法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

localOrdinance

เทศบัญญัติของเทศบาลเมืองพัทลุง เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช 2497

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
79
มาตรา อารัมภบท

เทศบัญญัติของเทศบาล

เทศบัญญัติของเทศบาล

เมืองพัทลุง

เรื่อง

ควบคุมการก่อสร้างอาคาร

พุทธศักราช

๒๔๙๗

โดยอนุมัติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ซึ่งอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร

พุทธศักราช ๒๔๗๙ เทศบาลเมืองพัทลุง ตราเทศบัญญัติไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาเทศบาลเมืองพัทลุง

และโดยอนุมัติของผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ เทศบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “เทศบัญญัติ

เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช ๒๔๙๗”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒

เทศบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับในเขตควบคุมการก่อสร้างอาคาร ตามพระราชกฤษฎีกา ให้ใช้พระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร

พุทธศักราช ๒๔๗๙ ภายในเขตท้องที่บางแห่งในจังหวัดพัทลุง พ.ศ. ๒๔๙๖

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓[๑]

ให้ใช้เทศบัญญัตินี้ตั้งแต่ถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

วิเคราะห์ศัพท์

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ในเทศบัญญัตินี้

(๑) “อาคารที่พักอาศัย”

หมายความว่า ตึก บ้าน เรือน โรง แพ ซึ่งโดยปกติบุคคลอาศัยอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน

(๒) “อาคารพาณิชย์”

หมายความว่า ห้าง ร้าน คลังสินค้า หรือโรงงานที่ไม่ใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่

(๓) “ห้องแถว”

หมายความว่า อาคารที่พักอาศัยหรืออาคารพาณิชย์ ซึ่งปลูกสร้างติดต่อกันเป็นแถวเกินกว่าสองห้อง

และประกอบด้วยวัตถุมิใช่วัตถุทนไฟเป็นส่วนใหญ่

(๔) “ตึกแถว”

หมายความว่า อาคารที่พักอาศัยหรืออาคารพาณิชย์ ซึ่งปลูกสร้างติดต่อกันเป็นแถวเกินกว่าสองห้อง

และประกอบด้วยวัตถุถาวรและทนไฟเป็นส่วนใหญ่

(๕) “โรงงานอุตสาหกรรม”

หมายความว่า โรงงานสำหรับประกอบอุตสาหกรรม โดยใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่เป็นปัจจัย

(๖) “อาคารสาธารณะ”

หมายความว่า โรงมหรสพ หอประชุม โรงเรียน

หรือสถานที่ซึ่งกำหนดให้เป็นที่ชุมนุมได้ทั่วไป เช่น โรงแรม ภัตตาคาร

หรือโรงพยาบาล เป็นต้น

(๗) “อาคารเลี้ยงสัตว์”

หมายความว่า สิ่งปลูกสร้างเพื่อให้สัตว์พาหนะ เช่น ช้าง ม้า โค กระบือ พักอาศัย

(๘) “อาคารชั่วคราว”

หมายความว่า สิ่งปลูกสร้างของคณะเทศมนตรีพิจารณาเห็นว่าเพื่อใช้ประโยชน์เป็นการชั่วคราว

และมีเวลากำหนดที่จะรื้อถอน

(๙) “อาคารพิเศษ”

หมายความถึงอาคารดังต่อไปนี้

ก. โรงมหรสพ อัฒจันทร์หรือหอประชุม

ข. อู่เรือ คานเรือ หรือท่าเรือ สำหรับเรือขนาดใหญ่ เกินกว่า

๑๐๐ ตัน และโป๊ะ (ท่าเรือ)

ค. อาคารสูงกว่า ๑๕ เมตร

หรือสะพานในที่ซึ่งติดต่อกับทางสาธารณะ หรืออาคารที่มีคานหรือโครงหลังคาช่วงหนึ่งยาว

เกิน ๑๐ เมตร

(๑๐) “ผู้ออกแบบ”

หมายความว่า ผู้รับผิดชอบในการคำนวณ เขียนแบบ หรือกำหนดรายการเพื่อใช้ในการก่อสร้าง

(๑๑) “นายงาน”

หมายความว่า ผู้มีหน้าที่ควบคุมการปลูกสร้างให้ผู้ได้รับอนุญาต

(๑๒) “นายช่าง”

หมายความว่า นายช่างตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช ๒๔๗๙

(๑๓) “แผนผัง”

หมายความว่า แผนที่แสดงลักษณะที่ดินบริเวณปลูกสร้างอาคาร

(๑๔) “แบบก่อสร้าง”

หมายความว่า แบบเพื่อใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างตัวอาคาร

(๑๕) “รายการ”

หมายความว่า ข้อความชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการปลูกสร้างตามแนวของแบบก่อสร้างนั้น

(๑๖) “รายคำนวณ”

หมายความว่า รายละเอียดแสดงวิธีการคิดกำลังต้านทานของส่วนอาคารตามที่ปรากฏในแบบก่อสร้าง

(๑๗) “แบบสังเขป”

หมายความว่า แบบชนิดซึ่งเขียนไว้พอประมาณ

(๑๘) “แผนอาคาร”

หมายความว่า แบบแสดงลักษณะของส่วนราบของอาคาร

(๑๙) “รูปด้าน”

