ข้อ ๔
ข้อ ๔ บุคคลผู้มีหน้าที่รายงานตามมาตรา ๑๕ ไม่รวมถึงสาขาของผู้มีหน้าที่รายงานที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ
ข้อ ๔ บุคคลผู้มีหน้าที่รายงานตามมาตรา ๑๕ ไม่รวมถึงสาขาของผู้มีหน้าที่รายงานที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ
ข้อ ๕ บุคคลผู้มีหน้าที่รายงานตามมาตรา ๑๕ ต้องมีลักษณะหรือการให้บริการหรือทำธุรกรรมตามข้อ ๖ ข้อ ๗ ข้อ ๘ หรือข้อ ๙
ข้อ ๖ บุคคลผู้มีหน้าที่รายงานตามมาตรา ๑๕ ที่มีการให้บริการรับฝากสินทรัพย์ จะต้องเป็นการถือสินทรัพย์ทางการเงินเพื่อผู้อื่น โดยนิติบุคคลนั้นต้องมียอดรวมรายได้ที่มาจากการถือสินทรัพย์ทางการเงินเพื่อผู้อื่น และการให้บริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการถือสินทรัพย์ทางการเงินนั้น ตั้งแต่ร้อยละยี่สิบของรายได้รวมของนิติบุคคลในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งที่สั้นกว่า ได้แก่ ระยะเวลาสามปีปฏิทินที่สิ้นสุดภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม หรือวันสิ้นสุดอื่นใดในกรณีรอบระยะเวลาบัญชีไม่เป็นไปตามปีปฏิทิน ของปีก่อนปีที่มีการพิจารณาการเป็นนิติบุคคลผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ หรือช่วงระยะเวลาที่นิติบุคคลดังกล่าวได้มีการจัดตั้งขึ้น
ข้อ ๗ บุคคลผู้มีหน้าที่รายงานตามมาตรา ๑๕ ที่มีการรับฝากเงิน จะต้องรับฝากเงินเป็นปกติธุระในลักษณะของธุรกิจธนาคารหรือธุรกิจอื่นที่มีลักษณะเดียวกัน
ข้อ ๘ บุคคลผู้มีหน้าที่รายงานตามมาตรา ๑๕ ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุน ต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้ (๑) ประกอบธุรกิจหลักเองหรือดำเนินการเพื่อหรือแทนลูกค้าในธุรกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (ก) การซื้อขายตราสารทางการเงิน การปริวรรตเงินตราต่างประเทศ การซื้อขายเครื่องมือทางการเงินอ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย และดัชนีประเภทต่าง ๆ การซื้อขายหลักทรัพย์ที่เปลี่ยนมือได้ หรือการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (ข) การบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนแบบรายบุคคลและแบบรวมกลุ่ม หรือ (ค) การลงทุน การบริหารจัดการ การบริหารสินทรัพย์ทางการเงินหรือการบริหารเงินแทนบุคคลอื่น นอกจากกรณีตาม (ก) หรือ (ข) หรือ (๒) มีรายได้รวมซึ่งเป็นรายได้หลักมาจากการลงทุน การลงทุนต่อ หรือการซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงิน โดยถูกบริหารจัดการโดยนิติบุคคลอื่นที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุนตาม (๑) หรือนิติบุคคลที่ให้บริการตามข้อ ๖ ข้อ ๗ และข้อ ๙ การดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุนตาม (๑) หรือ (๒) ต้องมีรายได้รวมของนิติบุคคลเกิดจากกิจกรรมดังกล่าวตั้งแต่ร้อยละห้าสิบของรายได้รวมของนิติบุคคลดังกล่าว แล้วแต่กรณี ในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งที่สั้นกว่า ได้แก่ ระยะเวลาสามปีปฏิทินที่สิ้นสุดในวันที่ ๓๑ ธันวาคมของปีก่อนปีที่มีการพิจารณาการเป็นนิติบุคคลที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุน หรือช่วงระยะเวลาที่นิติบุคคลดังกล่าวได้มีการจัดตั้งขึ้น นิติบุคคลที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุนตามวรรคหนึ่ง ไม่ให้หมายความรวมถึงนิติบุคคลที่เป็นแอ็กทิฟเอ็นเอฟอี เนื่องจากนิติบุคคลดังกล่าวเข้าลักษณะตามหลักเกณฑ์อย่างหนึ่งอย่างใดตาม (๔) ถึง (๗) ของบทนิยามคำว่า “แอ็กทิฟเอ็นเอฟอี”
