法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

subsidiary

กฎ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2547 (ฉบับ Update ล่าสุด)

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
6
มาตรา อารัมภบท

กฎ ก

กฎ ก.ตร.

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแข่งขันบุคคล

เพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ

พ.ศ. ๒๕๔๗

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๑ (๒) และมาตรา ๕๐ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ มติ ก.ตร. ในการประชุม ครั้งที่ ๕/๒๕๔๗ เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๗ และมติอนุกรรมการ ก.ตร. เกี่ยวกับตำแหน่ง ในการประชุม ครั้งที่ ๓/๒๕๔๗ เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ก.ตร. จึงออกกฎ ก.ตร. ไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑[๑] กฎ ก.ตร. นี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ วิธีการคัดเลือกหรือการสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจให้ดำเนินการดังนี้

(๑) วิธีการคัดเลือก ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้บัญชาการตำรวจแรงชาติ เป็นผู้ดำเนินการคัดเลือก โดยพิจารณาถึงความรู้ความสามารถ ความประพฤติ และหรือบุคลิกภาพ ให้เหมาะสมกับตำแหน่งที่จะบรรจุและแต่งตั้ง ทั้งนี้ อาจดำเนินการโดยวิธีสัมภาษณ์ วิธีสอบข้อเขียน วิธีสอบปฏิบัติ หรือวิธีอื่นใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีก็ได้ตามความเหมาะสม ในการนี้ อาจตั้งคณะกรรมการ กรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ได้ตามความจำเป็น

(๒) วิธีการสอบแข่งขันให้ดำเนินการดังนี้

(ก) ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขัน

(ข) ให้ผู้ดำเนินการสอบแข่งขัน ตั้งข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรเป็นคณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขันไม่น้อยกว่าสามคน โดยให้ตั้งกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ

(ค) คณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขัน อาจตั้งอนุกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวกับการสอบแข่งขันได้ตามความจำเป็น

(ง) ให้คณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขันกำหนดวันเวลา สถานที่สอบและระเบียบเกี่ยวกับการสอบได้เท่าที่จำเป็น และไม่ขัดต่อหลักสูตรและวิธีดำเนินการเกี่ยวกับการสอบแข่งขันนี้แล้วให้ประธานกรรมการประกาศก่อนวันสอบไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน

(จ) หลักสูตรการสอบแข่งขัน มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

๑) ภาคความรู้ความสามารถทั่วไป

ให้ทดสอบความรู้ความสามารถดังต่อไปนี้โดยวิธีสอบข้อเขียน โดยคำนึงถึงระดับความรู้ความสามารถที่ต้องการของตำแหน่งที่จะบรรจุและแต่งตั้ง

ก) ความสามารถทั่วไป

ให้ทดสอบความสามารถในการคิดหาเหตุผล โดยใช้ข้อมูลหรือปัญหาทางสังคมหรือทางเศรษฐกิจ หรือทางอื่นที่เหมาะสมแก่การทดสอบความสามารถดังกล่าวทางใดทางหนึ่งหรือหลายทางก็ได้ ทั้งนี้ เมื่อจะใช้ข้อมูลหรือปัญหาทางใดทดสอบความสามารถในการคิดหาเหตุผลให้ระบุไว้ในประกาศรับสมัครสอบด้วย

ข) ภาษาไทย

ให้ทดสอบความรู้และความสามารถในการใช้ภาษา โดยให้สรุปความและหรือตีความจากข้อความสั้น ๆ หรือบทความ และให้พิจารณาเลือกใช้ภาษาในรูปแบบต่าง ๆ จากข้อความสั้น ๆ ประโยค กลุ่มคำ หรือคำ หรือให้ทดสอบโดยรูปแบบอย่างอื่นที่เหมาะสมกับการทดสอบความรู้ความสามารถดังกล่าว

๒) ภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง

ให้ทดสอบความรู้ความสามารถในทางที่จะใช้ในการปฏิบัติงานในตำแหน่งที่จะบรรจุและแต่งตั้งโดยวิธีสอบข้อเขียน หรือให้ทดลองปฏิบัติงาน หรือวิธีอื่นวิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีก็ได้ตามความเหมาะสม