หมายความว่า แบบแสดงลักษณะส่วนตั้งภายนอกของอาคาร

(๒๐) “รูปตัด”

หมายความว่า แบบแสดงลักษณะส่วนตั้งภายในอาคาร

(๒๑) “พื้นอาคาร”

หมายความว่า

เนื้อที่ส่วนราบของอาคารซึ่งอยู่ภายในขอบเขตของคานหรือรอดที่รับพื้นนั้นหรือภายในขอบเขตของเสาอาคาร

(๒๒) “ฝา”

หมายความว่า ส่วนก่อสร้างในด้านตั้งซึ่งกั้นแบ่งพื้นอาคารให้เป็นห้องๆ

(๒๓) “ผนัง”

หมายความว่า ส่วนก่อสร้างในด้านตั้งซึ่งกั้นด้านนอกของอาคารให้เป็นหลังหรือหน่วยจากกัน

(๒๔) “ผนังกันไฟ”

หมายความว่า ผนังซึ่งทำด้วยวัตถุทนไฟ และไม่มีช่องที่จะให้ไฟผ่านได้

(๒๕) “รากฐาน”

หมายความว่า ส่วนรับน้ำหนักของอาคารนับจากใต้พื้นชั้นล่างลงไปถึงที่ฝังอยู่ในดิน

(๒๖) “เสาเข็ม”

หมายความว่า เสาที่ตอกฝังลงไปในดินเพื่อช่วยรับน้ำหนักบรรทุกของอาคาร

(๒๗) “ช่วงบันได”

หมายความว่า ระยะตั้งบันไดซึ่งมีขั้นต่อกันโดยตลอด

(๒๘) “ลูกตั้ง”

หมายความว่า ระยะตั้งระหว่างขั้นบันได

(๒๙) “ลูกนอน”

หมายความว่า ระยะราบระหว่างขั้นบันได

(๓๐) “บ่อตรวจระบาย” หมายความว่า

ส่วนที่เปิดได้ของท่อระบาย ซึ่งกำหนดใช้ในการชำระล้างท่อ

(๓๑) “บ่อพักขยะ”

หมายความว่า ส่วนของทางระบายน้ำที่กำหนดกั้นขยะให้หยุดระบายไปด้วยกับน้ำ

(๓๒) “อุปกรณ์อนามัย”

หมายความว่า เครื่องประกอบอันใช้ประโยชน์ในการสุขาภิบาลของอาคาร

(๓๓) “บ่ออาจม” หมายความว่า

บ่อพักอุจจาระหรือสิ่งโสโครกอันไม่มีวิธีการระบายออกไปตามสภาพปกติ

(๓๔) “ลิฟต์”

หมายความว่า เครื่องสำหรับใช้บรรทุกบุคคลหรือของขึ้นลงระหว่างพื้นต่างๆ ของอาคาร

(๓๕) “ท่อเอกประปา”

หมายความว่า ท่อน้ำประปาในทางสาธารณะ ซึ่งเป็นสมบัติของการประปา

(๓๖) “วัตถุทนไฟ”

หมายความว่า วัตถุก่อสร้างซึ่งไม่เป็นเชื้อเพลิง

(๓๗) “วัตถุถาวร”

หมายความว่า วัตถุทนไฟซึ่งตามปกติไม่แปลงสภาพได้ง่ายโดยน้ำ ไฟ หรือดินฟ้าอากาศ

(๓๘) “อิฐธรรมดา”

หมายความว่า ดินชนิดที่ปั้นขึ้นเป็นแท่งโดยไม่ใช้เครื่องอัดและเผาไฟสุกแล้ว

(๓๙) “อิฐอัด” หมายความว่า

อิฐชนิดซึ่งได้ประดิษฐ์ขึ้นโดยใช้เครื่องอัดให้เนื้อแน่นก่อนเผา

(๔๐) “คอนกรีต”

หมายความว่า วัตถุซึ่งประกอบขึ้นด้วยส่วนผสมของซีเมนต์ ทราย หิน และน้ำ

(๔๑) “คอนกรีตเสริมเหล็ก”

หมายความว่า คอนกรีตซึ่งมีเหล็กฝังภายในให้ทำหน้าที่รับแรงได้มากขึ้นกว่าปกติ

(๔๒) “เหล็กหล่อ”

หมายความว่า เหล็กซึ่งถลุงมาจากแร่เหล็กอันจะใช้เชื่อมหรือชุบไม่ได้ผล

(๔๓) “เหล็กล้วน”

หมายความว่า เหล็กที่มีธาตุอื่นเจือปนน้อยที่สุด และจะใช้ชุบให้ได้ผล

(๔๔) “เหล็กถ่าน”

หมายความว่า เหล็กซึ่งมีธาตุถ่านผสมทำให้เหนียวกว่าปกติอันจะใช้ชุบได้ผล

(๔๕) “เหล็กเสริม”

หมายความว่า เหล็กถ่านที่ใช้สำหรับฝังในเนื้อคอนกรีตเพื่อเพิ่มกำลังขึ้น

(๔๖) “ไม้อ่อน”

หมายความว่า ไม้เนื้ออ่อนซึ่งไม่คงทนต่อดินฟ้าอากาศและตัวสัตว์ได้ เช่น ไม้ยาง

หรือไม้ตะแบก

(๔๗) “ไม้แข็ง”