ข้อ ๙ บุคคลผู้มีหน้าที่รายงานตามมาตรา ๑๕ ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต ต้องมีการออกกรมธรรม์หรือมีภาระที่ต้องชำระเงินตามสัญญาประกันภัยมูลค่าเงินสดหรือสัญญาประกันชีวิตแบบเงินรายปี
ข้อ ๑๐ ให้บุคคลผู้มีหน้าที่รายงานตามมาตรา ๑๕ ดังต่อไปนี้ ได้รับยกเว้นไม่ต้องมีหน้าที่รายงาน (๑) กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพที่มีผู้เข้าร่วมในวงกว้างที่เป็นกองทุนจัดตั้งขึ้นเพื่อให้ผลประโยชน์จากการเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต หรือหลายอย่างประกอบกัน แก่ผู้รับผลประโยชน์ที่เป็นหรือเคยเป็นลูกจ้าง หรือบุคคลที่ลูกจ้างดังกล่าวระบุให้ได้รับผลประโยชน์ของนายจ้างรายเดียวหรือหลายรายเพื่อตอบแทนการทำงาน โดยกองทุนนั้นต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ (ก) ไม่มีบุคคลผู้รับผลประโยชน์รายใดรายหนึ่งที่มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของกองทุนมากกว่าร้อยละห้าของทรัพย์สินของกองทุนทั้งหมด (ข) อยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมาย และมีการรายงานข้อมูลไปยังกรมสรรพากรตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด และ (ค) เป็นไปตามข้อกำหนดอย่างน้อยข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ๑) กองทุนได้รับการยกเว้นภาษีเป็นการทั่วไปสำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการลงทุน หรือมีการกำหนดมาตรการเพื่อขยายเวลาการเสียภาษีหรือลดอัตราภาษีจากเงินได้ดังกล่าว เนื่องจากการมีสถานะเป็นโครงการเพื่อการเกษียณอายุหรือโครงการบำเหน็จบำนาญ ๒) กองทุนได้รับเงินอุดหนุนอย่างน้อยร้อยละห้าสิบของเงินนำส่งทั้งหมด นอกจากการโอนทรัพย์สินจากโครงการอื่นที่กำหนดใน (๑) (๒) และ (๓) หรือจากบัญชีเพื่อการเกษียณอายุหรือบำเหน็จบำนาญตามที่กำหนดในข้อ ๑๒ (๑) จากนายจ้างที่ให้การสนับสนุน ๓) การจ่ายเงินหรือการถอนเงินจากกองทุน สามารถกระทำได้เฉพาะในกรณีที่กำหนดไว้เท่านั้น โดยกรณีดังกล่าวต้องเกี่ยวข้องกับการเกษียณอายุ ความทุพพลภาพ หรือการเสียชีวิต เว้นแต่การโอนเงินนำส่งไปยังกองทุนเพื่อการเกษียณอายุอื่นตามที่กำหนดใน (๑) (๒) และ (๓) หรือบัญชีเพื่อการเกษียณอายุหรือบำเหน็จบำนาญในข้อ ๑๒ (๑) หรือในกรณีที่มีการอนุญาตให้จ่ายเงินหรือถอนเงินจากกองทุนก่อนที่จะมีกรณีที่กำหนดไว้ข้างต้น โดยต้องมีค่าปรับหรือบทลงโทษ หรือ ๔) การจ่ายเงินนำส่ง นอกจากการจ่ายเงินนำส่งตามที่ได้รับอนุญาตบางประการ ของลูกจ้างเข้ากองทุนจะถูกจำกัดจำนวน โดยอิงจากรายได้ของลูกจ้างหรือไม่เกินหนึ่งล้านห้าแสนบาทต่อปี และให้ใช้หลักเกณฑ์ตามที่กำหนดในข้อ ๕๐ ข้อ ๕๑ และข้อ ๕๒ สำหรับการรวมยอดเงินหรือมูลค่าของบัญชีและการแปลงสกุลเงิน (๒) กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพที่มีผู้เข้าร่วมในวงแคบซึ่งเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ผลประโยชน์จากการเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต หรือหลายอย่างประกอบกัน แก่ผู้รับผลประโยชน์ที่เป็นหรือเคยเป็นลูกจ้าง หรือบุคคลที่ลูกจ้างดังกล่าวระบุให้ได้รับผลประโยชน์ ของนายจ้างรายเดียวหรือหลายรายเพื่อตอบแทนการทำงาน