พระราชกฤษฎีกา
พระราชกฤษฎีกา
ว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์
พ.ศ. ๒๕๓๘
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๓
กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๘
เป็นปีที่ ๕๐
ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขสำหรับการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗๘
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๕) พุทธศักราช๒๕๓๘ และมาตรา ๕ วรรคสอง
แห่งพระราชบัญญัติเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ พ.ศ.
๒๕๓๔ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑
พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์
พ.ศ. ๒๕๓๘
มาตรา ๒[๑]
พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓
ในพระราชกฤษฎีกานี้
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ หมายความว่า เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์
มาตรา ๔
ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้ และให้มีอำนาจออกระเบียบและประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชกฤษฎีกานี้
ระเบียบและประกาศนั้นเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
มาตรา ๕
การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นใดแก่ผู้กระทำความดีความชอบอันเป็นประโยชน์แก่ประเทศ
ศาสนา และประชาชนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกานี้
มาตรา ๖
การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ให้เริ่มต้นจากชั้นที่ ๗ เหรียญเงินดิเรกคุณาภรณ์
และให้เสนอขอพระราชทานในชั้นสูงขึ้นหนึ่งชั้นตามลำดับจนถึงชั้นที่ ๑ ปฐมดิเรกคุณาภรณ์
เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในพระราชกฤษฎีกานี้
มาตรา ๗
บุคคลที่พึงได้รับการพิจารณาเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม
ดังนี้
(๑) มีความประพฤติดี
(๒) ไม่เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๓)
ไม่เคยถูกเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามกฎหมายนี้หรือตามกฎหมายอื่น
เว้นแต่เป็นการต้องส่งคืนเนื่องจากได้รับพระราชทานในชั้นสูงขึ้น
มาตรา ๘
การกระทำความดีความชอบอันเป็นประโยชน์แก่ประเทศ ศาสนา และประชาชน จำแนกออกได้เป็นสองประเภท
ดังนี้
(๑)
การกระทำความดีความชอบที่มีผลงานอันเป็นประโยชน์แก่ประเทศ ศาสนา และประชาชน
(๒)
การกระทำความดีความชอบที่เป็นการบริจาคทรัพย์สินเพื่อสาธารณประโยชน์
มาตรา ๙
การกระทำความดีความชอบที่มีผลงานอันเป็นประโยชน์แก่ประเทศ ศาสนา
และประชาชนตามมาตรา ๘ (๑) ต้องมีลักษณะ ดังนี้
(๑) มีผลงานดีเด่นหรือเป็นแบบอย่างอันควรแก่การสรรเสริญ
หรือ
(๒)
เป็นการกระทำที่ฝ่าอันตรายหรือเสี่ยงภัยเพื่อปกป้องชีวิตหรือทรัพย์สินอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมหรือประเทศ
มาตรา ๑๐
การพิจารณาการกระทำความดีความชอบตามมาตรา ๘ (๑) ให้อยู่ภายใต้เงื่อนไข ดังนี้
(๑) เป็นผลงานของตนเองและไม่เคยใช้เสนอขอพระราชทานจนได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมาแล้ว
ถ้าเป็นผลงานที่ทำร่วมกันเป็นหมู่คณะจะต้องสรุปแยกผลงานของแต่ละบุคคลให้ชัดเจน
เพื่อให้สามารถพิจารณาเป็นรายบุคคลตามความเหมาะสมได้
(๒) ถ้าเป็นผลงานที่กระทำให้แก่นิติบุคคล
นิติบุคคลนั้นต้องมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการอันเป็นสาธารณประโยชน์ ทั้งนี้
ตามรายชื่อที่สำนักนายกรัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา
ในกรณีที่นิติบุคคลตามวรรคหนึ่ง (๒) เป็นหน่วยงานของรัฐ