หมายความว่า ไม้เนื้อแข็งซึ่งทนต่อดินฟ้าอากาศและตัวสัตว์ได้ดีตามสภาพอันสมควร

เช่น ไม้เต็งรัง เคี่ยม, หลุมพอ

(๔๘) “ปูนขาว”

หมายความว่า วัตถุประสานซึ่งประดิษฐ์ขึ้นจากหินธาตุปูน หรือเปลือกหอย

(๔๙) “ซีเมนต์”

หมายความว่า วัตถุประสานซึ่งประดิษฐ์ขึ้นจากแร่ธาตุปูน

และธาตุดินผสมกันตามส่วนกำหนด

(๕๐) “ทราย”

หมายความว่า ก้อนหินเมล็ดเล็กละเอียดเกิดตามธรรมชาติ ซึ่งมีขนาดโตไม่เกิน ๓

มิลลิเมตร

(๕๑) “กรวด”

หมายความว่า ก้อนหินเกิดตามธรรมชาติ ขนาดโตเกินกว่า ๓ มิลลิเมตร

(๕๒) “หินดาน”

หมายความว่า หินชนิดที่มีเนื้อเปื่อยไม่แน่นเป็นก้อนแกร่ง

(๕๓) “หินปูน”

หมายความว่า หินธาตุปูนซึ่งมีเนื้อแน่นแกร่งเป็นก้อนปึก

(๕๔) “หินทราย”

หมายความว่า หินประกอบด้วยเมล็ดทรายและประสานด้วยวัตถุอื่นเป็นก้อนปึก

(๕๕) “หินอัคนี”

หมายความว่า หินที่มีเนื้อแข็งแกร่งเป็นก้อนปึก โดยไม่ต้องอาศัยวัตถุอื่นประสาน

(๕๖) “แรงประลัย”

หมายความว่า แรงขนาดที่จะทำให้วัตถุแตกแยกออกจากกันเป็นส่วน

(๕๗) “แรงดึง”

หมายความว่า แรงที่จะทำให้วัตถุแยกออกห่างจากกัน

(๕๘) “แรงอัด”

หมายความว่า แรงที่จะทำให้วัตถุทลายเข้าหากัน

(๕๙) “แรงเฉือน”

หมายความว่า แรงที่จะทำให้วัตถุขาดออกจากกันดุจกรรไกรตัด

(๖๐) “ส่วนปลอดภัย”

หมายความว่า อัตราส่วนที่ใช้ทอนแรงประลัยลงให้ถึงขนาดที่จะใช้ได้ปลอดภัย

(๖๑) “น้ำหนักบรรทุก”

หมายความว่า น้ำหนักที่กำหนดว่าจะมาเพิ่มขึ้นบนอาคาร

นอกจากน้ำหนักของตัวอาคารนั้นเอง

(๖๒) “ส่วนลาด”

หมายความว่า ส่วนระยะตั้งเทียบกับส่วนระยะยาวของฐาน

(๖๓) “ทางระบายน้ำสาธารณะ”

หมายความว่า ช่องน้ำไหลตามทางสาธารณะ ซึ่งกำหนดไว้ให้ระบายน้ำออกจากอาคารได้

(๖๔) “ทางสาธารณะ”

หมายความว่า ที่ดินที่ประชาชนมีสิทธิใช้เป็นทางคมนาคม

(๖๕) “ระดับถนน”

หมายความว่า ความสูงของยอดถนนจากที่ดินที่ใกล้ชิดเทียบกับระดับน้ำทะเล

(๖๖) “แนวถนน”

หมายความว่า แนวเขตที่กำหนดไว้ให้เป็นทางสาธารณะ

การอนุญาตปลูกสร้าง

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ การขออนุญาตปลูกสร้างอาคาร ตามความในมาตรา

๗ แห่งพระราชบัญญัติ ให้ยื่นคำขอต่อคณะเทศมนตรีตามแบบ “อ. ๑”

ท้ายเทศบัญญัตินี้ พร้อมด้วยแผนผังแบบก่อสร้าง และรายการอย่างละ ๓ ชุด

ผู้ขออนุญาตปลูกสร้างอาคารจะต้องเป็นเจ้าของอาคารที่จะปลูกสร้างขึ้นหรือเป็นตัวแทนของผู้นั้น

ซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ การขอใบอนุญาตชั่วคราว ตามความในมาตรา ๙

วรรค ๒ แห่งพระราชบัญญัติ นอกจากจะแสดงความประสงค์ในคำขออนุญาตแล้ว

ให้ผู้ขออนุญาตกำหนดชั้นของงานและระยะเวลาสำเร็จในแผนผัง แบบก่อสร้าง

และรายการไว้ให้ชัดเจน

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ใบอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคาร ตามความในมาตรา

๙ แห่งพระราชบัญญัติ ให้ทำตามแบบ “อ. ๒”

ท้ายเทศบัญญัตินี้

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘

คำสั่งของคณะเทศมนตรีให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนผังแบบก่อสร้าง

หรือรายการตามความในมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติ ให้ทำตามแบบ “อ. ๓”

