我的書籤免費註冊

พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ.2514 หมวด ๑

มาตรา ๕–มาตรา ๑๑共 7 條

มาตรา ๕

มาตรา ๕ ให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นมหาวิทยาลัยหนึ่ง เรียกว่า “มหาวิทยาลัย รามคำแหง” เป็นสถาบันการศึกษาและวิจัยแบบตลาดวิชา มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษาวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการวิจัยส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูงและทำนุบำรุงวัฒนธรรม ให้มหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นกรมสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี

มาตรา ๖

มาตรา ๖ มหาวิทยาลัยอาจแบ่งส่วนราชการดังนี้ (๑) สำนักงานอธิการบดี (๒) คณะ (๓) บัณฑิตวิทยาลัย และอาจให้มีสถาบันหรือสำนักเพื่อการวิจัยหรือเพื่อส่งเสริมวิชาการเป็นส่วนราชการในมหาวิทยาลัยอีกเมื่อมีความจำเป็นก็ได้ สำนักงานอธิการบดี อาจแบ่งส่วนราชการเป็นกองและแผนก คณะและบัณฑิตวิทยาลัย อาจแบ่งส่วนราชการเป็นภาควิชาและสำนักงานเลขานุการ สำนักงานเลขานุการ อาจแบ่งส่วนราชการเป็นแผนก

มาตรา ๗

มาตรา ๗ การแบ่งส่วนราชการของมหาวิทยาลัยตามมาตรา ๖ ให้ทำเป็น ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี และประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๘

มาตรา ๘ ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา ๕ มหาวิทยาลัยจะรับบัณฑิต วิทยาลัย วิทยาลัยหรือสถาบันวิชาการชั้นสูงอื่นเข้าสมทบในมหาวิทยาลัยก็ได้ และมีอำนาจใช้ ปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรชั้นใดชั้นหนึ่งแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากบัณฑิตวิทยาลัย วิทยาลัยหรือสถาบันวิชาการชั้นสูงนั้น ๆ ได้ การรับบัณฑิตวิทยาลัย วิทยาลัยหรือสถาบันวิชาการชั้นสูงเข้าสมทบใน มหาวิทยาลัย ให้ทำเป็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี และประกาศในราชกิจจานุเบกษา การควบคุมบัณฑิตวิทยาลัย วิทยาลัยหรือสถาบันวิชาการชั้นสูงซึ่งเข้าสมทบ ในมหาวิทยาลัยนั้น ให้เป็นไปตามข้อบังคับที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด

มาตรา ๙

มาตรา ๙ นอกจากเงินที่กำหนดไว้ในงบประมาณแผ่นดิน มหาวิทยาลัย อาจมีรายได้ดังนี้ (๑) เงินผลประโยชน์และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย (๒) ทรัพย์สินซึ่งมีผู้ให้แก่มหาวิทยาลัย รายได้ของมหาวิทยาลัยไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลัง ตาม กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐ บรรดาทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย จะต้องจัดการเพื่อประโยชน์ และตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย ทรัพย์สินอื่นซึ่งมีผู้ให้แก่มหาวิทยาลัย จะต้องจัดการตามเงื่อนไข ข้อบังคับ และวัตถุประสงค์ซึ่งผู้ให้กำหนดไว้

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑ ผู้มีสิทธิเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย ต้องมีคุณสมบัติตามที่สภา มหาวิทยาลัยกำหนด และต้อง (๑) สอบไล่ได้ประโยคมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า หรือ (๒) เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญตั้งแต่ชั้นตรีหรือเทียบเท่าขึ้นไปและมี พื้นความรู้สอบไล่ได้ประโยคมัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่า หรือ (๓) เป็นผู้ซึ่งสภามหาวิทยาลัยได้พิจารณาแล้ว เห็นสมควรให้รับเข้าศึกษาได้ ทั้งนี้ โดยไม่ต้องสอบคัดเลือก การดำเนินงาน

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).