ผลงานที่ใช้เสนอขอพระราชทานต้องไม่เป็นผลงานตามปกติที่ผู้นั้นต้องกระทำในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐดังกล่าว
มาตรา ๑๑
การกระทำความดีความชอบตามมาตรา ๘ (๑) ให้หัวหน้าส่วนราชการผู้ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับ
๘ หรือผู้ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้าฝ่ายสำหรับรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ
หรือผู้ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้อำนวยการกองสำหรับสภากาชาดไทย
แล้วแต่กรณีของหน่วยงานที่ได้รับประโยชน์หรือเกี่ยวข้องเป็นผู้รับรองผลงานโดยต้องระบุผลงาน
การปฏิบัติงาน และระยะเวลาการปฏิบัติงานในหน้าที่ต่าง ๆ
หากมีการแต่งตั้งให้มีการปฏิบัติงานดังกล่าวด้วย
มาตรา ๑๒
การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่ผู้กระทำความดีความชอบตามมาตรา
๘ (๑) ซึ่งไม่เคยได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มาแล้ว ในกรณีปกติให้เสนอขอพระราชทานชั้นที่
๗ เหรียญเงินดิเรกคุณาภรณ์ และให้เสนอขอพระราชทานในชั้นสูงขึ้นหนึ่งชั้นตามลำดับเมื่อกระทำความดีความชอบเพิ่มขึ้นจนถึงชั้นที่
๑ ปฐมดิเรกคุณาภรณ์ โดยเว้นระยะเวลาแต่ละชั้นไม่น้อยกว่าห้าปี
การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่ผู้กระทำความดีความชอบตามมาตรา
๘ (๑) ซึ่งเคยได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มาแล้ว ในกรณีปกติให้เสนอขอพระราชทานในชั้นสูงขึ้นหนึ่งชั้นตามลำดับ
โดยเว้นระยะเวลาแต่ละชั้นไม่น้อยกว่าห้าปี
มาตรา ๑๓
การกระทำความดีความชอบที่เป็นการบริจาคทรัพย์สินเพื่อสาธารณประโยชน์ตามมาตรา
๘ (๒) ต้องมีลักษณะ ดังนี้
(๑) เป็นการบริจาคทรัพย์สินเพื่อสาธารณประโยชน์ เช่น
เพื่อการศาสนา การศึกษา การสาธารณสุข การแพทย์ การพัฒนาชุมชน การสังคมสงเคราะห์
หรือความมั่นคงของชาติ และ
(๒)
ทรัพย์สินที่บริจาคต้องเป็นของผู้บริจาคหรือที่ผู้บริจาคมีสิทธิบริจาคได้ในนามของตน
มาตรา ๑๔
การพิจารณาการกระทำความดีความชอบตามมาตรา ๘ (๒) ให้อยู่ภายใต้เงื่อนไข
ดังนี้
(๑)
ทรัพย์สินที่บริจาคต้องเป็นทรัพย์สินที่ไม่เคยใช้เสนอขอพระราชทานจนได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมาแล้ว
(๒)
การบริจาคทรัพย์สินซึ่งถ้าจะซื้อขายกันจะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
ให้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เสียก่อน
(๓) การบริจาคทรัพย์สินที่มีผู้ร่วมบริจาคหลายคน
ให้แสดงรายละเอียดด้วยว่าผู้บริจาคแต่ละคนได้บริจาคทรัพย์สินเป็นมูลค่าเท่าใด
ในกรณีที่มิได้แสดงรายละเอียดดังกล่าวให้ถือว่าผู้บริจาคแต่ละคนได้บริจาคทรัพย์สินเป็นมูลค่าเท่า
ๆ กัน
(๔) ถ้าเป็นการบริจาคทรัพย์สินให้แก่นิติบุคคล
นิติบุคคลนั้นต้องมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการอันเป็นสาธารณประโยชน์ ทั้งนี้
ตามรายชื่อที่สำนักนายกรัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา
(๕) การบริจาคทรัพย์สินที่มิใช่เงิน
ต้องมีหนังสือรับรองมูลค่าแห่งทรัพย์สินที่บริจาคจากส่วนราชการที่เสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือนิติบุคคลที่รับบริจาค
หากทรัพย์สินที่บริจาคเป็นที่ดินให้เจ้าพนักงานที่ดินเป็นผู้ออกหนังสือรับรองมูลค่าของที่ดินนั้น
(๖) ทรัพย์สินที่บริจาคต้องไม่มีเงื่อนไขหรือภาระติดพันใด ๆ
มาตรา ๑๕
ภายใต้บังคับมาตรา ๑๖ การกระทำความดีความชอบตามมาตรา ๘ (๒)
ต้องมีหนังสือรับรองแสดงรายการการบริจาคทรัพย์สินจากหน่วยงานที่รับบริจาคโดยมีผู้ลงลายมือชื่อตามหลักเกณฑ์
ดังนี้
(๑) หน่วยงานในราชการส่วนกลาง
ให้อธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรมลงลายมือชื่อในหนังสือรับรอง