ท้ายเทศบัญญัตินี้และให้จัดส่งให้ผู้ขออนุญาตโดยให้ลงชื่อรับเป็นหลักฐานไว้

แต่ถ้าส่งให้ไม่ได้ ก็ให้ประกาศไว้ให้ทราบที่ป้ายโฆษณาของสำนักงานเทศบาล

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ สำหรับอาคารตามความในมาตรา ๑๔

แห่งพระราชบัญญัติ ให้เจ้าหน้าที่บังคับบัญชาการก่อสร้างแจ้งให้คณะเทศมนตรีทราบเป็นหนังสือก่อนกำหนดก่อสร้างอย่างน้อยเป็นเวลา

๓๐ วัน พร้อมด้วยแผนผังและแบบก่อสร้าง ๑ ชุด

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐

ถ้าคณะเทศมนตรีมีข้อแก้ไขสำหรับอาคารตามความในมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติ

ก็ไห้มีหนังสือแจ้งเหตุผลให้เจ้าหน้าที่บังคับบัญชาการก่อสร้างทราบภายในกำหนด ๑๕

วัน นับจากเวลาที่ได้รับแจ้งความนั้น

แผนผัง

แบบก่อสร้าง และรายการ

แผนผัง

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ แผนผังให้ใช้มาตราส่วนไม่เล็กกว่า ๑ ใน

๑,๐๐๐ แสดงขอบเขตที่ดินและบริเวณติดต่อ

และแสดงขอบนอกของอาคารที่มีอยู่แล้วกับอาคารที่ขออนุญาตปลูกสร้างใหม่ ด้วยลักษณะและเครื่องหมายต่างกันให้ชัดเจนพร้อมเครื่องหมายทิศ

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒

ในแผนผังให้แสดงทางสาธารณะที่ติดต่อกับที่ดินปลูกสร้างโดยบริบูรณ์

กับทางระบายน้ำออกจากอาคารที่จะปลูกสร้างโดยบริบูรณ์

กับทางระบายน้ำออกจากอาคารที่จะปลูกสร้างนั้นจนถึงทางระบายน้ำสาธารณะ และตามแนวทางระบายน้ำนั้นให้แสดงเครื่องหมายชี้ทางน้ำไหลพร้อมด้วยส่วนลาด

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓

ในแผนผังให้แสดงระดับของพื้นชั้นล่างของอาคารและให้แสดงการสัมพันธ์กับระดับถนนสาธารณะหรือระดับพื้นดินตรงที่ปลูกสร้าง

แบบก่อสร้าง

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ แบบก่อสร้างให้ใช้มาตราส่วนไม่เล็กกว่า ๑

ใน ๑๐๐ แสดงแผนรากฐานของอาคารและพื้นชั้นต่างๆ ของอาคาร

รูปด้านและรูปตัดเนื่องกันไม่ต่ำกว่า ๒ ด้าน รูปรายละเอียดส่วนสำคัญ ขนาด

และเครื่องหมายวัตถุประกอบแผนอาคารชัดเจนพอที่จะคิดรายการและสอบรายคำนวณได้

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ แบบก่อสร้างอาคารสาธารณะ

และอาคารที่บุคคลอาจเข้าอยู่หรือใช้สอยได้ตั้งแต่สามชั้นขึ้นไป

ให้แสดงรายคำนวณกำลังของส่วนสำคัญต่างๆ ของอาคารไว้โดยสมบูรณ์

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ อาคารพิเศษนั้น

นอกจากต้องปฏิบัติตามกฎหมายต่างๆ ที่มีกำหนดควบคุมอยู่โดยเฉพาะแล้ว

ให้เสนอรายคำนวณอย่างละเอียดด้วย

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ แบบก่อสร้างสำหรับการปลูกสร้างอาคารโดยต่อเติมหรือดัดแปลงอาคารที่มีอยู่แล้วตามความในมาตรา

๗ (๒) แห่งพระราชบัญญัติ

ให้แสดงแบบของส่วนเก่าและส่วนที่จะต่อเติมหรือดัดแปลงให้เห็นชัดเจนต่างกัน

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘

อาคารชั่วคราวเพื่อประโยชน์ในการปลูกสร้างอาคารถาวร

หรือเพื่อประโยชน์อย่างอื่นก็ดี จะเสนอแบบก่อสร้างเป็นแบบสังเขปก็ได้

รายการ

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙

รายการให้แสดงลักษณะของวัตถุก่อสร้างอันเป็นส่วนประกอบสำคัญของตัวอาคารโดยละเอียดชัดเจนพร้อมด้วยวิธีก่อสร้าง

ทั่วไป

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ มาตราส่วน ขนาด ระยะ น้ำหนัก

และหน่วยการคำนวณต่างๆ ของแผนผังและแบบก่อสร้าง

รายการหรือรายคำนวณนั้นให้ใช้วิธีเมตริก

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ในแผนผังแบบก่อสร้าง และรายการนั้น

ให้ลงนามและแจ้งชื่อสำนักงานหรือที่อยู่ของผู้กำหนดแผนผังออกแบบก่อสร้างทำรายการและคิดรายคำนวณไว้ด้วย