๓) ภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง

ให้ประเมินบุคคลเพื่อพิจารณาความเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ที่จะบรรจุแต่งตั้งจากประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน และพฤติกรรมที่ปรากฏทางอื่นของผู้เข้าสอบ และจากการสัมภาษณ์ ทั้งนี้ อาจใช้วิธีอื่นใดเพิ่มเติมอีกก็ได้ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมในด้านต่าง ๆ เช่น ความรู้ที่อาจใช้เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงานในหน้าที่และความรู้ในเรื่องการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ความสามารถ ประสบการณ์ ท่วงทีวาจา อุปนิสัย อารมณ์ ทัศนคติ จริยธรรม และคุณธรรม การปรับตัวเข้ากับผู้ร่วมงาน รวมทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อม ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ปฏิภาณไหวพริบและบุคลิกภาพอย่างอื่น เป็นต้น

(ฉ) ในการสอบแข่งขัน คณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขันจะกำหนดให้ผู้สมัครสอบสอบภาคความรู้ความสามารถทั่วไป หรือภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่งภาคใดภาคหนึ่งหรือทั้งสองภาคก่อน แล้วจึงให้ผู้สอบได้คะแนนตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อ ๒ (๓) (ฏ) สอบในภาคอื่นต่อไปก็ได้

(ช) ให้ผู้ดำเนินการสอบแข่งขัน ประกาศรับสมัครสอบ โดยระบุชื่อตำแหน่งที่จะบรรจุและแต่งตั้ง คุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิสมัครสอบ เงินเดือนตามคุณวุฒิ วันเวลาและสถานที่รับสมัครและวิธีการสอบแข่งขัน เกณฑ์การตัดสิน การประกาศรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ และเรื่องอื่นที่ผู้สมัครสอบควรทราบ เช่น จะไม่รับโอนผู้สอบแข่งขันได้ เป็นต้น

ประกาศรับสมัครนั้น ให้ปิดไว้ในที่เปิดเผย ณ สถานที่รับสมัครสอบ หรือสถานที่ที่เหมาะสมก่อนวันเริ่มรับสมัครสอบไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และจะประกาศทางวิทยุกระจายเสียง หรือสื่ออื่นใดตามความเหมาะสมก็ได้

(ซ) ให้ผู้ดำเนินการสอบแข่งขัน จัดให้มีเจ้าหน้าที่รับสมัครสอบและกำหนดให้มีเวลารับสมัครไม่น้อยกว่าสิบห้าวันทำการ

ในกรณีที่มีเหตุผลและควมจำเป็นตามที่คณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขันเสนอแนะ ผู้ดำเนินการสอบแข่งขันอาจประกาศขยายกำหนดเวลารับสมัครสอบได้ แต่ทั้งนี้ เวลาที่ขยายต้องไม่น้อยกว่าสิบห้าวันทำการนับแต่วันถัดจากวันสุดท้ายของการรับสมัครสอบ และต้องประกาศการขยายเวลานั้นก่อนวันปิดรับสมัครสอบครั้งนั้น

(ฌ) ให้ผู้สมัครสอบเสียค่าธรรมเนียมสอบตามจำนวนที่ผู้ดำเนินการสอบกำหนดตามความเหมาะสม และค่าใช้จ่ายอื่นตามจำนวนที่หน่วยงานหรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกำหนด

(ญ) ให้ผู้ดำเนินการสอบแข่งขัน ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบ ก่อนวันสอบไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน

(ฎ) ในกรณีที่ปรากฏว่ามีการทุจริตหรือส่อไปในทางทุจริตอันอาจจะทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการสอบแข่งขัน ให้คณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขันรายงานให้ผู้ดำเนินการสอบแข่งขันทราบ เพื่อพิจารณาว่าจะสมควรยกเลิกการสอบครั้งนั้นทั้งหมด หรือจะพิจารณายกเลิกการสอบเฉพาะวิชา หรือเฉพาะภาคที่เกิดการทุจริตหรือส่อไปในทางทุจริตตามแต่จะเห็นสมควร ถ้าหากผู้ดำเนินการสอบแข่งขันให้ยกเลิกการสอบเฉพาะวิชาใด หรือเฉพาะภาคใดแล้ว ก็ให้ดำเนินการสอบเฉพาะวิชานั้นหรือเฉพาะภาคนั้นใหม่ สำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือส่อไปในทางทุจริตไม่มีสิทธิเข้าสอบอีกต่อไปโดยให้ผู้ดำเนินการสอบประกาศแจ้งให้ผู้สมัครสอบทราบด้วย

(ฏ) การตัดสินว่าผู้ใดเป็นผู้สอบแข่งขันได้ ให้ถือเกณฑ์ว่าต้องเป็นผู้สอบได้คะแนนแต่ละภาคที่สอบตามหลักสูตรไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๖๐ ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงหลักวิชาการวัดผลด้วย

(ฐ) ให้คณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขัน รายงานผลการสอบต่อผู้ดำเนินการสอบแข่งขัน เพื่อผู้ดำเนินการสอบแข่งขันจะได้ประกาศรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ และดำเนินการเกี่ยวกับการบรรจุและแต่งตั้งต่อไป

(ฒ) การประกาศรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ ให้เรียงลำดับจากที่สอบได้คะแนนรวมสูงลงมาตามลำดับ ในกรณีที่มีผู้สอบได้คะแนนรวมเท่ากัน ให้ผู้สอบได้คะแนนภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งมากกว่าเป็นผู้อยู่ในลำดับที่สูงกว่า ถ้าได้คะแนนภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งเท่ากัน ให้ผู้สอบได้คะแนนภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่งมากกว่าเป็นผู้อยู่ในลำดับที่สูงกว่า ถ้าได้คะแนนภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่งเท่ากัน ให้ผู้ได้คะแนนภาษาไทยในภาคความรู้ความสามารถทั่วไปมากกว่าเป็นผู้อยู่ในลำดับที่สูงกว่า ถ้ายังได้คะแนนเท่ากันอีกให้ผู้ที่สมัครสอบก่อนเป็นผู้อยู่ในลำดับที่สูงกว่า ถ้าเวลาสมัครสอบพร้อมกันให้ใช้วิธีการจับฉลาก

(ณ) ถ้ามีกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ให้หมดสิทธิในการบรรจุสำหรับการสอบแข่งขันในครั้งนั้น

๑) ผู้นั้นได้ขอสละสิทธิในการบรรจุและแต่งตั้ง

๒) ผู้นั้นไม่มารายงานตัวเพื่อรับการบรรจุและแต่งตั้งภายในเวลาที่ผู้ดำเนินการสอบแข่งขันหรือผู้มีอำนาจสั่งบรรจุกำหนด โดยมีหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนแจ้งให้ทราบกำหนดเวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบวันนับตั้งแต่วันที่ที่ทำการไปรษณีย์รับลงทะเบียน

๓) ผู้นั้นมีเหตุที่ไม่อาจเข้าปฏิบัติหน้าที่ได้ตามกำหนดเวลาที่จะบรรจุและแต่งตั้งในตำแหน่งที่สอบได้

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจขั้นสัญญาบัตร ชั้นประทวน และชั้นพลตำรวจ ให้ใช้วิธีการ ดังต่อไปนี้

(๑) การบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการตำรวจชั้นพลตำรวจ หรือชั้นประทวน ให้ได้รับเงินเดือนขั้นต่ำหรือตามที่ ก.ตร. กำหนดไว้ในกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการได้รับเงินเดือนสูงกว่าขั้นต่ำของข้าราชการตำรวจชั้นพลตำรวจ ชั้นประทวน และชั้นสัญญาบัตร สำหรับชั้นพลตำรวจหรือชั้นประทวนที่เข้ารับการศึกษาหรือฝึกอบรมในสถานศึกษาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามหลักสูตรที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดเพื่อแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวนหรือชั้นสัญญาบัตร รับเงินเดือนตามคุณวุฒิ ให้ดำเนินการด้วยวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแข่งขัน กรณีใดจะใช้วิธีใดให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้กำหนด[๒]