(๒) หน่วยงานในราชการส่วนภูมิภาค
(ก) การบริจาคทรัพย์สินครั้งละไม่เกินห้าแสนบาท
ให้หัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอและนายอำเภอแห่งท้องที่ที่มีการบริจาคลงลายมือชื่อในหนังสือรับรอง
(ข) การบริจาคทรัพย์สินครั้งละเกินห้าแสนบาท ให้หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งท้องที่ที่มีการบริจาคลงลายมือชื่อในหนังสือรับรอง
(๓) หน่วยงานในราชการส่วนท้องถิ่น
(ก) การบริจาคทรัพย์สินครั้งละไม่เกินห้าแสนบาท
ให้ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด ปลัดเทศบาล ปลัดสุขาภิบาล หรือปลัดเมืองพัทยา
แล้วแต่กรณี แห่งท้องที่ที่มีการบริจาคลงลายมือชื่อในหนังสือรับรอง
และการบริจาคทรัพย์สินครั้งละไม่เกินห้าแสนบาทให้แก่สภาตำบลองค์การบริหารส่วนตำบล
หรือองค์การปกครองท้องถิ่นอื่นที่กฎหมายกำหนดให้เป็นราชการส่วนท้องถิ่นให้นายอำเภอแห่งท้องที่ที่มีการบริจาคลงลายมือชื่อในหนังสือรับรอง
(ข) การบริจาคทรัพย์สินครั้งละเกินห้าแสนบาท
ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งท้องที่ที่มีการบริจาคลงลายมือชื่อในหนังสือรับรอง
(๔) กรุงเทพมหานคร
ให้ปลัดกรุงเทพมหานครลงลายมือชื่อในหนังสือรับรอง
(๕) สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ให้อธิการบดีลงลายมือชื่อในหนังสือรับรอง
(๖) รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ ให้ผู้ว่าการ
ผู้อำนวยการ หรือ ผู้ดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเทียบเท่าผู้ว่าการหรือผู้อำนวยการลงลายมือชื่อในหนังสือรับรอง
(๗) สภากาชาดไทย
ให้เลขาธิการสภากาชาดไทยลงลายมือชื่อในหนังสือรับรอง
(๘)
นิติบุคคลที่ปรากฏชื่ออยู่ในรายชื่อที่สำนักนายกรัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา
ให้ผู้แทนของนิติบุคคลนั้นลงลายมือชื่อในหนังสือรับรอง
มาตรา ๑๖
การกระทำความดีความชอบตามมาตรา ๘ (๒) อันเป็นประโยชน์แก่ศาสนา ต้องเป็นการบริจาคทรัพย์สินให้แก่สถานประกอบศาสนกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยถูกต้องตามกฎหมาย
และต้องมีหนังสือรับรองแสดงรายการการบริจาคทรัพย์สินที่มีผู้ลงลายมือชื่อตามหลักเกณฑ์
ดังนี้
(๑) การบริจาคทรัพย์สินให้แก่ผู้รับในเขตจังหวัด
(ก) การบริจาคทรัพย์สินครั้งละไม่เกินห้าแสนบาท
ให้ศึกษาธิการอำเภอและนายอำเภอแห่งท้องที่ที่มีการบริจาคลงลายมือชื่อในหนังสือรับรอง
(ข) การบริจาคทรัพย์สินครั้งละเกินห้าแสนบาท
ให้ศึกษาธิการจังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งท้องที่ที่มีการบริจาคลงลายมือชื่อในหนังสือรับรอง
(๒) การบริจาคทรัพย์สินให้แก่ผู้รับในเขตกรุงเทพมหานคร
(ก) การบริจาคทรัพย์สินครั้งละไม่เกินห้าแสนบาท
ให้ผู้แทนกรมการศาสนาและผู้อำนวยการเขตแห่งท้องที่ที่มีการบริจาคลงลายมือชื่อในหนังสือรับรอง
(ข) การบริจาคทรัพย์สินครั้งละเกินห้าแสนบาท
ให้อธิบดีกรมการศาสนาลงลายมือชื่อในหนังสือรับรอง
มาตรา ๑๗
การกระทำความดีความชอบตามมาตรา ๘ (๒) ที่ไม่ได้กระทำให้แก่หน่วยงานตามมาตรา
๑๕ ต้องมีหนังสือรับรองแสดงรายการการบริจาคทรัพย์สินที่มีผู้ลงลายมือชื่อตามหลักเกณฑ์
ดังนี้
(๑) การบริจาคทรัพย์สินให้แก่ผู้รับในเขตจังหวัด
(ก) การบริจาคทรัพย์สินครั้งละไม่เกินห้าแสนบาท
ให้หัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอที่เกี่ยวข้องมากที่สุดและนายอำเภอแห่งท้องที่ที่มีการบริจาคลงลายมือชื่อในหนังสือรับรอง
(ข) การบริจาคทรัพย์สินครั้งละเกินห้าแสนบาท
ให้หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดที่เกี่ยวข้องมากที่สุดและผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งท้องที่ที่มีการบริจาคลงลายมือชื่อในหนังสือรับรอง
