พระราชบัญญัติ
รถยนต์ (ฉบับที่
๓)
พ.ศ. ๒๕๒๕
ภูมิพลอดุลยเดช
ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่
๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๕
เป็นปีที่ ๓๗
ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการรถยนต์
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติรถยนต์
(ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๒๕
มาตรา ๒[๑]
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๐
แห่งพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๑๐ ผู้ใดประสงค์จะขอจดทะเบียนรถ
ให้ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่ตนมีภูมิลำเนา
เว้นแต่เจ้าของรถมีความประสงค์จะนำรถไปใช้ในท้องถิ่นอื่น
ให้ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนท้องถิ่นนั้นได้
ในกรณีที่ผู้ขอเป็นคนต่างด้าวและไม่มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักร
ให้ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่ตนมีถิ่นที่อยู่
การขอจดทะเบียนและการออกใบคู่มือจดทะเบียนรถให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก
ป. ติณสูลานนท์
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
เนื่องจากปรากฏว่าพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ บัญญัติให้ ผู้ใด (อันหมายถึงเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์)
จะไปขอจดทะเบียนรถให้ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่ตน มีภูมิลำเนา...นั้น
ยังไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์และความต้องการของประชาชนในปัจจุบัน
เพราะประชาชนส่วนใหญ่ได้ซื้อรถยนต์ในระบบ เช่าซื้อ การขอจดทะเบียนรถจึงตกเป็นหน้าที่ของผู้ขายคือบริษัทรถยนต์
ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในที่ต่าง ๆ การต่อทะเบียนก็ดี การตรวจสภาพรถยนต์ก็ดี
จะต้องกระทำที่นายทะเบียนในท้องที่นั้นเมื่อประชาชนซื้อรถไปใช้ในท้องถิ่นอื่น
การกระทำตามพระราชบัญญัติรถยนต์
นี้จึงเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนเป็นอย่างมาก
และเมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นก็ยากแก่การติดตามผู้กระทำความผิดเพราะเจ้าของรถและผู้ครอบครองมิใช่บุคคลคนเดียวกัน
จึงจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัตินี้
สัญชัย/ผู้จัดทำ
๒๐ มีนาคม ๒๕๕๒
ภูมิกิติ/ปรับปรุง
๙ เมษายน ๒๕๖๒
วศิน/ตรวจ
๑๑ เมษายน ๒๕๖๒
[๑]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๙/ตอนที่ ๑๗/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๕
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).