หลักสูตรการศึกษาหรือการฝึกอบรมตามความในวรรคแรก ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณากำหนด โดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์ในการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการ และพื้นความรู้ของผู้เข้ารับการศึกษาหรือผู้เข้ารับการฝึกอบรมดังนี้

(ก) หลักสูตรการศึกษาสำหรับผู้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเพื่อเข้ารับการศึกษาให้กำหนดหลักสูตรที่สร้างองค์ความรู้ เสริมสร้างทักษะและปรับปรุงบุคลิกภาพในการปฏิบัติราชการ

(ข) หลักสูตรการฝึกอบรมผู้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในฐานะผู้สำเร็จการศึกษาได้รับประกาศนียบัตร อนุปริญญา หรือปริญญา ให้กำหนดหลักสูตรที่เสริมสร้างและปรับปรุงบุคลิกภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและทักษะในการปฏิบัติงานนอกเหนือไปจากพื้นความรู้ที่ใช้บรรจุเข้ารับราชการ

หลักสูตรการศึกษาหรือการฝึกอบรมตาม (ก) และ (ข) ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ตร.

ในระยะเริ่มแรกให้ถือว่าหลักสูตรการศึกษาและหลักสูตรการฝึกอบรมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติตามที่มีอยู่เดิม เป็นหลักสูตรการศึกษาและหลักสูตรการฝึกอบรมที่ ก.ตร. ให้ความเห็นชอบไปพลางก่อน

(๒) การบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวนให้ได้รับเงินเดือนขั้นต่ำของชั้นประทวน เข้ารับการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดในข้อ ๓ (๑) (ข) เพื่อเลื่อนให้ได้รับเงินเดือนตามคุณวุฒิ ให้ดำเนินการด้วยวิธีการคัดเลือก

(๓) การบรรจุบุคคลผู้ได้รับประกาศนียบัตร อนุปริญญา หรือปริญญา เป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวน หรือชั้นสัญญาบัตร รับเงินเดือนตามคุณวุฒิ ให้ดำเนินการด้วยวิธีการสอบแข่งขันยกเว้นกรณีดังต่อไปนี้จะดำเนินการด้วยวิธีการคัดเลือกก็ได้

(ก) ผู้สำเร็จการศึกษาได้รับประกาศนียบัตร อนุปริญญา หรือปริญญา ในสาขาวิชาที่ ก.ตร. กำหนดให้เป็นวุฒิที่ใช้คัดเลือกเพื่อบรรจุเข้ารับราชการตำรวจได้

ประกาศนียบัตร อนุปริญญา หรือปริญญา ที่ ก.ตร. กำหนดให้เป็นวิชาชีพที่ขาดแคลนที่ ก.ตร. กำหนด ก่อนกฎ ก.ตร. นี้ใช้บังคับ ให้ถือเป็นวุฒิที่ใช้คัดเลือกเพื่อบรรจุเข้ารับราชการตำรวจได้ตามกฎ ก.ตร. นี้

(ข) ผู้ที่ขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ ซึ่งคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) หรือคณะกรรมการข้าราชการประเภทอื่น หรือส่วนราชการที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) หรือคณะกรรมการข้าราชการประเภทอื่น เป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขัน หรือผู้ที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้เป็นผู้ดำเนินการคัดเลือกหรือสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ ประกาศรายชื่อให้เป็นผู้ได้รับคัดเลือกหรือผู้สอบแข่งขันได้ในลำดับสำรอง

(ค) ผู้ได้รับทุนรัฐบาลไปศึกษาตามความต้องการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

(ง)[๓] การบรรจุทายาทของข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติงานในหน้าที่ราชการที่เสียชีวิต หรือพิการหรือทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้และถูกสั่งให้ออกจากราชการเพราะเหตุแห่งความพิการหรือทุพพลภาพนั้น