พร้อมด้วยเครื่องหมายวิทยฐานะ (ถ้ามี) ว่าเป็นผู้สามารถสมควรทำการเหล่านั้นได้

ลักษณะอาคารต่างๆ

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ อาคารที่พักอาศัย

ซึ่งมิได้ทำด้วยวัตถุถาวรหรือทนไฟเป็นส่วนใหญ่นั้น จะปลูกสร้างเกินกว่า ๒ ชั้น

และมีครัวไฟอยู่ในอาคารนั้นไม่ได้

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ อาคารที่พักอาศัยเกินกว่า ๓

ชั้นต้องทำด้วยวัตถุถาวรและทนไฟเป็นส่วนใหญ่ และต้องมีทางลงหนีไฟไว้ด้วย

เว้นแต่มีบันไดลงมากพอที่จะใช้เป็นทางลงหนีไฟได้ดีพอสมควรแล้ว

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ ห้องแถว ตึกแถว ให้ทำกว้างไม่น้อยกว่า ๓๕๐

เซนติเมตรระหว่างผนัง และต้องมีทางคนเข้าออกได้ทั้งข้างหน้ากับข้างหลัง

ถ้าปลูกติดต่อกันให้มีผนังกันไฟทุกระยะ ๕ ห้องเป็นอย่างน้อย

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ อาคาร บ้าน เรือน โรง

จะปลูกสร้างบนที่ดินซึ่งถมด้วยขยะมูลฝอยมิได้

เว้นแต่ขยะมูลฝอยนั้นจะได้กลายสภาพเป็นดินแล้ว

หรือได้ทับด้วยดินกระทุ้งแน่นไม่ต่ำกว่า ๓๐ เซนติเมตร

และมีลักษณะไม่เป็นอันตรายแก่อนามัยและมั่นคงพอควรแก่การปลูกสร้างแล้ว

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ รั้วหรือกำแพงกั้นเขต ให้ทำได้สูงไม่เกิน

๓๐๐ เซนติเมตรเหนือระดับถนน ประตูรั้วหรือกำแพงทางรถเข้าเมื่อมีคานบน

ให้วางคานสูงตั้งแต่ ๓๐๐ เซนติเมตรขึ้นไปจากระดับถนน

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ ป้ายโฆษณาที่เป็นอาคาร

ต้องติดตั้งโดยไม่บังช่องลม หน้าต่าง หรือประตู และต้องติดตั้งด้วยวัตถุติดต่ออันถาวรเพื่อป้องกันการหลุดออก

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘

สะพานสำหรับรถข้ามได้ต้องมีช่องกว้างเป็นทางจราจรไม่น้อยกว่า ๓๐๐ เซนติเมตร

และลาดขึ้นลงไม่ชันกว่า ๑ ใน ๑๐ ถ้ามีหลังคาคลุมต้องวางคานบนสูงไม่ต่ำกว่า ๓๐๐

เซนติเมตรจากระดับพื้นสะพาน

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ การปลูกสร้างโดยต่อเติมหรือดัดแปลงอาคารซึ่งจำเป็นต้องรับอนุญาตนั้นมีกำหนดดังต่อไปนี้

ก. ขยายพื้นชั้นหนึ่งชั้นใดตั้งแต่ ๕ ตารางเมตรขึ้นไป

ข.

เปลี่ยนหลังคาหรือขยายหลังคาให้ปกคลุมเนื้อที่มากขึ้นกว่าเดิม

ค. เพิ่ม ลดจำนวน หรือเปลี่ยนเสา คาน บันได และผนัง

ส่วนต่างๆ

ของอาคาร

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐

ห้องนอนหรือห้องใช้เป็นที่พักอาศัยในอาคารให้มีส่วนกว้างยาวไม่ต่ำกว่า ๒๕๐

เซนติเมตร กับรวมเนื้อที่ทั้งหมดไม่ต่ำกว่า ๙ ตารางเมตร

และให้มีช่องประตูหรือหน้าต่างเป็นเนื้อที่รวมกันไม่น้อยกว่าส่วน ๑ ใน ๑๐

ของพื้นที่ของห้องนั้น โดยไม่รวมนับส่วนประตูหรือหน้าต่างอันติดต่อกับห้องอื่น

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑

ห้องของอาคารซึ่งบุคคลเข้าไปได้จะต้องมีช่องระบายลมให้เพียงพอในเมื่อได้ปิดประตูหน้าต่างทั้งหมด

วิธีระบายลมนั้นให้ทำตามแบบที่เหมาะสมกับสภาพของอาคารนั้น

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒

ช่องทางเดินภายในอาคารให้ทำกว้างไม่น้อยกว่า ๑๐๐ เซนติเมตร กับมิให้มีเสากีดกั้นให้ส่วนหนึ่งส่วนใดแคบกว่ากำหนดนั้น

ทั้งให้มีแสงสว่างธรรมชาติแลเห็นได้ชัดเวลากลางวันด้วย

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓

หน้าต่างและประตูของห้องนอนหรือห้องพักอาศัยให้ทำสูงจากพื้นถึงยอดไม่น้อยกว่า

๒๐๐ เซนติเมตร และให้บุคคลสามารถเปิดออกจากห้องนั้นได้โดยสะดวก

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔ ระยะดิ่งจากพื้นถึงเพดานตรงยอดฝา

หรือยอดผนัง สำหรับห้องในอาคาร ที่พักอาศัยต้องไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ เซนติเมตร

