พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
คุ้มครองการดำเนินงานขององค์การโทรคมนาคมทางดาวเทียมระหว่างประเทศ
พ.ศ. ๒๕๒๔
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๔
เป็นปีที่ ๓๖ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การโทรคมนาคมทางดาวเทียมระหว่างประเทศ
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การโทรคมนาคมทางดาวเทียมระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๒๔
มาตรา ๒[๑] พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้
องค์การ หมายความว่า องค์การโทรคมนาคมทางดาวเทียมระหว่างประเทศ
มาตรา ๔ เพื่อคุ้มครองการดำเนินงานในประเทศไทยขององค์การให้บรรลุผลตามความมุ่งประสงค์
(๑) ให้ยอมรับนับถือว่า องค์การเป็นนิติบุคคล และให้ถือว่ามีภูมิลำเนาในประเทศไทย
(๒)[๒] ในระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยหรือเข้ามาในประเทศไทยเพื่อปฏิบัติหน้าที่หรือในการปฏิบัติภารกิจเกี่ยวกับองค์การ ให้องค์การ ทรัพย์สิน และบรรณสารขององค์การ ผู้แทนของภาคีองค์การและเจ้าหน้าที่ขององค์การได้รับเอกสิทธิ์ สิทธิยกเว้น และความคุ้มกันตามที่ระบุไว้ในพิธีสารว่าด้วยเอกสิทธิ์ สิทธิยกเว้น และความคุ้มกันขององค์การโทรคมนาคมทางดาวเทียมระหว่างประเทศ ซึ่งทำ ณ กรุงวอชิงตัน เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๑
(๓) บุคคลผู้มีสัญชาติไทย หรือบุคคลผู้มีถิ่นที่อยู่เป็นการถาวรในประเทศไทยไม่ได้รับเอกสิทธิ์ สิทธิยกเว้นและความคุ้มกันตามมาตรานี้ เว้นแต่จะได้กระทำการตามหน้าที่อย่างเป็นทางการและภายในขอบเขตแห่งหน้าที่ของบุคคลนั้น
มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ป. ติณสูลานนท์
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีสมาชิกในความตกลงว่าด้วยองค์การโทรคมนาคมทางดาวเทียมระหว่างประเทศ และจะภาคยานุวัติพิธีสารว่าด้วยเอกสิทธิ์ สิทธิยกเว้นและความคุ้มกันขององค์การโทรคมนาคมทางดาวเทียมระหว่างประเทศทำขึ้น ณ กรุงวอชิงตัน เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ซึ่งกำหนดให้ภาคีแต่ละประเทศให้เอกสิทธิ์ สิทธิยกเว้นและความคุ้มกันตามที่ระบุไว้ในพิธีสารแก่กันและกัน ทั้งนี้ เพื่อเป็นหลักประกันให้การปฏิบัติงานขององค์การโทรคมนาคมทางดาวเทียมระหว่างประเทศในประเทศภาคีทั้งหลายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น เพื่อเป็นการอนุวัติการให้เป็นไปตามข้อผูกพันในพิธีสารดังกล่าว จึงจำเป็นต้องออกพระราชบัญญัตินี้
พระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การโทรคมนาคมทางดาวเทียมระหว่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙[๓]
附則
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากประเทศไทยได้เป็นภาคีสมาชิกในความตกลงว่าด้วยองค์การโทรคมนาคมทางดาวเทียมระหว่างประเทศและความตกลงด้านปฏิบัติการว่าด้วยองค์การโทรคมนาคมทางดาวเทียมระหว่างประเทศมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๙ และได้ตราพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การโทรคมนาคมทางดาวเทียมระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๒๔ ขึ้นเพื่อให้เอกสิทธิ์ สิทธิยกเว้นและความคุ้มกันแก่องค์การโทรคมนาคมทางดาวเทียมระหว่างประเทศ ทรัพย์สินและบรรณสารขององค์การ ผู้แทนของภาคีองค์การ ผู้แทนของผู้ลงนามความตกลงว่าด้วยองค์การโทรคมนาคมทางดาวเทียมระหว่างประเทศและเจ้าหน้าที่ขององค์การ ต่อมาองค์การโทรคมนาคมทางดาวเทียมระหว่างประเทศได้ปรับปรุงโครงสร้าง และแก้ไขชื่อย่อขององค์การโทรคมนาคมทางดาวเทียมระหว่างประเทศจาก INTELSAT เป็น ITSO โดยมีการแก้ไขในส่วนต่าง ๆ ของความตกลงทั้งสองฉบับซึ่งมีผลให้ไม่มีผู้แทนของผู้ลงนามความตกลงว่าด้วยองค์การโทรคมนาคมทางดาวเทียมระหว่างประเทศอยู่ในรายการผู้ได้รับเอกสิทธิ์ สิทธิยกเว้น และความคุ้มกันตามที่ระบุไว้ในพิธีสารว่าด้วยเอกสิทธิ์ สิทธิยกเว้น และความคุ้มกันขององค์การโทรคมนาคมทางดาวเทียมระหว่างประเทศ ซึ่งทำ ณ กรุงวอชิงตัน เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ อีกต่อไป และโดยที่ประเทศไทยจะต้องให้ความเห็นชอบในความตกลงที่มีการแก้ไขดังกล่าว สมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การโทรคมนาคมทางดาวเทียมระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๒๔ ให้มีความสอดคล้องกัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
กัญฑรัตน์/จัดทำ
๖ กรกฎาคม ๒๕๕๙
วิชพงษ์/ตรวจ
๖ กรกฎาคม ๒๕๕๙
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๘/ตอนที่ ๑๒๒/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๒๗ กรกฎาคม ๒๕๒๔
[๒] มาตรา ๔ (๒) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การโทรคมนาคมทางดาวเทียมระหว่างประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙
[๓] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๓/ตอนที่ ๕๗ ก/หน้า ๕/๕ กรกฎาคม ๒๕๕๙
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).