กฎกระทรวง
กฎกระทรวง
การประกาศกำหนดตำรับยาแผนไทยทั่วไปหรือตำราการแพทย์แผนไทยทั่วไป
พ.ศ. ๒๕๕๘[๑]
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๑๘ วรรคสอง
แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. ๒๕๔๒
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ตำรับยาแผนไทยหรือตำราการแพทย์แผนไทยที่มีการใช้ประโยชน์กันอย่างแพร่หลายหรือที่พ้นอายุการคุ้มครองสิทธิตามมาตรา
๓๓
ที่รัฐมนตรีจะประกาศกำหนดให้เป็นตำรับยาแผนไทยทั่วไปหรือตำราการแพทย์แผนไทยทั่วไป
แล้วแต่กรณี ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
(๑) เป็นตำรับยาแผนไทยที่
(ก)
รัฐมนตรีประกาศกำหนดเป็นยาสามัญประจำบ้านในส่วนที่เป็นยาแผนโบราณตามกฎหมายว่าด้วยยา
(ข) กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข
กำหนดเพื่อใช้สำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน หรือ
(ค) ทางราชการหรือหน่วยงานของรัฐรวบรวม พัฒนาหรือปรับปรุงขึ้น
และมีเอกสารหรือหลักฐานที่แสดงประสบการณ์การใช้
หรือการศึกษาหรือการวิจัยด้านความปลอดภัย และประโยชน์ในการรักษาโรค
(๒) เป็นตำราการแพทย์แผนไทยที่ทางราชการหรือหน่วยงานของรัฐรวบรวม
พัฒนาหรือปรับปรุงขึ้น หรือ
(๓) เป็นตำรับยาแผนไทยหรือตำราการแพทย์แผนไทยที่
(ก) พ้นอายุการคุ้มครองสิทธิตามมาตรา ๓๓ หรือ
(ข)
ไม่มีผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนรับการตกทอดทางมรดกภายในสองปีนับแต่วันที่ผู้ทรงสิทธิถึงแก่ความตาย
ข้อ ๒ ให้คณะกรรมการให้คำแนะนำแก่รัฐมนตรีเพื่อประกาศกำหนดให้ตำรับยาแผนไทยหรือตำราการแพทย์แผนไทยใดเป็นตำรับยาแผนไทยทั่วไปหรือตำราการแพทย์แผนไทยทั่วไป
ให้ไว้
ณ วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๘
ศาสตราจารย์รัชตะ
รัชตะนาวิน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๑๘
แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. ๒๕๔๒
บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมีอำนาจประกาศกำหนดตำรับยาแผนไทยหรือตำราการแพทย์แผนไทยที่มีการใช้ประโยชน์กันอย่างแพร่หลายหรือที่พ้นอายุการคุ้มครองสิทธิตามมาตรา
๓๓ ให้เป็นตำรับยาแผนไทยทั่วไปหรือตำราการแพทย์แผนไทยทั่วไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
ปริยานุช/ผู้จัดทำ
๒๓ กุมภาพันธ์
๒๕๕๘
ปริญสินีย์/ผู้ตรวจ
๒๕ กุมภาพันธ์
๒๕๕๘
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๓๒/ตอนที่ ๑๒ ก/หน้า ๒๖/๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).