สำหรับห้องทั้งหลายอันเป็นประธานในอาคารสาธารณะ โรงงานอุตสาหกรรม อาคารพาณิชย์

ห้องแถว ตึกแถว โรงรถ หรือคอกสัตว์ ที่มีคนพักอาศัยอยู่ชั้นบน ระยะนั้นต้องไม่ต่ำกว่า

๓๕๐ เซนติเมตร

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕

พื้นชั้นล่างของอาคารที่พักอาศัยนั้นต้องมีระดับสูงกว่าพื้นดินปลูกสร้างอาคารอย่างน้อย

๙๐ เซนติเมตร แต่ถ้าเป็นพื้นซีเมนต์ อิฐ หิน

หรือวัตถุแข็งอย่างอื่นที่สร้างตันติดพื้นดิน

ต้องมีระดับสูงกว่าพื้นดินปลูกสร้างอาคารอย่างน้อย ๑๐ เซนติเมตร

และถ้าเป็นอาคารตั้งอยู่ริมถนนในที่ราบ จะเป็นอาคารที่พักอาศัยหรือไม่ก็ตาม

ต้องไม่ต่ำกว่าระดับทางเท้าซึ่งคณะเทศมนตรีจะเป็นผู้กำหนดให้

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖ ถ้าครัวไฟอยู่ติดกับห้องนอนหรือห้องส้วม

ห้ามมิให้มีประตู หน้าต่าง หรือช่องลมในด้านที่ติดต่อกันนั้น

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗ เตาไฟสำหรับการอุตสาหกรรม หรือการพาณิชย์

ชนิดเป็นเตาก่อ หรือเตาเหล็ก

ให้ติดตั้งได้เฉพาะในอาคารซึ่งประกอบด้วยวัตถุทนไฟเป็นส่วนใหญ่

เตาไฟและปล่องระบายควันไฟจะต้องทำมิให้ฝา หรือผนัง หรือหลังคารับความร้อนจัดได้

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘ บันไดสำหรับอาคารที่พักอาศัยต้องทำขนาดกว้างไม่น้อยกว่า

๙๐ เซนติเมตร ช่วงหนึ่งไม่สูงกว่า ๓๐๐ เซนติเมตร และลูกตั้งไม่สูงกว่า ๒๐

เซนติเมตร ลูกนอนไม่แคบกว่า ๒๒ เซนติเมตร

ถ้าตอนใดที่ทำเลี้ยวมีบันไดเวียนส่วนแคบที่สุดของลูกนอนต้องไม่แคบกว่า ๑๐

เซนติเมตร

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙ บันไดอันเป็นประธานสำหรับอาคารสาธารณะ

โรงงานอุตสาหกรรม และอาคารพาณิชย์ต้องทำขนาดกว้างไม่น้อยกว่า ๑๕๐ เซนติเมตร

ช่วงหนึ่งไม่สูงเกิน ๔๐๐ เซนติเมตร และลูกตั้งไม่สูงกว่า ๑๙ เซนติเมตร

และลูกนอนไม่แคบกว่า ๒๔ เซนติเมตร

และถ้ามีบันไดขึ้นลงให้มากพอที่จะใช้เป็นทางลงหนีไฟได้ดีพอสมควรแล้วจะต้องมีทางลงหนีไฟอีก

ถ้าตอนใดที่ต้องทำเลี้ยวมีบันไดเวียน ส่วนแคบที่สุดของลูกนอนจะต้องไม่แคบกว่า ๑๐

เซนติเมตร

มาตรา ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐ บันไดซึ่งมีช่วงระยะสูงกว่าที่กำหนดไว้

(ในข้อ ๓๘ หรือ ๓๙) ให้ทำที่พักมีขนาดกว้างยาวไม่น้อยกว่าส่วนกว้างของบันไดนั้น

มาตรา ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑ วัตถุมุงหลังคาให้ทำด้วยวัตถุทนไฟ เว้นแต่อาคารซึ่งตั้งอยู่ห่างจากอาคารอื่นซึ่งมุงด้วยวัตถุทนไฟ

หรือจากเขตที่ดินหรือทางสาธารณะเกิน ๒๐ เมตร จึงจะใช้มุงด้วยวัตถุอื่นได้

มาตรา ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒ ลิฟต์สำหรับบุคคลใช้สอย

ให้ทำได้แต่ในอาคารซึ่งประกอบด้วยวัตถุทนไฟเป็นส่วนใหญ่

และโดยเฉพาะส่วนต่อเนื่องกับลิฟต์นั้นต้องเป็นวัตถุทนไฟทั้งสิ้น

และลิฟต์นั้นจะต้องมีส่วนปลอดภัยไม่น้อยกว่า ๔ เท่าของน้ำหนักที่กำหนดใช้

มาตรา ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓ อาคารซึ่งอยู่ต่อเนื่องกับทางสาธารณะนั้น

ถ้าคณะเทศมนตรีเห็นสมควรจะอนุญาตให้ส่วนรากฐานซึ่งอยู่ใต้ดินของอาคารนั้นเหลื่อมล้ำเข้าไปในทางสาธารณะก็ได้

แต่ต้องไม่เกิน ๑๐๐ เซนติเมตร

และต้องไม่กีดขวางสิ่งปลูกสร้างซึ่งได้มีอยู่ในทางสาธารณะนั้นแล้ว

และระดับของส่วนรากฐานที่ยื่นออกมาในทางสาธารณะจะต้องไม่สูงกว่าระดับที่คณะเทศมนตรีกำหนดให้