โดยที่กองทุนนั้นต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ (ก) กองทุนมีผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกน้อยกว่าห้าสิบราย (ข) กองทุนได้รับการสนับสนุนจากนายจ้างรายเดียวหรือหลายรายที่มิใช่นิติบุคคลที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุนตามที่กำหนดในข้อ ๘ หรือแพสซิฟเอ็นเอฟอี (ค) เงินนำส่งที่ลูกจ้างและนายจ้างจ่ายเข้ากองทุน นอกจากการโอนทรัพย์สินจากบัญชีเพื่อการเกษียณอายุหรือบำเหน็จบำนาญตามข้อ ๑๒ (๑) ถูกจำกัดจำนวนโดยอิงกับรายได้และเงินทดแทนที่ลูกจ้างได้รับตามลำดับ (ง) ผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกที่ไม่ได้เป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในดินแดนของกองทุนนั้น ไม่มีสิทธิในทรัพย์สินของกองทุนเกินร้อยละยี่สิบ และ (จ) กองทุนอยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมาย และมีการรายงานข้อมูลไปยังกรมสรรพากรตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด (๓) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนบำเหน็จบำนาญขององค์การระหว่างประเทศตามข้อ ๑๓ (๒) หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญของธนาคารกลางตามข้อ ๑๓ (๓) เพื่อให้ผลประโยชน์จากการเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต แก่ผู้รับผลประโยชน์หรือผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกที่เป็นหรือเคยเป็นลูกจ้าง หรือบุคคลที่ลูกจ้างดังกล่าวระบุให้ได้รับผลประโยชน์ หรือที่มิได้เป็นลูกจ้าง ในกรณีที่การให้ผลประโยชน์แก่ผู้รับผลประโยชน์หรือผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกเป็นไปเพื่อตอบแทนการทำงานให้แก่หน่วยงานดังกล่าว (๔) ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตซึ่งมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ (ก) เป็นหน่วยงานทางการเงินเพียงเพราะเป็นผู้ออกบัตรเครดิตซึ่งมีการรับฝากเงินเมื่อลูกค้าชำระเกินกว่ายอดที่ค้างชำระจากการใช้บัตรเครดิต และไม่ได้คืนเงินที่ชำระเกินนั้นให้แก่ลูกค้าในทันที และ (ข) มีการกำหนดมาตรการและกระบวนการเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ถือบัญชีทำรายการที่เกิดยอดชำระเงินเกินเป็นจำนวนเงินเกินหนึ่งล้านห้าแสนบาท หรือรับรองว่าผู้ถือบัญชีที่มียอดชำระเงินเกินเป็นจำนวนเงินเกินหนึ่งล้านห้าแสนบาท จะได้รับเงินคืนภายในหกสิบวัน โดยยอดชำระเงินเกินของผู้ถือบัญชีให้รวมถึงยอดเงินที่ได้รับคืนเนื่องจากการคืนสินค้า แต่ไม่รวมถึงยอดเงินที่ยังมีข้อพิพาท (๕) กองทรัสต์ซึ่งมีทรัสตีตามมาตรา ๑๕ (๘) และได้รายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงานทั้งหมดของกองทรัสต์ (๖) นิติบุคคลอื่นใดที่มีความเสี่ยงต่ำในการที่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อเลี่ยงภาษีอากร ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ (๑) (๒) (๓) และ (๔) ในส่วนสำคัญ ตามที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนดให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องมีหน้าที่รายงาน โดยที่การมีสถานะดังกล่าวไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมาตรฐานการรายงานทั่วไปตามความตกลง
本頁條文逐字來自該國官方公開資料,出處見署名列。
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).