ข้อ ๑๓附則
ข้อ ๑๓ สํานักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมีหน้าที่และอํานาจ ดังต่อไปนี้ (๑) ส่งเสริมและคุ้มครองพระพุทธศาสนา และรับสนองงาน ประสานงาน สนับสนุนกิจการ และการบริหารการปกครองคณะสงฆ์ ตลอดจนดําเนินการตามนโยบายและมาตรการในการส่งเสริม และคุ้มครองพระพุทธศาสนาในระดับจังหวัด (๒) ศึกษา วิเคราะห์ และรายงานข้อมูลสารสนเทศด้านพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ เพื่อกําหนดนโยบายในระดับจังหวัด รวมทั้งเสนอแนะแนวทางแก้ไข หน้า ๑๓ เล่ม ๑๕๓ ตอนที่ ๕๕ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๒๕ (๓) ติดตามและประเมินผลการดําเนินงานตามนโยบาย แผนงาน และโครงการของหน่วยงาน ในความดูแลของสํานักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด รวมทั้งรายงานผลการดําเนินงาน ปัญหา และอุปสรรคให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ (๑ ส่งเสริม สนับสนุน ให้คําปรึกษา และกํากับดูแลการจัดการระบบการเงินและบัญชี ของวัด การบริหารจัดการทรัพย์สินของวัด รวมทั้งการประเมินผลและบูรณาการการตรวจสอบร่วมกับ หน่วยงานราชการในจังหวัด (@) จัดการ ส่งเสริม ดูแล รักษา และทํานุบํารุงศาสนสถานและศาสนวัตถุทางพระพุทธศาสนา ศาสนสมบัติกลาง และวัดร้างในจังหวัด (๒) ส่งเสริมและสนับสนุนให้วัดเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และแหล่งภูมิปัญญาของชุมชน รวมทั้งส่งเสริมให้มีศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาในจังหวัด (๓) ส่งเสริม สนับสนุน และประสานงานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และด้านพุทธศาสนศึกษา รวมทั้งดูแลและควบคุมมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาพระปริยัติธรรมในสังกัดภายในจังหวัด และพัฒนาบุคลากรทางพระพุทธศาสนา (@ ส่งเสริมและประสานการดําเนินงานในการปฏิบัติศาสนพิธีและกิจกรรมในวันสําคัญ ทางพระพุทธศาสนาในจังหวัด (๑@) ดําเนินการตามนโยบายและมาตรการเกี่ยวกับเครือข่ายในการคุ้มครองพระพุทธศาสนา ในระดับจังหวัด (๑๐) ปฏิบัติงานตามกฎหมายในความรับผิดชอบของสํานักงานซึ่งกําหนดให้เป็นหน้าที่ และอํานาจของผู้ว่าราชการจังหวัดหรือที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมาย (๑๑) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอืนที่เกี่ยวข้อง หรือที่ผู้อํานวยการมอบหมาย ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หน้า ๑๕ เล่ม ๑๕๓ ตอนที่ ๕๕ ก ราชกิจจานุเบกษา ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๒๕ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการ รวมทั้งหน้าที่และอํานาจของสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจที่เพิ่มขึ้น และเหมาะสมกับสภาพของงานที่เปลี่ยนแปลงไปอันจะทําให้การปฏิบัติภารกิจตามหน้าที่และอํานาจ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น จึงจําเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้