(๒) การบริจาคทรัพย์สินให้แก่ผู้รับในเขตกรุงเทพมหานคร
(ก) การบริจาคทรัพย์สินครั้งละไม่เกินห้าแสนบาท
ให้ผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมากที่สุดและผู้อำนวยการเขตแห่งท้องที่ที่มีการบริจาคลงลายมือชื่อในหนังสือรับรอง
(ข) การบริจาคทรัพย์สินครั้งละเกินห้าแสนบาท ให้อธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรมที่เกี่ยวข้องมากที่สุดลงลายมือชื่อในหนังสือรับรอง
มาตรา ๑๘
ในกรณีที่หน่วยงานมากกว่าหนึ่งหน่วยงานเป็นผู้รับบริจาคร่วมกันให้ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อที่เกี่ยวข้องตามมาตรา
๑๕ หรือมาตรา ๑๖ แล้วแต่กรณี ลงลายมือชื่อในหนังสือรับรองแสดงรายการการบริจาคทรัพย์สินร่วมกัน
มาตรา ๑๙
การกระทำความดีความชอบตามมาตรา ๘ (๒) ที่กระทำในต่างประเทศ
ให้เอกอัครราชทูตหรือกงสุลไทยลงลายมือชื่อในหนังสือรับรองแสดงรายการการบริจาคทรัพย์สิน
มาตรา ๒๐
การคำนวณมูลค่าของทรัพย์สินที่บริจาคให้คำนวณตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
(๑) ถ้าเป็นการบริจาคที่ดิน
ให้ถือตามราคาที่เจ้าพนักงานที่ดินรับรองตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่รับบริจาค
(๒) ถ้าเป็นการบริจาคเงินตราต่างประเทศ
ให้คำนวณเป็นเงินตราไทยตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ เวลา และสถานที่ที่รับบริจาค
(๓) ถ้าเป็นการบริจาคทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ดินหรือเงินตรา
ให้ถือตามราคาตลาดของทรัพย์สินนั้นในขณะที่รับบริจาค
มาตรา ๒๑
การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นใดให้แก่ผู้กระทำความดีความชอบตามมาตรา
๘ (๒) ให้เป็นไปตามจำนวนมูลค่าของทรัพย์สินที่บริจาคตามที่กำหนดไว้ในบัญชีที่ ๑
ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้
มาตรา ๒๒
รายการและจำนวนเอกสารและหลักฐานต่าง ๆ ที่ใช้ประกอบการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
รวมตลอดถึงแบบหนังสือรับรองแสดงผลงานและแบบหนังสือรับรองแสดงรายการการบริจาคทรัพย์สิน
ให้เป็นไปตามระเบียบที่สำนักนายกรัฐมนตรีกำหนด
การพิจารณาเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
มาตรา ๒๓
การพิจารณาเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่ผู้กระทำความดีความชอบตามมาตรา
๘ ให้หน่วยงาน ดังต่อไปนี้ เป็นผู้พิจารณาเสนอขอพระราชทาน
(๑) การกระทำความดีความชอบให้แก่ราชการส่วนกลาง
กรุงเทพมหานคร สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ
ให้หน่วยงานนั้นเป็นผู้พิจารณาเสนอขอพระราชทาน
(๒)
การกระทำความดีความชอบให้แก่ราชการส่วนภูมิภาคหรือราชการส่วนท้องถิ่นใด
ให้จังหวัดที่ราชการส่วนภูมิภาคหรือราชการส่วนท้องถิ่นนั้นตั้งอยู่เป็นผู้พิจารณาเสนอขอพระราชทาน
(๓) การกระทำความดีความชอบให้แก่สภากาชาดไทย
ให้สภากาชาดไทยเป็นผู้พิจารณาเสนอขอพระราชทาน
(๔)
การกระทำความดีความชอบให้แก่นิติบุคคลที่ปรากฏชื่ออยู่ในรายชื่อที่สำนักนายกรัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา
ให้สำนักนายกรัฐมนตรีกำหนดในประกาศด้วยว่าให้หน่วยงานใดเป็นผู้พิจารณาเสนอขอพระราชทาน
หากเป็นการกระทำความดีความชอบให้แก่หน่วยงานตั้งแต่สองหน่วยงานขึ้นไป
ให้หน่วยงานตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดสำหรับกรณีการกระทำความดีความชอบ
ตามมาตรา ๘ (๑) หรือที่ได้รับบริจาคมากที่สุดสำหรับกรณีการกระทำความดีความชอบตามมาตรา
๘ (๒) แล้วแต่กรณี เป็นผู้พิจารณาเสนอขอพระราชทาน
มาตรา ๒๔
ให้หน่วยงานที่เป็นผู้พิจารณาเสนอขอพระราชทานตามมาตรา ๒๓ แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อทำหน้าที่พิจารณาและตรวจสอบคุณสมบัติ
