ข้อ ๒๕
ข้อ ๒๕ เมื่อ ก.ขป. ได้พิจารณาอุทธรณ์แล้วให้มีมติ ดังต่อไปนี้ (๑) กรณีเห็นว่าการสั่งลงโทษทางวินัยถูกต้องและเหมาะสมแก่ความผิดแล้ว ให้มีมติยกอุทธรณ์ (๒) กรณีเห็นว่าการสั่งลงโทษทางวินัยไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมแก่ความผิด และเห็นว่าผู้อุทธรณ์ได้กระทําผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง แต่ควรได้รับโทษหนักขึ้น ให้มีมติให้เพิ่มโทษเป็นสถานโทษหรืออัตราโทษที่หนักขึ้น (๓) กรณีเห็นว่าการสั่งลงโทษทางวินัยไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมแก่ความผิด และเห็นว่าผู้อุทธรณ์ได้กระทําผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง แต่ควรได้รับโทษเบาลง ให้มีมติให้ลดโทษเป็นสถานโทษหรืออัตราโทษที่เบาลง (๔) กรณีเห็นว่าการสั่งลงโทษทางวินัยไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมแก่ความผิด และเห็นว่าผู้อุทธรณ์ได้กระทําผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงซึ่งเป็นการกระทําผิดวินัยเล็กน้อยและมีเหตุอันควรงดโทษให้มีมติให้สั่งงดโทษโดยให้ทําทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือนก็ได้ (๕) กรณีเห็นว่าการสั่งลงโทษทางวินัยไม่ถูกต้อง และเห็นว่าการกระทําของผู้อุทธรณ์ไม่เป็นความผิดวินัย หรือพยานหลักฐานยังฟังไม่ได้ว่าผู้อุทธรณ์กระทําผิดวินัย ให้มีมติให้ยกโทษ (๖) กรณีเห็นว่าการสั่งลงโทษทางวินัยไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมกับความผิด และเห็นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าผู้อุทธรณ์กระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้มีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง หรือในกรณีที่เห็นว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งตามที่กําหนดในกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนหรือเห็นว่าผู้อุทธรณ์กระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรงและได้มีการดําเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรงแล้ว ให้มีมติให้เพิ่มโทษเป็นปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ (๗) กรณีเห็นว่าการสั่งลงโทษทางวินัยไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม โดยเห็นว่าผู้อุทธรณ์มีกรณีที่สมควรแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือให้ออกจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน ให้นํา (๖) มาใช้บังคับโดยอนุโลม (๘) กรณีเห็นว่าการสั่งให้ออกจากราชการได้ดําเนินการถูกต้องตามกฎหมาย และเหมาะสมแก่กรณีแล้ว ให้มีมติให้ยกอุทธรณ์ (๙) กรณีเห็นว่าการสั่งให้ออกจากราชการได้ดําเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้มีมติให้ยกเลิกคําสั่ง และให้ผู้บังคับบัญชาดําเนินการเสียใหม่ให้ถูกต้อง (๑๐) กรณีเห็นว่าการสั่งให้ออกจากราชการถูกต้องตามกฎหมาย และเห็นว่ายังไม่มีเหตุที่จะให้ผู้อุทธรณ์ออกจากราชการ ให้มีมติให้ยกเลิกคําสั่งและให้ผู้อุทธรณ์กลับเข้ารับราชการต่อไป (๑๑) กรณีเห็นว่าข้อความในคําสั่งลงโทษทางวินัยหรือคําสั่งให้ออกจากราชการไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม ให้มีมติให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความให้เป็นการถูกต้องเหมาะสม (๑๒) กรณีเห็นว่าสมควรดําเนินการโดยประการอื่นใด เพื่อให้มีความถูกต้องตามกฎหมายและมีความเป็นธรรม หรือสมควรเยียวยาความเสียหายให้ผู้อุทธรณ์ แม้ผู้อุทธรณ์จะมิได้มีคําขอ ให้มีมติให้ดําเนินการได้ตามควรแก่กรณี เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม การออกจากราชการของผู้อุทธรณ์ไม่เป็นเหตุที่จะยุติการพิจารณาอุทธรณ์ แต่จะมีมติตาม (๒) หรือ (๗) มิได้ และถ้าเป็นการออกจากราชการเพราะเหตุการตาย จะมีมติตาม (๖) มิได้ด้วย ในกรณีที่มีผู้ถูกลงโทษทางวินัยในความผิดที่ได้กระทําร่วมกัน และเป็นความผิดในเรื่องเดียวกันโดยมีพฤติการณ์แห่งการกระทําอย่างเดียวกัน เมื่อผู้ถูกลงโทษทางวินัยคนใดคนหนึ่งใช้สิทธิอุทธรณ์คําสั่ง ลงโทษดังกล่าวและผลการพิจารณาเป็นคุณแก่ผู้อุทธรณ์ แม้ผู้ถูกลงโทษทางวินัยคนอื่นจะไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ หากพฤติการณ์ของผู้ไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์เป็นเหตุในลักษณะคดีอันเป็นเหตุเดียวกับกรณีของผู้อุทธรณ์แล้ว ให้มีมติให้ผู้ที่ไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ได้รับการพิจารณาการลงโทษทางวินัยให้มีผลในทางที่เป็นคุณเช่นเดียวกับผู้อุทธรณ์ด้วย เมื่อคณะกรรมการสอบสวนตาม (๖) หรือ (๗) ได้ดําเนินการสอบสวนพิจารณาเสร็จสิ้นแล้วให้ส่งเรื่องให้ ก.ขป. พิจารณามีมติโดยเร็ว