ความลึกของรากฐานนั้นจะให้อยู่ในระดับใด ให้คณะเทศมนตรีกำหนด

มาตรา ข้อ ๔๔

ข้อ ๔๔ รากฐานของอาคาร จะต้องทำเป็นลักษณะถาวรมั่นคงพอที่จะรับน้ำหนักของตัวอาคารและน้ำหนักบรรทุกได้โดยปลอดภัย

ในกรณีสงสัยให้คณะเทศมนตรีเรียกรายคำนวณหรือผลของการทดลอง หรือทั้งสองอย่าง

เพื่อประกอบการพิจารณาได้

กำลังวัตถุและน้ำหนักบรรทุก

มาตรา ข้อ ๔๕

ข้อ ๔๕ ในการคำนวณกำลังต้านทานแรงอัดส่วนอาคารประกอบด้วยอิฐประสมด้วยปูนผสม

ส่วนต่างๆ ให้กำหนดใช้ไม่เกินอัตราต่อไปนี้

ชนิด

ส่วนปูนขาว

ตามปริมาตร

ส่วนซีเมนต์

ตราช้าง

ตามปริมาตร

ส่วนทราย

ตามปริมาตร

กำลังอัดต่อ

๑ ตารางเซนติเมตร

ธรรมดา

กิโลกรัม

”

กิโลกรัม

”

กิโลกรัม

”

กิโลกรัม

อัด

กิโลกรัม

”

กิโลกรัม

”

กิโลกรัม

”

