พระราชบัญญัติ
คุ้มครองการดำเนินงานของสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง
พ.ศ. ๒๕๕๒
ภูมิพลอดุลยเดช
ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่
๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒
เป็นปีที่ ๖๔
ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองการดำเนินงานของสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง
พ.ศ. ๒๕๕๒
มาตรา ๒[๑]
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้
สถาบัน หมายความว่า
สถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎบัตรของสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง
ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๖
มาตรา ๔
เพื่อคุ้มครองการดำเนินงานของสถาบันซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศในประเทศไทยให้บรรลุตามความมุ่งประสงค์
ให้ยอมรับนับถือว่าสถาบันมีสถานะเป็นนิติบุคคลและให้ถือว่ามีภูมิลำเนาในประเทศไทย
มาตรา ๕
ให้สถาบันมีสิทธิรับบริการด้านการสื่อสารเช่นเดียวกับที่รัฐบาลให้แก่องค์การระหว่างประเทศอื่น
ๆ ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลำดับก่อนหลังของการให้บริการ ค่าธรรมเนียม และค่าเรียกเก็บต่าง
ๆ สำหรับการสื่อสารอย่างเป็นทางการ
มาตรา ๖ ให้สินทรัพย์ รายได้
และทรัพย์สินของสถาบันได้รับยกเว้น
(๑)
ภาษีทางตรงใด ๆ แต่ไม่รวมถึงภาษีซึ่งไม่ได้เรียกเก็บมากไปกว่าค่าบริการสาธารณูปโภค
(๒)
อากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรและภาษีทั้งปวงในการนำเข้าและส่งออกวัสดุ
อุปกรณ์ สิ่งของ รวมทั้งยานพาหนะตามจำนวนที่สมควรซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติงาน
แต่การขายและการโอนวัสดุอุปกรณ์ สิ่งของ หรือยานพาหนะเช่นว่านั้นในประเทศไทย
ต้องเป็นไปตามกฎหมายไทย
มาตรา ๗
ให้เจ้าหน้าที่ของสถาบันซึ่งมิได้มีสัญชาติไทยหรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย
ซึ่งผู้อำนวยการของสถาบันได้แจ้งไปยังกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับยกเว้น
(๑)
ภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากรเฉพาะที่เรียกเก็บจากเงินเดือน และค่าตอบแทนในการทำงานที่ได้รับจากสถาบันตามที่จำเป็นแก่การปฏิบัติหน้าที่
(๒)
อากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรในการนำเข้าของใช้ในครัวเรือนและของใช้ส่วนตัวแต่ไม่รวมถึงยานพาหนะภายในหกเดือนหลังจากที่ได้เดินทางมาถึงในครั้งแรกเพื่อรับตำแหน่งในประเทศไทย
หรือภายในหกเดือนหลังจากความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขงซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่
๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ มีผลใช้บังคับ แล้วแต่ว่าวันใดจะเป็นวันหลัง แต่การจำหน่าย
จ่าย โอนบรรดาสิ่งของเช่นว่านั้นในประเทศไทย ต้องเป็นไปตามกฎหมายไทย
(๓)
การปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าว โดยให้รวมถึงคู่สมรส บุตร และญาติซึ่งอยู่ในความอุปการะของบุคคลดังกล่าวด้วย
มาตรา ๘
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
โดยที่ประเทศไทยกับประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้ร่วมลงนามในกฎบัตรของสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขงในปี
พ.ศ. ๒๕๔๖ เพื่อก่อตั้งสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (Mekong Institute)
และความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขงซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่
๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
ได้กำหนดให้จัดตั้งสำนักงานของสถาบันขึ้นในประเทศไทยเพื่อดำเนินงานและปฏิบัติภารกิจอันเป็นหน้าที่ของสถาบัน
ดังนั้น
เพื่อให้สถาบันและเจ้าหน้าที่ของสถาบันซึ่งมิได้มีสัญชาติไทยหรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยได้รับเอกสิทธิ์ในการดำเนินงานและการปฏิบัติงานในประเทศไทย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ปริยานุช/ผู้จัดทำ
๑๐ พฤศจิกายน
๒๕๕๒
นันท์นภัสร์/ตรวจ
๑๐ พฤศจิกายน
๒๕๕๒
วิภา/ปรับปรุง
๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
อรญา/ตรวจ
๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓
[๑]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๖/ตอนที่ ๘๔ ก/หน้า ๑/๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).