ประวัติ ความประพฤติ การกระทำความดีความชอบตามมาตรา ๘
และความเหมาะสมของบุคคลที่พึงได้รับการพิจารณาเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
คุณสมบัติและจำนวนของกรรมการ และการประชุมของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามระเบียบที่สำนักนายกรัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๒๕
ให้หน่วยงานที่เป็นผู้พิจารณาเสนอขอพระราชทานตามมาตรา ๒๓ ส่งผลการพิจารณาไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี
กระทรวง หรือทบวงเจ้าสังกัดเพื่อดำเนินการตามมาตรา ๒๖ ต่อไป
สำหรับกรมหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม
ซึ่งไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง กรุงเทพมหานครและสภากาชาดไทย
ให้ส่งผลการพิจารณาไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีโดยไม่ต้องดำเนินการตามมาตรา ๒๖
มาตรา ๒๖
ให้สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง แล้วแต่กรณี แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณากลั่นกรองผลการพิจารณาเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามมาตรา
๒๕ วรรคหนึ่ง แล้วให้หน่วยงานนั้น ๆ ส่งผลการพิจารณาไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีต่อไป
คุณสมบัติและจำนวนของกรรมการ และการประชุมของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามระเบียบที่สำนักนายกรัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๒๗
ภายใต้บังคับมาตรา ๓๑ ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งผลการพิจารณาตามมาตรา
๒๕ วรรคสอง และมาตรา ๒๖ ไปยังคณะกรรมการตามมาตรา ๒๘ เพื่อดำเนินการต่อไป
คณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
มาตรา ๒๘
ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า คณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
ประกอบด้วยรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธานกรรมการ
เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกินสิบคน
ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นกรรมการ
ให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งข้าราชการในสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีคนหนึ่งเป็นกรรมการและเลขานุการ
และจะแต่งตั้งข้าราชการในส่วนราชการดังกล่าวเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคนหนึ่งหรือหลายคนด้วยก็ได้
มาตรา ๒๙
ให้คณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มีอำนาจและหน้าที่ในการพิจารณาเสนอรายชื่อบุคคลที่พึงได้รับการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
และโดยเฉพาะให้มีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้
(๑)
พิจารณาชั้นเครื่องราชอิสริยาภรณ์เพื่อเสนอขอพระราชทานในกรณีพิเศษที่มิได้กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกานี้
(๒)
พิจารณายกเว้นชั้นเริ่มต้นและการเว้นระยะเวลาแต่ละชั้นในการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
ในกรณีที่เห็นสมควร
คณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มีอำนาจเสนอชื่อบุคคลที่พึงได้รับการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ได้ ทั้งนี้ มิให้นำมาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ มาตรา
๒๕ และมาตรา ๒๖ มาใช้บังคับ
มาตรา ๓๐
เมื่อคณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์พิจารณาเสร็จแล้ว
ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอรายชื่อบุคคลพร้อมทั้งชั้นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่สมควรขอพระราชทานเสนอต่อนายกรัฐมนตรี
