พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
ผู้สอบบัญชี
พ.ศ. ๒๕๐๕
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕
เป็นปีที่ ๑๗ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า
ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยผู้สอบบัญชี
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้
โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติผู้สอบบัญชี พ.ศ. ๒๕๐๕
มาตรา ๒[๑]
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓
ในพระราชบัญญัตินี้
ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต หมายความว่า
ผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีตามพระราชบัญญัตินี้
และใบอนุญาตนั้นยังไม่ขาดอายุ ไม่ถูกพักหรือไม่ถูกเพิกถอน
รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔
ให้มีกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเรียกว่า
คณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพสอบบัญชี เรียกโดยย่อว่า ก.บช.
ประกอบด้วยปลัดกระทรวงเศรษฐการเป็นประธานกรรมการ อธิบดีกรมทะเบียนการค้า
อธิบดีกรมบัญชีกลาง อธิบดีกรมสรรพากร ประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง
และกรรมการอื่นซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกแปดคนในจำนวนนี้ต้องแต่งตั้งจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตไม่น้อยกว่ากึ่งจำนวน
ให้ ก.บช. เลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นรองประธานกรรมการ
มีหน้าที่เป็นผู้ช่วยประธานกรรมการในกิจการทั้งปวงอันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของประธานกรรมการตามที่ประธานกรรมการมอบหมาย
และเป็นผู้ทำการแทนประธานกรรมการในเมื่อประธานกรรมการไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้อยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี
และอาจแต่งตั้งซ้ำอีกได้ แต่ไม่เกินกว่าสองครั้งติดกัน
มาตรา ๕
กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(๑) ครบวาระ
(๒) ลาออก
(๓) ถูกพักใบอนุญาต ถูกเพิกถอนในอนุญาต
หรือขาดต่ออายุใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
(๔) เป็นบุคคลล้มละลาย
(๕) เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ
(๖) ต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
เว้นแต่คดีความผิดที่เป็นลหุโทษหรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท
ภายใต้บังคับมาตรา ๔
เมื่อกรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ รัฐมนตรีอาจแต่งตั้งผู้อื่นเป็นกรรมการแทน
กรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนนี้อยู่ในตำแหน่งตามวาระของกรรมการที่ตนแทน
มาตรา ๖
เมื่อกรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ
ให้กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งนั้นคงอยู่รักษาการต่อไปจนกว่ากรรมการที่ได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่
มาตรา ๗
ให้จัดตั้งสำนักงาน ก.บช. ขึ้นในกระทรวงเศรษฐการ
มีนายทะเบียนคนหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการรักษาทะเบียนผู้สอบบัญชีรับอนุญาตและในกิจการอื่นทั่วไป
และให้มีพนักงานเจ้าหน้าที่ตามสมควร ให้นายทะเบียนเป็นเลขานุการ ก.บช. ด้วย
มาตรา ๘
ประธานกรรมการเป็นผู้เรียกประชุม ก.บช.
เพื่อปรึกษากิจการเป็นครั้งคราวตามที่เห็นสมควร
กรรมการมีจำนวนไม่น้อยกว่าห้าคนจะเข้าชื่อกันขอให้ประธานกรรมการเรียกประชุม
ก.บช. ก็ได้
มาตรา ๙ การประชุม
ก.บช.
ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งจำนวนของกรรมการทั้งหมดจึงเป็นองค์ประชุม
ถ้าในการประชุมคราวใดประธานกรรมการและรองประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุม
หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการด้วยกันคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
ภายใต้บังคับมาตรา ๑๐ มติของที่ประชุม ก.บช. ให้ถือเสียงข้างมาก
กรรมการคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน
ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา ๑๐
มติของที่ประชุม ก.บช. ดังต่อไปนี้
จะต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด
(๑) มติให้สั่งพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
(๒) มติรับผู้สอบบัญชีที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตแล้ว
ให้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตใหม่ตามมาตรา ๒๐
มาตรา ๑๑ ให้ ก.บช.
มีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) รับขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
(๒) สั่งพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
(๓) ออกข้อบังคับวางหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการขอ การออก
การต่ออายุ และการออกใบแทนใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
(๔)
ให้คำปรึกษาและคำแนะนำแก่มหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษาอื่นในการศึกษาวิชาชีพสอบบัญชี
มาตรา ๑๒ ให้ ก.บช.
มีอำนาจแต่งตั้งอนุกรรมการเพื่อทำกิจการหรือไต่สวนพิจารณาเรื่องต่าง ๆ
อันอยู่ในขอบเขตแห่งอำนาจและหน้าที่ของ ก.บช. ได้
ให้นำความในมาตรา ๙
มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะอนุกรรมการโดยอนุโลม
มาตรา ๑๓
ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้มีการสอบบัญชี หรือให้มีผู้สอบบัญชี
ห้ามมิให้ผู้ใดลงลายมือชื่อรับรองการสอบบัญชีในฐานะผู้สอบบัญชี เว้นแต่
(๑) เป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต หรือ
(๒) เป็นการกระทำในทางราชการ
มาตรา ๑๔
เอกสารใดซึ่งกฎหมายบัญญัติให้มีผู้สอบบัญชีรับรอง
ต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตลงลายมือชื่อรับรองในเอกสารนั้น
มิฉะนั้นเป็นอันไม่มีผลตามบทบัญญัติของกฎหมายนั้น
ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่เอกสารซึ่งกระทำในทางราชการ
มาตรา ๑๕
ผู้ซึ่งจะขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้ ต้อง
(๑) เป็นผู้ได้รับปริญญาทางการบัญชีหรือประกาศนียบัตรทางการบัญชีซึ่ง
ก.บช. เทียบว่าไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบัญชี หรือเป็นผู้ได้รับปริญญาหรือประกาศนียบัตรไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีที่มีการศึกษาวิชาการบัญชีซึ่ง
ก.บช. เห็นสมควรให้เป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้
(๒) เคยปฏิบัติงานเกี่ยวกับการสอบบัญชีมาแล้วโดย ก.บช.
เห็นว่าทำหน้าที่เป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้
(๓) มีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์แล้ว
(๔) มีสัญชาติไทย
หรือมีสัญชาติของประเทศที่ยินยอมให้บุคคลสัญชาติไทยเป็นผู้สอบบัญชีในประเทศนั้นได้
(๕) ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี
(๖) ไม่เคยต้องโทษจำคุกในคดีที่ ก.บช.
เห็นว่าอาจนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ
(๗) ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ และ
(๘)
ไม่ประกอบอาชีพอย่างอื่นที่ไม่เหมาะสมหรือทำให้ขาดความเป็นอิสระในหน้าที่ผู้สอบบัญชี
มาตรา ๑๖
ใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตให้มีอายุห้าปีนับแต่วันออกใบอนุญาต
มาตรา ๑๗
ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตต้องมีสำนักงาน โดยแจ้งไว้ต่อสำนักงาน ก.บช.
ขณะยื่นคำขอรับอนุญาต
ในกรณีไม่มีสำนักงาน
จะใช้ที่อยู่อาศัยของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเป็นสำนักงานก็ได้
การย้ายสำนักงาน ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตต้องแจ้งต่อนายทะเบียน
ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันย้ายสำนักงาน
มาตรา ๑๘ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตต้องรักษามรรยาทตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง
มาตรา ๑๙
การสั่งพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา ๑๑ (๒) ให้กระทำได้
เมื่อปรากฏว่าผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
(๑) ขาดลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา ๑๕ หรือ
(๒) กระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้หรือกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้
การสั่งพักใบอนุญาต ให้สั่งพักได้ครั้งละไม่เกินหนึ่งปี
ก่อนพิจารณาสั่งพักหรือเพิกถอนในอนุญาต
ให้มีการไต่สวนโดยให้โอกาสแก่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตนั้นได้ทราบข้อกล่าวหาและยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา
ในการไต่สวนนั้น ให้ ก.บช. หรือคณะอนุกรรมการที่ ก.บช.