(จ) กรณีที่มีเหตุพิเศษตามที่ ก.ตร. กำหนด

การคัดเลือกหรือการสอบแข่งขันตามความในวรรคแรก ไม่ตัดสิทธิข้าราชการตำรวจที่จะเข้ารับการคัดเลือกหรือการสอบแข่งขัน ทั้งนี้ ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการคัดเลือกหรือสอบแข่งขันได้ ให้ดำเนินการแต่งตั้งตามมาตรา ๕๒

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ผู้ที่อยู่ระหว่างถูกสอบสวนพิจารณาทางวินัย หรือถูกฟ้องคดีอาญา หรือต้องหาว่ากระทำผิดอาญา ให้เข้ารับการคัดเลือกหรือสอบแข่งขันตามข้อ ๓ ได้

ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกหรือสอบแข่งขันได้ตามข้อ ๓ (๓) ให้รอการบรรจุไว้ก่อน เมื่อการสอบสวนหรือการพิจารณาถึงที่สุดแล้ว ปรากฏว่าไม่มีกรณีการขาดคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๔๘ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ให้ดำเนินการบรรจุได้

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ การคัดเลือกหรือการสอบแข่งขันที่ได้ดำเนินการก่อนหน้า กฎ ก.ตร. นี้ ใช้บังคับให้ถือเป็นการคัดเลือกหรือสอบแข่งขันตามที่ กฎ ก.ตร. นี้กำหนด

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับการคัดเลือกหรือการสอบแข่งขัน ให้ ก.ตร. วินิจฉัยชี้ขาด

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗

พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ

รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทน นายกรัฐมนตรี

ประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ

กฎ ก.ตร. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๕[๔]

บทเฉพาะกาล

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ กฎ ก.ตร.นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎ ก.ตร. ฉบับนี้ คือ เนื่องจากมีข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติงานในหน้าที่ราชการแล้วเสียชีวิต หรือพิการ หรือทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้และถูกสั่งให้ออกจากราชการเพราะเหตุแห่งความพิการ หรือทุพพลภาพนั้น ดังนั้น เพื่อเป็นการให้สิทธิประโยชน์และสงเคราะห์ช่วยเหลือแก่ข้าราชการตำรวจดังกล่าวและบุคคลในครอบครัวให้มีโอกาสเป็นข้าราชการตำรวจ สมควรเพิ่มเติมเงื่อนไขในการบรรจุบุคคลเข้ารับราชการให้ครอบคลุมถึงทายาทของข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติงานในหน้าที่ราชการที่พิการ หรือทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้และถูกสั่งให้ออกจากราชการด้วยจากเดิมที่กำหนดให้สิทธิประโยชน์และสงเคราะห์เฉพาะกรณีการบรรจุทายาทของข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิต เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการเท่านั้น จึงจำเป็นต้องออกกฎ ก.ตร.นี้

กฎ ก.ตร. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙[๕]

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ กฎ ก.ตร. นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เป็นต้นไป

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎ ก.ตร. ฉบับนี้ คือ โดยที่อัตราเงินเดือนของนักเรียนในสถานศึกษาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความแตกต่างจากนักเรียนของเหล่าทัพอื่นซึ่งได้รับเงินเดือนในอัตราที่มากกว่าจึงควรกำหนดให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ดังนั้น สมควรแก้ไขให้นักเรียนในสถานศึกษาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับอัตราเงินเดือนที่สูงขึ้น จึงจำเป็นต้องออกกฎ ก.ตร. นี้

นุสรา/ปรับปรุง

๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๙

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๑/ตอนพิเศษ ๒๕ ก/หน้า ๑/๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๗

[๒] ข้อ ๓ (๑) วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎ ก.ตร. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙

[๓] ข้อ ๓ (๓) (ง) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎ ก.ตร. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๕

[๔] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๙/ตอนที่ ๘๔ ก/หน้า ๑๐/๕ กันยายน ๒๕๕๕

[๕] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๓/ตอนที่ ๖๓ ก/หน้า ๑/๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๙

6 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

กฎ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2547 (ฉบับ Update ล่าสุด) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_e8e40e1645e8b418

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com