เมื่อนายกรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว
ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีดำเนินการเพื่อนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่อไป
และเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แล้ว
ให้ประกาศรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๓๑
ในกรณีที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันไม่อาจเรียกประชุมคณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ได้
ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอรายชื่อบุคคลที่พึงได้รับการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกานี้โดยตรงต่อนายกรัฐมนตรี
เมื่อนายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว
ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีดำเนินการเพื่อนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่อไป
และเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แล้ว ให้ประกาศรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในราชกิจจานุเบกษา
การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่บุคคลบางประเภท
มาตรา ๓๒
การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่ชาวต่างประเทศที่มิใช่ข้าราชการของต่างประเทศ
หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การต่างประเทศ หรือลูกจ้างของรัฐบาลไทย จะเสนอขอพระราชทานครั้งแรกชั้นใดและจะเสนอขอพระราชทานในชั้นสูงขึ้นตามลำดับเมื่อกระทำความดีความชอบเพิ่มขึ้นได้จนถึงชั้นใด
รวมทั้งจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและระยะเวลาแต่ละชั้นเช่นใด ให้เป็นไปตามบัญชีที่
๒ ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ โดยให้กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรมที่ได้รับประโยชน์หรือที่เกี่ยวข้องมากที่สุดเป็นผู้พิจารณาเสนอขอพระราชทาน
การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามวรรคหนึ่ง ให้กระทรวง
ทบวงกรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรมที่เสนอขอพระราชทานแจ้งไปยังกระทรวงการต่างประเทศเพื่อพิจารณาความเหมาะสมของชั้นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่จะเสนอขอพระราชทานโดยพิจารณาตามบัญชีที่
๒ ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้
เมื่อกระทรวงการต่างประเทศพิจารณาเห็นสมควรเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นใดแล้ว
ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องทาบทามรัฐบาลแห่งประเทศที่ชาวต่างประเทศนั้นถือสัญชาติ ให้กระทรวงการต่างประเทศทาบทามรัฐบาลแห่งประเทศนั้นว่าจะขัดข้องหรือไม่
หากไม่ขัดข้องให้กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรมที่เสนอขอพระราชทานแจ้งผลการพิจารณาไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี
เมื่อนายกรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีดำเนินการเพื่อนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่อไป
และเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แล้ว ให้ประกาศรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในราชกิจจานุเบกษา
การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามมาตรานี้
มิให้นำมาตรา ๗ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ และมาตรา ๓๐ มาใช้บังคับ
มาตรา ๓๓
การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่นักกีฬา บุคลากรโรงเรียนเอกชน