แต่งตั้งมีอำนาจเรียกเป็นหนังสือให้บุคคลใดมาให้ถ้อยคำ หรือส่งเอกสารหรือวัตถุใด
เพื่อประกอบการพิจารณาได้
มาตรา ๒๐
ผู้ถูกเพิกถอนใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตอาจขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตอีกได้
เมื่อพ้นกำหนดสามปีนับแต่วันถูกเพิกถอนใบอนุญาต แต่เมื่อ ก.บช.
ได้พิจารณาแล้วไม่ยอมออกใบอนุญาตให้
ผู้นั้นจะยื่นคำขอได้อีกต่อเมื่อสิ้นระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ ก.บช.
ปฏิเสธการออกใบอนุญาต ถ้า ก.บช. ปฏิเสธการออกใบอนุญาตในครั้งที่สองนี้แล้ว
ผู้นั้นหมดสิทธิขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตอีกต่อไป
มาตรา ๒๑
ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๓ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี
หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๒๒
ผู้ใดมิได้เป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตโฆษณาด้วยวิธีใด ๆ
แสดงว่าเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน
หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๒๓
ในวาระเริ่มแรก ให้ ก.บช. ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงเศรษฐการเป็นประธานกรรมการ
กรรมการโดยตำแหน่งตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๔
และกรรมการอื่นอีกแปดคนซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง
เมื่อได้มีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตครบห้าสิบคนแล้ว
ให้กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่ง
และให้รัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการใหม่ตามมาตรา ๔ วรรคหนึ่ง
มาตรา ๒๔
บทบัญญัติมาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๔
มิให้ใช้บังคับจนกว่าจะครบกำหนดเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๒๕
ภายในระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ผู้ซึ่งได้กระทำการสอบบัญชี
และลงลายมือชื่อรับรองการสอบบัญชีของนิติบุคคลในประเทศในฐานะผู้สอบบัญชีมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปี
โดยลงลายมือชื่อรับรองการสอบบัญชีไม่น้อยกว่าปีละห้านิติบุคคล
และเป็นผู้มีลักษณะตามมาตรา ๑๕ (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘)
ผู้นั้นมีสิทธิยื่นคำขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ได้
เมื่อ ก.บช. พิจารณาเป็นที่พอใจแล้วก็ให้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้
มาตรา ๒๖ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
และให้มีอำนาจแต่งตั้งนายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่
และออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้และกำหนดกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ส. ธนะรัชต์
นายกรัฐมนตรี
อัตราค่าธรรมเนียม
(๑)
ค่าออกใบอนุญาตหรือต่ออายุใบอนุญาต ๒๐๐
บาท
(๒) ค่าแก้ไขใบอนุญาต ครั้งละ ๕๐
บาท
(๓) ค่าใบแทนใบอนุญาต ฉบับละ ๕๐
บาท
(๔) ค่าสำเนาเอกสารที่นายทะเบียนรับรอง
ว่าถูกต้อง ฉบับละ ๒๐ บาท
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้
คือ
การสอบบัญชีเป็นวิชาชีพอิสระแขนงหนึ่งอันมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งแก่การพัฒนาเศรษฐกิจ
ในปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายควบคุมการสอบบัญชี ประกอบกับขณะนี้ได้มีผู้สำเร็จการศึกษาวิชาการบัญชีจากมหาวิทยาลัยและสำนักศึกษาต่าง
ๆ มากขึ้น
จึงสมควรจะได้ตรากฎหมายกำหนดคุณสมบัติและพื้นความรู้ของผู้สอบบัญชีให้อยู่ในมาตรฐาน
ให้มีคณะกรรมการควบคุมให้เป็นไปตามความมุ่งหมายดังกล่าว
พรพิมล/แก้ไข
๓๐ พ.ย ๒๕๔๔
A+B (C)
พชร
สุขสุเมฆ
อรดา
เชาวน์วโรดม
หทัยชนก
ทรัพยัย
จัดทำ
๒๐/๐๕/๒๕๔๖
[๑] รก.๒๕๐๕/๙๘/๑พ/๑ พฤศจิกายน ๒๕๐๕
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).