
[๑๖] มาตรา ๓๕
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
(ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๔๗
[๑๗] มาตรา ๓๘ วรรคสอง
เพิ่มโดยพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
(ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๔๗
[๑๘] มาตรา ๓๙
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
(ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๐
[๑๙] มาตรา ๓๙ วรรคสอง
เพิ่มโดยพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ
(ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๔๗
[๒๐] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๑๒/ตอนที่ ๕๐ ก/หน้า ๒๐/๖ ธันวาคม ๒๕๓๘
[๒๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๑๔/ตอนที่ ๖๗ ก/หน้า ๑๐/๑๑
พฤศจิกายน ๒๕๔๐
[๒๒] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๑๖/ตอนที่ ๑๑ ก/หน้า ๓๑/๒
มีนาคม ๒๕๔๒
[๒๓] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๑๙/ตอนที่ ๑๒๐ ก/หน้า ๑/๖
ธันวาคม ๒๕๔๕
[๒๔] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๑๙/ตอนที่ ๑๒๐ ก/หน้า ๔/๖ ธันวาคม ๒๕๔๕
[๒๕] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๒๑/ตอนที่ ๒๒ ก/หน้า ๑/๒๕ มีนาคม ๒๕๔๗
[๒๖] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๒๑/ตอนพิเศษ ๘๒ ก/หน้า ๑๓/๒๘ ธันวาคม ๒๕๔๗