๑๐ กิโลกรัม

มาตรา ข้อ ๔๖

ข้อ ๔๖ ให้ใช้ส่วนปลอดภัยโดยใช้กำลังไม่เกิน ๑ ใน

๔ ของแรงประลัยแห่งเหล็ก กำลังต้านทานแรงประเภทต่างๆ

ของส่วนอาคารประกอบด้วยเหล็กชนิดต่างๆ ที่มีส่วนปลอดภัยโดยใช้กำลังไม่เกิน ๑ ใน ๔

ของแรงประลัยแห่งเหล็กนั้น

ถ้าไม่มีเอกสารของผู้ชำนาญแสดงผลทดลองให้เชื่อถือได้เป็นอย่างอื่น

ให้คำนวณโดยอัตราแรงไม่เกินอัตราต่อไปนี้

ชนิดเหล็ก

แรงดึงต่อ

ตารางเซนติเมตร

แรงอัดต่อ

ตารางเซนติเมตร

แรงเฉือนต่อ

ตารางเซนติเมตร

เหล็กหล่อ

๒๐๐ กิโลกรัม

๑,๒๐๐ กิโลกรัม

๒๐๐ กิโลกรัม

เหล็กล้วน

๗๐๐

กิโลกรัม

๗๐๐

กิโลกรัม

๖๐๐

กิโลกรัม

เหล็กถ่านอ่อน

๑,๐๐๐

กิโลกรัม

๑,๐๐๐

กิโลกรัม

๘๐๐

กิโลกรัม

เหล็กเสริม

๑,๒๐๐

กิโลกรัม

๑,๒๐๐

กิโลกรัม

๘๕๐

กิโลกรัม

มาตรา ข้อ ๔๗

ข้อ ๔๗ ให้ใช้ส่วนปลอดภัยโดยใช้กำลังไม่เกิน ๑ ใน

๔ ของแรงประลัยแห่งไม้ แต่ไม่ให้ความแอ่นของไม้เกิน ๑/๒๐๐

ของช่วงคาน

กำลังต้านทานแรงประเภทต่างๆ ของไม้ชนิดต่างๆ

ที่มีส่วนปลอดภัยโดยใช้กำลังไม่เกิน ๑ ใน ๔ ของแรงประลัยแห่งไม้นั้น

ถ้าไม่มีเอกสารของผู้ชำนาญแสดงผลทดลองให้เชื่อถือได้เป็นอย่างอื่น

ให้คำนวณโดยอัตราแรงไม่เกินอัตราต่อไปนี้

ชนิดไม้

แรงดึงตามเสี้ยน

ต่อ ๑

ตาราง

เซนติเมตร

แรงอัดตามเสี้ยน

ต่อ ๑

ตาราง

เซนติเมตร

แรงอัดขวางเสี้ยน

ต่อ ๑

ตาราง

เซนติเมตร

แรงเฉือนตามเสี้ยนต่อ

๑ ตารางเซนติเมตร

ไม้อ่อน

๑๐๐

กิโลกรัม

๘๐

กิโลกรัม

๒๔

กิโลกรัม

๖ กิโลกรัม

ไม้ปานกลาง

๑๐๐

กิโลกรัม

๙๐

กิโลกรัม

๒๗

กิโลกรัม

๑๐

กิโลกรัม

ไม้แข็ง

๑๒๕

กิโลกรัม

๑๐๐ กิโลกรัม

๓๐

กิโลกรัม

๑๕

กิโลกรัม

มาตรา ข้อ ๔๘

ข้อ ๔๘ ให้ใช้ส่วนปลอดภัยโดยกำลังไม่เกิน ๑ ใน ๔

ของแรงประลัยแห่งคอนกรีต เมื่อครบกำหนด ๒๘ วันแล้ว

กำลังต้านทานแรงอัดของคอนกรีตธรรมดาที่มีส่วนปลอดภัยโดยใช้กำลังไม่เกิน

๑ ใน ๔ ของแรงประลัยแห่งคอนกรีตเมื่อครบอายุ ๒๘ วันแล้วนั้น

ถ้าไม่มีเอกสารของผู้ชำนาญแสดงผลทดลองให้เชื่อถือได้เป็นอย่างอื่น

ให้คำนวณโดยอัตราแรงต่อไปนี้

ส่วนซีเมนต์ตามปริมาตร

ส่วนทรายตามปริมาตร

ส่วนหินตามปริมาตร

แรงต่างๆ

กิโลกรัมต่อ ๑ ตารางเซนติเมตร

แรงอัดสำหรับคาน

แรงอัดสำหรับเสา

แรงเฉือน

แรงยึด

๕๐

๔๐

๔๕

๓๖

๔.๕

๔๐

๓๒

๓๕

๒๘

๓.๕

๓๐

๒๔

๑๕

๑๒

๑.๕

ถ้าความยาวของเสามากกว่า ๑๒

เท่าของด้านที่แคบหรือของเส้นผ่าศูนย์กลาง ให้ใช้ค่าในตารางข้างบนคูณด้วย

๑.๓๓ -

ให้ ส =

ยาวของเสา

= ด้านที่แคบของเสา

กฎนี้ให้ใช้ได้ทั้งเสาคอนกรีตและเสาไม้

มาตรา ข้อ ๔๙

ข้อ ๔๙

ในการคำนวณกำลังแรงของส่วนอาคารประกอบด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก

ให้ผู้คำนวณแสดงรายการคำนวณจนเป็นที่พอใจคณะเทศมนตรีว่าอยู่ในลักษณะปลอดภัย

ถ้าไม่มีเอกสารของผู้ชำนาญแสดงผลทดลองให้เชื่อถือเป็นอย่างอื่นได้ ให้ถือหลักการคำนวณดังต่อไปนี้

ก. พิกัดยืดของคอนกรีต = ๑.๕ x ๑๐๖ เมตริกตันต่อ ๑ ตารางเมตร

ข. พิกัดยืดของเหล็กเสริม = ๒๑ x ๑๐๖ เมตริกตันต่อ ๑ ตารางเมตร

ค. ส่วนผสมของคอนกรีต ซีเมนต์ ๑ ทราย ๒ หิน ๔

ตามปริมาตร

ง. แรงอัดของคอนกรีตไม่เกิน ๔๕ กิโลกรัม ต่อ ๑

ตารางเซนติเมตร

จ. แรงดึงของเหล็กเสริมไม่เกิน ๑,๒๐๐ กิโลกรัมต่อ ๑ ตารางเซนติเมตร

ฉ. แรงเฉือนของเหล็กไม่เกิน ๘๕๐ กิโลกรัม ต่อ ๑

ตารางเซนติเมตร

ช. สำหรับอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก

ให้มีคอนกรีตหุ้มเหล็กหนาไม่น้อยกว่า ๒.๕ เซนติเมตร

และไม่น้อยกว่าขนาดของเหล็กเสริมเส้นใหญ่ที่สุด

ซ. สำหรับพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก

ให้มีคอนกรีตหุ้มเหล็กหนาไม่น้อยกว่า ๑.๕ เซนติเมตร

และไม่น้อยกว่าเหล็กเสริมเส้นใหญ่ที่สุด

ฌ. ให้มีช่องว่างระหว่างเหล็กที่ขนานกันไม่น้อยกว่า

๒.๕ เซนติเมตร และไม่ต่ำกว่าขนาดเหล็กเสริม

อย่างไรก็ดีต้องโตกว่าขนาดของหินที่โตที่สุดที่ใช้อยู่ ๐.๕ เซนติเมตร

ญ. คานคอนกรีตเสริมเหล็กต้องมีส่วนยาวไม่เกิน ๒๔

เท่าของส่วนหนา เว้นแต่จะมีเหตุผลเป็นพิเศษและไม่ใช้เหล็กเสริมแนวนอนเล็กกว่า ๖

มิลลิเมตร

ด. สำหรับเสาคอนกรีตเสริมเหล็กรับน้ำหนัก

ต้องมีเหล็กเสริมตามลำไม่น้อยกว่า ๑ เส้น ทุกมุม ถ้าเป็นเสากลมต้องไม่น้อยกว่า ๖

เส้น และส่วนเหล็กไม่น้อยกว่า ๐.๘ ใน ๑๐๐ ของคอนกรีต

และขนาดของเหล็กเสริมต้องไม่น้อยกว่า ๑๒.๗ มิลลิเมตร

ปริมาตรของเหล็กปลอกต้องไม่น้อยกว่า ๐.๔ ใน ๑๐๐ ของปริมาตรของคอนกรีต

ระยะห่างของเหล็กปลอกต้องไม่เกิน ๑๖ เท่าของขนาดเหล็กแกน หรือ ๔๘

เท่าของขนาดเหล็กปลอก หรือไม่เกินด้านแคบที่สุดของเสา

79 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

เทศบัญญัติของเทศบาลเมืองพัทลุง เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช 2497 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_e70a8f6777b360ce

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com