บุคลากรสถาบันอุดมศึกษาเอกชน หรือผู้มีผลงานดีเด่นที่ได้รับรางวัลหรือการยกย่องระดับชาติ
นอกจากต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกานี้แล้ว
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในบัญชีที่ ๓ บัญชีที่ ๔ บัญชีที่ ๕
หรือบัญชีที่ ๖ ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ด้วย แล้วแต่กรณี
มาตรา ๓๔
การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่ผู้วายชนม์จะกระทำได้เฉพาะกรณีที่ผู้วายชนม์ได้เคยกระทำความดีความชอบอันเป็นประโยชน์แก่ประเทศ
ศาสนา และประชาชนเป็นอย่างยิ่ง
ให้กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม
หรือกรุงเทพมหานครที่ได้รับประโยชน์หรือที่เกี่ยวข้องมากที่สุดจากการกระทำความดีความชอบของผู้วายชนม์ตามวรรคหนึ่งเป็นผู้พิจารณาเสนอขอพระราชทาน
ในกรณีที่ผู้วายชนม์ได้กระทำความดีความชอบตามวรรคหนึ่งให้แก่สภากาชาดไทย
ให้สภากาชาดไทยเป็นผู้พิจารณาเสนอขอพระราชทาน
ให้กระทรวง ทบวง กรม
หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม กรุงเทพมหานคร หรือสภากาชาดไทยที่เป็นผู้พิจารณาเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ส่งเอกสารและหลักฐานไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี
เมื่อนายกรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว
ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีดำเนินการเพื่อนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่อไป
และเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แล้ว
ให้ประกาศรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในราชกิจจานุเบกษา
การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามมาตรานี้
มิให้นำมาตรา ๗ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ และมาตรา ๓๐ มาใช้บังคับ
มาตรา ๓๕
ในกรณีที่มีปัญหาในทางปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกานี้ ให้คณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นผู้พิจารณา
แล้วเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อวินิจฉัยสั่งการ
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
บรรหาร ศิลปอาชา
นายกรัฐมนตรี
[เอกสารแนบท้าย]
๑. บัญชีที่ ๑
บัญชีแสดงจำนวนมูลค่าของทรัพย์สินที่เสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
๒. บัญชีที่ ๒ การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่ชาวต่างประเทศ
๓. บัญชีที่ ๓
การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่นักกีฬา
๔. บัญชีที่ ๔
การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่บุคลากรโรงเรียนเอกชน
๕. บัญชีที่ ๕
การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่บุคลากรสถาบันอุดมศึกษาเอกชน
๖. บัญชีที่ ๖
การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่ผู้มีผลงานดีเด่นที่ได้รับรางวัลหรือการยกย่องระดับชาติ
(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๕
วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์
พ.ศ. ๒๕๓๔ บัญญัติให้การขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์
วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา สมควรกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขสำหรับการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
วิมล/ผู้จัดทำ
๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๓
กวินทราดา/ผู้ตรวจ
๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๑๒/ตอนที่ ๔๑ ก/หน้า ๒/๓ ตุลาคม ๒๕๓๘
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).